แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ [Article] Queen Seon Deok / ซอนต๊อก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ [Article] Queen Seon Deok / ซอนต๊อก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

[Article & News] Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010 / 'มหกรรมฯ กรุงเทพฯ-เคียงจู'




[Article & News] Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010
'มหกรรมวัฒนธรรมโลก กรุงเทพฯ-เคียงจู 2010'
วันอังคาร ที่ 20 เมษายน 2553 / CR. - ทีมวาไรตี้@Dailynews Online
Repost : http://soenduk.blogspot.com/

สะพานวัฒนธรรมเมืองเก่า

อาณาจักรซิลลา หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างจากภาพยนตร์เกาหลีที่กำลังฉายอยู่ในเวลานี้ สมัยก่อนเกาหลีประกอบด้วย 3 อาณาจักร (สามก๊กเกาหลี) คือ 1.โคกูร ยอ 2.แพกเจ และ 3.ซิลลา ซึ่งในปี พ.ศ. 1200 อาณาจักรซิลลา ได้รวบสามแผ่นดินเป็นปึกแผ่น และด้วยความที่พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาทำให้ในยุคนี้ถูกขนานนามว่า “ยุคทองของพระพุทธศาสนา” แต่พระพุทธศาสนาในเกาหลีเริ่มเสื่อมลงเมื่อเข้าสู่ยุคโชซอน และยุคที่เกาหลีเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น

ด้วยความที่อาณาจักรซิลลา มีวัฒนธรรมยาวนาน กว่าพันปี จึงเกิดความร่วมมือจัดงาน “มหกรรมวัฒนธรรมโลก กรุงเทพฯ- เคียงจู 2553” (Bangkok-Gyeongju World Expo 2010) ขึ้นใน ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-19 ธันวาคม 2553 ณ สนามเสือป่า กรุงเทพฯ ซึ่งเมืองเคียงจู อยู่ในประเทศเกาหลีใต้ อดีตคือ ที่ตั้งของอาณาจักรซิลลา อันรุ่งเรือง

คิม ควาน ยง นายกเทศมนตรี จังหวัดเกียงซังบุค-โด กล่าวถึงการจัดงานในปลายปีนี้ว่า เสมือนโอลิม ปิกวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับเกาหลีที่มีวัฒนธรรมของชาติสืบเนื่องมายาวนาน และมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นเห็นได้จากยุคที่เกิดสงครามเกาหลี ประเทศไทยได้ส่งทหารมาช่วยเหลือในฐานะมิตรประเทศ



เมืองเคียงจู เป็นเมืองที่เก่าแก่เทียบได้กับอยุธยาของประเทศไทย โดยการจัดงานในปลายปีนี้จะทำให้ประชาชนของสองประเทศเข้าใจวัฒน ธรรมของกันและกันมากขึ้น และยังช่วยส่งเสริมความร่วมมือทั้งด้านการศึกษา และ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลในอนาคต ขณะเดียวกันอยากเชิญชวนให้ประชาชนชาวไทยเข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ เพราะทางรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เตรียมการแสดงที่ตื่นตาตื่นใจไว้ให้ชาวไทยได้ชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน และหลังจากเสร็จการจัดงานในไทยทางเมืองเคียงจู จะมีความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับเมืองต่าง ๆ ในแถบยุโรปต่อไป

เบก ซัง ซึง ผู้ว่าการเมืองเคียงจู กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมวัฒนธรรมโลก” ของเมืองเคียงจู ผ่านมาแล้วกว่า 57 ประเทศทั่วโลก โดยเมืองที่ได้ไป แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต้องมีหลักเกณฑ์ว่า เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมมายาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในหลายประเทศ โดยการจัดงานที่กรุงเทพฯ ปลายปีนี้ หวังว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเพราะทางรัฐบาล เกาหลีใต้สนับสนุนเงินในการจัดงานอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เป็นห่วงอย่างเดียวคือ สถาน การณ์การเมืองในไทย

“งานครั้งนี้นอกจากจะนำศิลปะเก่าแก่ของเมืองเคียงจูมาแสดงแล้ว ยังมีการแสดงเค-ป๊อป ซึ่งวัยรุ่นไทยหลาย ๆ คนคงประทับใจในการจัดงานในครั้งนี้”

ส่วน จอง คัง จอง ประธานโครงการ Gyeongju World Culture Expo กล่าวย้ำถึงการจัดงานปลายปีว่า ไฮไลต์ของงานจะเป็นชุดการแสดงทางวัฒนธรรมที่ดีที่สุดจาก 3 คณะ ซึ่งที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในเกาหลีใต้ รับรองว่า คนไทยต้องประทับใจเพราะไม่บ่อยนักที่คนต่างชาติจะได้รับชมการแสดงของคณะดังกล่าว

ขณะเดียวกันยังมีการนำแบบจำลองวัตถุโบราณ ในสมัยซิลลา มาจัดแสดงให้ประชาชนชาวไทยได้รับชม และยังมีการแสดงทางวัฒนธรรมของชาวไทยประกอบงานด้วย ผลที่ตามมาคาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้มาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันคนไทยที่สนใจประวัติศาสตร์กว่า พันปีก็สามารถไปเที่ยวที่เมืองเคียงจูได้ โดย หลังจบงานครั้งนี้ทางเมืองจะมีการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง



สำหรับการจัดงาน “มหกรรมวัฒนธรรมโลก กรุงเทพฯ-เคียงจู 2553” หนึ่งในกิจกรรมโหมโรงคือ การสัมมนาแลกเปลี่ยนด้านพระพุทธศาสนา (Korea Thai Buddhist Cultual Forum in 2010) เมื่อ ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยดงกุก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสอนศาสนาพุทธที่เก่าแก่ของเกาหลีใต้ ในเมืองเคียงจู โดยพระศรีธวัชเมธี (ชนะ) ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรนานาชาติ และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการ ต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่าถึงการแลกเปลี่ยนสัมมนาในครั้งนี้ว่า แม้พระภิกษุไทยที่มาร่วมสัมมนาจะเป็นนิกายเถรวาท ซึ่งพระภิกษุเกาหลีส่วนใหญ่นับถือนิกายมหายาน แต่พระพุทธศาสนาของสองประเทศมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยการสัมมนาครั้งนี้ได้พูดถึงการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกับแนวคิดใหม่ ๆ

การมาดูงานที่มหาวิทยาลัยดงกุกครั้งนี้สามารถนำมาปรับใช้ในด้านการเรียนการสอนของพระสงฆ์ในไทยให้เป็นระบบมากขึ้น อนาคตคาดว่า จะมีการแลกเปลี่ยนนักบวชเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกันมากขึ้นด้วย

ขณะเดียวกันงานนี้ถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งรัฐบาลเกาหลีค่อนข้างตื่นตัวกับการทำงานอย่างมาก ขณะที่ภาครัฐของไทยยังไม่มีการส่งเสริมอย่างชัดเจน เท่าใดนัก ถ้ามีการส่งเสริมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นประเทศไทยจะสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยใช้หลักศาสนาเพื่อให้ชาวต่างชาติเรียนรู้ได้ เพราะตอนนี้มีนักท่องเที่ยวหลายคนมาเที่ยวเพื่อเรียนรู้พระพุทธศาสนาในไทยเพิ่มมากขึ้น

ภีรนัย โชติกันตะ ผู้อำนวยการกลุ่มทวิภาคี สำนักงานความสัมพันธ์ต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตอนนี้หน่วยงานของไทยได้ เตรียมตัวเกี่ยวกับงานปลายปีนี้ โดยมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมศิลปากร รับผิดชอบการแสดงของไทยเพื่อแลกเปลี่ยนกับทางเกาหลี ตลอดจนมีการแสดงนิทรรศ การร่วมกันของสองประเทศ และมีการเปิดร้านอาหารไทยให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มลอง



ขณะเดียวกันประชาชน สองประเทศได้เรียนรู้วัฒน ธรรมระหว่างกันมากขึ้น เพราะไทยกับเกาหลีด้วยความที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันทำให้วัฒนธรรมหลายอย่างใกล้เคียงและสามารถแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งงานนี้ก่อนการจัดงานมีการส่งนักเรียนแลกเปลี่ยนของสองประเทศไปใช้ชีวิตกับครอบครัวในเกาหลี 10 คน โดยในช่วงจัดงานเด็กเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการให้การตอบรับและแนะนำวัฒนธรรมของสองประเทศ

“สำหรับสิ่งที่เป็นปัญหาในตอนนี้นี้คือ เรื่องงบประมาณของฝ่ายไทยที่ยังไม่มีความชัดเจนจากคณะรัฐมนตรีเนื่องจากสถานการณ์การเมือง ส่วนฝ่ายเกาหลีงบประมาณได้เตรียมพร้อมที่จะมาลงทุนงานนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งในช่วงจัดงานมีการจองทัวร์จากเกาหลีมากเป็นพิเศษเพื่อมาชมงานนี้และเดินทางไปเที่ยวต่อในจังหวัดอื่น ๆ”

สำหรับความร่วมมือในอนาคตกับเมืองเคียงจูเกาหลีที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ อาจจับมือด้านการท่องเที่ยวกับอยุธยาของไทยได้ ที่จะเป็นอีกแนวทางในการผนึกกำลังส่งเสริมศักยภาพระหว่างกัน ขณะเดียวกันงานนี้ยังมีนักธุรกิจจากเกาหลีที่เตรียมมาลงทุนในไทย โดยเมื่องานนี้จบลงอาจมีการลงทุนภาคอุตสาหกรรมจากเกาหลีมาไทยเพิ่มมากขึ้น

มหกรรม กรุงเทพฯ- เคียงจู ปลายปีนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของสองประเทศ ที่อนาคตจะก้าวไปสู่ความร่วมมือต่าง ๆ ต่อไป.



Bangkok - Gyeongju World Culture Expo 2010

Thailand and South Korea agreed to join a 50-day world culture expo in Bangkok to promote bilateral friendship and cooperation and publicize the historic cultures of the two nations.

"Bangkok - Gyeongju World Culture Expo 2010” will be held from November to December 2010 at Sanam Luang, National Museum, National Theater, Thammasat University Main Auditorium, and Silpakorn University Arts Center.

The reason for choosing Bangkok is that it is the hub for international communication in Southeast Asia. The objective is to promote and exchange international arts and culture of both countries and to value society and the economy. Moreover, it is to promote good understanding and relations between Thailand and South Korea at the bilateral and regional level.

The activities of the event aim at supporting the good image of cultural tourism in both countries such as original arts and dance, international art festivals, cultural exhibitions, concerts, film festivals, film animation, tourism public relations programs, and handicraft sales and exhibition.



The Gyeongju Historic Area, registered as a UNESCO World Cultural Heritage on November 2000, is an area that embodies the time-honored history and culture of Gyeongju, the ancient capital of the Silla Kingdom (新羅, 57-935)
The Gyeongju Historic Area can be divided into 5 major sections. The first section is the Namsan Area, a treasure trove of Buddhist art masterpieces dating back to the Silla Kingdom. Gyeongju Namsan Mt. (often referred to as an ‘outdoor museum’) is home to many historical heritage sites from the Silla Dynasty. Major attractions include: Poseokjeong (Historic Site No.1), Tapgok Maaejosanggun (Treasure No. 201), Cheollyongsaji Three-story Stone Pagoda (Treasure No. 1188), Chilbulam Maae Stone Buddha (Treasure No. 200), Bulgok Seated Stone Buddha (Treasure No. 198), and 37 other Buddhist relics

The second section is the Wolseong Area, one of the former palace sites of the Silla Kingdom. The area consists of Gyerim (Historic Site No. 19); Imhaejeonji (Historic Site No. 18), a Silla Royal Palace site; and Cheomseongdae (National Treasure No. 31), the oldest observatory in the East. Daereungwon area, the third area, features a cluster of the royal graves of the Kings and Queens of Silla. Also in the same area are Gobungun (a cluster of old graves) in Nodong-ri (Historic Site No. 38), Gobungun (a cluster of old graves) in Noseo-ri (Historic Site No. 39) Gobungun (a cluster of old graves) in Hwangnam-ri (Historic Site No. 40), and Oreung (Historic Site No. 172), among others. Archaeologists have discovered a number of invaluable relics and historic items in this area such as Geumgwan (golden crown), Cheonmado (a painting of flying horses), and numerous pottery pieces. These finds are perhaps the greatest clues into the life of the people of the Silla Dynasty.

Area number four, the Hwangnyongsa Area, is where the former site of the Hwangnyongsa Temple (Historic Site No. 246) and Bunhwangsa Stone Pagoda are located. Lastly, is the Sanseong Area, housing remnants of the major defense system for the capital city. The site consists of Myeonghwalsanseong Fortress (Historic Site No. 47) which is estimated to be around 400 years old.

The Gyeongju Historic Area has a total of 52 designated cultural assets that are registered as World Cultural Heritages.











วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

[Article] Queen Seon Deok Movie Reviews.




Queen Seon Deok Movie Reviews
by SKAYE LOOP
Repost : http://twssg.blogspot.com/

"The path ahead of you is arduous, but you must endure it. Endure it". These lines were the backbone of the movie Queen Seon Deok. The long running series in the television proved to be the best from the time it was released and reached different countries. This is a Korean Drama released in 2009 that would compel us to study, listen, fight, cry, and give suggestions to the protagonist. And who is the real foe? It was really the fate of Seon Deok and what was written in the stars. But someone stole various scenes-Ladies Mishil. Lady Mishil is the path that led Seon Deok to the throne.



Is it not that she killed the rulers that she served in order to become Queen? Is it not that she had married huge political figures just to gain her people? Lady Mishil gathered the most talented people around Shilla under her wings. Her incomparable talent to see through one's feelings and emotions brought her to ignite Seon Deok's young heart to know her real identity. And then the arduous path trailed its way to survival. Seon Deok met Kim Yushin and they both turned Shilla upside down. However, they both experienced myriad uncompromising circumstances that led to the demise of some important people including the twin princess herself who was the mother of the next rightful heir-Lord Chunchu. Yes, Seon Deok was a twin who was forced by fate to leave the palace after her birth just to escape from Lady Mishil. Her teenage life in the desert was useful when she went her way to the throne. Her trading skills helped her a lot. Hence, her stay far away from the palace provided her benefits.



What made Queen Seon Deok's path so arduous? First, when Kim Yushin married another girl while she was yet a princess, her heart bleeds. There was no way for her to keep their path in unison. And second, Queen Seon Deok has to endure seeing her beloved Bidam who died ten paces away from her. And who is Bidam? We came to know about Bidam when the people of Lady Mishil tried their best to kill the princess. Bidam once saved the princess's life and later on helped her way to the throne. When she became Queen, their feelings for each other were revealed. Yes, Queen Seon Deok's intention to give up the throne and live with Bidam for the rest of her days is sincere. But, her enemies turned her last dream a misery. Bidam died because he committed treason against the country, which was of course due to a devise concocted by her followers for their own benefit. Bidam who is Lady Mishil's son, is indeed a double-bladed weapon that erased Queen Seon Deok's last dream. If there could be heaven above the earth, they could meet there, which is why Queen Seon Deok asked to view the heavens, the land, and what is between, before the story ended. Indeed, the path ahead of the great Queen Seon Deok is arduous, but she was able to endure it to the end.


วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553

[Article] History's King Taejong Muyeol or "Kim Chun Chu (김춘추)" / ชีวประวัติของ "องค์ชาย คิมชุนชู" หรือ "พระเจ้าแทจงมูยูล มหาราชแห่งอาณาจักรชิลลา"



King Taejong Muyeol / 태종 무열왕 (602 – 661)

King Taejong Muyeol / 태종 무열왕 (602 – 661, Birth name: Kim Chunchu / 김춘추), was the 29th monarch of the southern Korean kingdom of Silla(Sinra) and ruled from 654 to 661. He is credited for leading the unification of the Three Kingdoms of Korea. He was a childhood friend of Kim Yusin, who eventually became his brother-in-law after his marrying the latter's sister.

King Taejong Muyeol was born with "sacred blood." He was born with the rank of seonggol. His father, Kim Yongsu, was the son of Silla's 25th ruler, King Jinji. When King Jinji was overthrown, all royalty from his line were deemed unfit to rule over the kingdom. This fate was brought down upon Kim Yongchoon. However, as he was one of the few remaining seonggols, and married a princess (Princess Chunmyung) who was a seonggol as well, their child, Kim Chunchu, became seonggol. Kim Yongsu was a powerful figure in the government. However, he lost all of his power to Kim Baekban, the brother of the king. In order to survive, he had to become a jingol, the rank that was right below seonggol. Therefore, he lost his chance of becoming the king, and so did his child, Kim Choonchu. However, when all the seonggols were dead, somebody with the royal blood in the jinggol rank had to succeed the throne. The people in the government wanted Kim Alcheon (a.k.a. So Alcheon), who was then Sangdaedeung(highest post of government) of Silla to succeed the throne. His father was a seonggol, who married a jingol wife so that his son would not be a seonggol and suffer from the fight for the throne. However, Kim Yusin supported Kim Chunchu, and Kim Alcheon refused the throne and supported Kim Chunchu. As a result, Kim Chunchu succeeded the throne.

He was well acquainted with the Emperor Gaozong of the Tang Dynasty, for he and the Emperor were friends before the Emperor became an Emperor. King Muyeol was a great support to the Emperor, and the Emperor returned the support to King Muyeol. He constantly pleaded with the Tang for reinforcements to destroy Baekje, to which the Tang finally acquiesced in 660, sending 130,000 troops under General Su Dingfang. Meanwhile, Kim Yusin set out from Silla with 50,000 soldiers and fought the bloodly battle of Hwangsanbeol leaving Baekje devastated and unprotected. King Uija of Baekje finally surrendered, leaving only Goguryeo to face Silla as an adversary on the Korean peninsula.

In June of the following year King Muyeol died, leaving his son Kim Beopmin to assume the throne as King Munmu.









วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

[Article] "Mugunghwa Country" or "Silla" / National Flower of Korea – Mugunghwa


Mugunghwa (무궁화) or Rose of Sharon or Hibiscus syriacus

"Mugunghwa Country" or "Silla" / National Flower of Korea – Mugunghwa


It’s been a while that I never tell story about things except the dramas & stars issue. So today as Spring is coming soon, I’ll tell story about “Mugunghwa”, the national flower of Korea. You may hear the word “Mugunghwa” often in Korea, it’s in many names. "Mugunghwa" or “Rose of Sharon” have been loved by Koreans for centuries. According to records, Koreans have treasured the rose of Sharon as a heavenly flower since ancient times. In fact, the Silla Kingdom called itself Mugunghwa Country. Even the ancient Chinese referred to Korea as "The land of gentlemen where Mugunghwa blooms." Love for the flower was further heightened when “Mugunghwa samcheolli hwaryeo gangsan" ("Rose of Sharon, thousand miles of beautiful mountain and river land!") was written into the national anthem of the late 19th century. As the rose of Sharon has been an important part of the Korean culture for centuries, it was only natural that the government adopted it as the national flower after Korea was liberated from Japanese colonial rule.




ประเทศมูกุงฮวา หรือ อาณาจักรชิลลา / มูกุงฮวา - ดอกไม้ประจำชาติของประเทศเกาหลีใต้


นานแล้วนะคะที่เราไม่ได้คุยเรื่องอื่นกันเลยนอกจากเรื่องของละครและดารา เพราะฤดูใบไม้ผลิใกล้เข้ามาแล้ว (ถึงบางที่จะยังมีหิมะตกหนักอย่างน่ากลัวอยู่ก็ตาม) วันนี้เรามาคุยเรื่อง “ดอกมูกุงฮวา” กันดีกว่าค่ะ ถ้าอยู่ในเกาหลีชื่อนี้จะได้ยินกันบ่อยมากๆ ร้านอาหารที่ชื่อมูกุงฮวาก็มี แม้แต่รถไฟมูกุงฮวาที่ถือว่าเป็นรถไฟที่ราคาโดยสารย่อมเยาที่สุดในเกาหลี คนเกาหลีชื่นชอบดอกมูกุงฮวา หรืออีกชื่อคือ โรสออฟชารอน มานานหลายศตวรรษแล้ว ตามบันทึกประวัติศาสตร์คนเกาหลีเชื่อว่าดอกมูกุงฮวาเป็นดอกไม้จากสวรรค์ แม้แต่ "อาณาจักรชิลลา" ก็ยังเรียกตัวเองว่า "ประเทศมูกุงฮวา" คนจีนในสมัยก่อนก็เรียกเกาหลีว่า “ดินแดนแห่งบุรุษที่ซึ่งดอกมูกุงฮวาเบ่งบาน” ความรักในดอกไม้ชนิดนี้ถึงขนาดมีการใส่ประโยคที่ว่า “Mugunghwa samcheolli hwaryeo gangsan" (ดอกมูกุงฮวา บนดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำนับหมื่นไมล์) ไว้ในเพลงประจำชาติในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ดอกมูกุงฮวาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมเกาหลีมานานหลายศตวรรษ เป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลจะยกให้ดอกมูกุงฮวาเป็นดอกไม้ประจำชาตินับตั้งแต่ได้รับอิสรภาพ พ้นจากการปกครองของญี่ปุ่น

There are more than 100 cultivars of the Rose of Sharon indigenous to Korea. There are single, semi-double, and double types of flowers. Depending on the colors of flower, they are divided into 3 groups, Dansim (flower with red center), Baedal (pure white flower), and Asadal (pink dots on the edges of the petals). The Dansim, single types of flowers, serves as Korea's national flower.



มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ของดอกมูกุงฮวาในเกาหลี มีทั้งแบบกลีบเดี่ยว กลีบซ้อน โดยแบ่งแยกตามสีสันออกเป็น 3 กลุ่ม ดันซิม (ดอกที่มีสีแดงอยู่ตรงกลาง) แบดัล (ดอกที่เป็นสีขาวบริสุทธิ์) และอาซาดัล (ดอกที่มีจุดสีชมพูอยู่ตามขอบกลีบ) ดันซิมคือดอกที่ถูกยกให้เป็นดอกไม้ประจำชาติ

The rose of Sharon blooms from early July through late October. Some 2,000 to 3,000 bloom on a single plant, which is strong enough to survive even when it is transplanted or cut for decoration or flower arrangements. Thus, the flower represents the wish for lasting national development and prosperity.

มูกุงฮวาจะเริ่มบานตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคมไปจนถึงปลายตุลาคม ใน 1 ต้นจะมีดอกได้มากถึง 2 – 3 พันดอก ซึ่งมีความทนมากถึงแม้จะถูกตัดและนำไปปักแจกันก็ตาม ดอกไม้ชนิดนี้จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาประเทศและความรุ่งเรืองอันไม่หยุดยั้ง



Koreans cherish and care for the national flower as it symbolizes the many glories the country has experienced and the trials and tribulations the people have overcome.

คนเกาหลีจึงรักดอกไม้ประจำชาติชนิดนี้มาก เพราะถือเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะของประเทศชาติและความอุตสาหะบากบั่นที่ผู้คนได้ฝ่าฟันกันมาจนถึงวันนี้

To our Korean friends, hope Spring will coming in a short time, take all coldness, heavily snow from all of you. In Thailand is summer now, sunshine bathing everywhere!

[Special thanks to korea.net]












วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553

[Article] History's Kim Al-cheon (알천) / ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมอัลชอน" หรือ "ซังแดดึง-อัลชอน"

อัลชอน ( Alcheon / 알천 )

แม่ทัพคิมอัลชอน หรือ "ซังแดดึง อัลชอน" ในรัชสมัยราชินีจินด็อก :
Roytavan : Writer
Original : http://seonduk.blogspot.com/

อัลชอน หรือ คิมอัลชอน ตามบันทึกประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์ เข้าเป็นนักรบฮวารังตั้งแต่ยังเยาว์จนกระทั่งกลายเป็นจอมพลผู้มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของอาณาจักรชิลลา ในยุคของราชินีซอนด็อก และท้ายที่สุดกลายเป็นซังแดดึง ผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งสภาชนชั้นสูงชองอาณาจักรชิลลาในรัชสมัยของราชินีจินด็อก แม่ทัพคิมอัลชอนเป็นขุนศึกคู่กับแม่ทัพคิมยูชิน เป็นผู้คอยช่วยเหลีอดูแลองค์หญิงด็อกมาน ทั้งทางด้านการเมืองและช่วยให้องค์หญิงด็อกมานได้ขึ้นครองบัลลังก์กลายเป็นกษัตริย์สตรีองค์แรกแห่งอาณาจักรชิลลา หลังจากที่พระเจ้าจินเพียงสวรรคต เมื่อครั้งที่องค์หญิงด็อกมานขึ้นครองราชย์กลายเป็น "ราชินีซอนด็อก" แม่ทัพคิมอัลชอนทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์ส่วนพระองค์ขององค์ราชินีและหัวหน้าองครักษ์ของสำนักพระราชวัง แม่ทัพอัลชอนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "ซังแดดึง" ในรัชสมัยของ "ราชินีจินด็อก" ครองราชย์หลังจากที่ราชินีซอนด็อกสิ้นพระชนม์

และหลังจากที่ราชินีจินด็อกสวรรคต "ซังแดดึงอัลชอน" กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการเสนอชื่อให้ขึ้นครองราชบัลลังก์ของอาณาจักรชิลลา เนื่องด้วย บิดาของคิมอัลชอนเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่มีเชื้อสายศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า "ซอลกอล (Seonggol)- สายเลือดบริสุทธิ์ที่กำเนิดจากราชินีหรือพระสนมกับพระราชาเท่านั้น" ส่วนมารดาของซังแดดึงอัลชอนเป็นสตรีซึ่งมีเชื้อสายแห่งราชวงศ์อันสูงศักดิ์ ซึ่งเรียกว่า "จินกอล ( Jingeol) - บุคคลที่มีเชื้อสายจากสมาชิกราชวงศ์" ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ซังแดดึงอัลชอนไม่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ ประกอบกับแม่ทัพคิมยูชินสนับสนุนองค์ชายคิมชุนชูให้เป็นกษัตริย์ต่อจากราชินีจินด็อก ซึ่งผลสุดท้ายคิมชุนชูก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์กลายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 29 แห่งอาณาจักรชิลลา มีพระนามว่า "พระเจ้าแทจงมูยอล หรือ พระเจ้ามูยูลแห่งอาณาจักรชิลลา (King Taejong Muyeol / Muyeol of Silla)"





Kim Alcheon (알천/阏川) :

Kim Alcheon (알천/阏川) activities era from 636 - 654, was member of Silla royal family. He became Hwarang at his young age and was famous general at that time.

Alcheon (along with Kim Yusin) supported Princess Deokman in politics and supported her in succeeding the throne after the death of her father, Jinpyeong of Silla. When Princess Deokman became Queen Seondeok of Silla, Alcheon became Chief Of Royal Palace Guard and also Seondeok's personal bodyguard. Later Alcheon was promote to Sangdaedeung in Queen Jiendeok reign who succeeded the throne after the death of Seondeok.

After the death of Queen Jindeok, Alcheon became the favorite to take the throne of Silla. His father was a seonggeol and his mother was a jingeol which technically did not qualify him for the crown. However, Alcheon refused to take the crown and along with Kim Yusin they supported Kim Chunchu. As a result, Kim Chuncho succeeded the throne.



알천 (Kim Alcheon) :

알천(閼川, 생몰년 미상. 활동연대 636년 ~ 654년)은 신라 선덕·진덕여왕, 태종무열왕 때의 귀족으로 화백회의 의장인 상대등(上大等)을 역임하였다. 신라 왕실의 일원이며 진골귀족이므로 경주 김씨 김알지의 후손으로 보고 있다. 실제로 그는 진덕여왕 사후에 섭정으로 추대되었다.

《삼국사기》와 《삼국유사》에 알천의 생애가 부분부분 기록되어 있다.

선덕여왕 5년인 636년에는 백제의 장군 우소가 군을 이끌고 서라벌 근처의 여근곡에 침입해왔다. 선덕여왕이 이를 미리 알고 각간 알천과 필탄에게 병사 2천을 주어 이를 격파하였다. 이후 대장군에 봉해졌다. 638년에는 칠중성에 고구려군이 쳐들어오자 이를 격퇴하고 불안한 민심을 달랬다.

진덕여왕이 즉위한 647년 2월에는 비담의 뒤를 이어 상대등에 올라 국정을 담당하였다.

삼국유사에 따르면 진덕여왕 대에 알천은 김유신, 임종, 술종, 호림, 염장과 함께 화백회의의 일원이었다. 남산 우지암(亏知巖)에서 회의를 하던 어느 날, 큰 범 한마리가 나타나 모두가 놀랐다. 그러나 알천만은 놀라지 않고 범의 꼬리를 잡아 땅에 메쳐 죽였다. 이에 모두가 그를 수석에 앉혔다. 그러나 삼국유사는 부연하기를, 마음 속으로는 모두 김유신을 따르고 있다고 하였다.

654년 진덕여왕이 후사 없이 죽자 대소신료들은 재상 알천에게 섭정을 청하였다. 이에 알천은 "저는 늙고 이렇다 할 덕행이 없습니다. 지금 덕망이 높은 이는 춘추공이니, 세상을 다스릴 뛰어난 인물입니다."라 답하며, 김유신과 논의하여 김춘추를 왕위에 오르게 하였다.

김춘추가 즉위하자 김춘추는 알천의 조상중 한 명을 갈문왕에 봉했으며 알천이 죽자 알천 역시 갈문왕에 봉했다




บทความเกี่ยวกับละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"

สัมภาษณ์ผู้เขียนบทละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
ชีวประวัติของ "ซังแดดึง พีดาม" หรือ "บิดัม" ในเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
พระสนมมิชิลบรรเลงดนตรีจาก "พิณแก้วน้ำ" - ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
The reason to love and fear Mishil : Queen Seon Duk (선덕여왕)
[Article] พีดาม : โศกนาฎกรรมของ "องค์ชายฮยองจง หรือ พีดาม" ในละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
ชีวประวัติ “กุกซอนมุนโน” - ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน
[Article] History's Kim Yu-shin / ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมยูชิน"
ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมอัลชอน" หรือ "ซังแดดึง-อัลชอน"
Wind Flowers(바람꽃)- Ye Song(예송) : เพลงประกอบละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
[Article] ซอนด็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน (Queen Seon Duk) เรื่องจริงอิงประวัติศาสตร์
History's Queen Seon Duk of Silla / ราชินีซอนด็อก แห่งอาณาจักรชิลลา
4 ขุนศึกคู่บัลลังก์ ในละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ตอนที่ 1 :คิมยูชินและพีดาม
Nang-cheon Festival (Hwarang Festival) : Queen Seon Deok / "นังชอน" หรือ เทศกาลการเฉลิมฉลองของ "ฮวารัง"


[Article] 4 Warrior of Queen Seon-deok Part 2 : Kim Al-cheon & Walya / 4 ขุนศึกคู่บัลลังก์ "ราชินีซอนต๊อก" ตอนที่ 2 : คิมอัลชอนและวอลยา


4 ขุนศึกคู่บัลลังก์ "ราชินีซอนต๊อก" ในละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ตอนที่ 2 : ว่าด้วยเรื่อง คิมอัลชอนและวอลยา

Roytavan : Writer
Original : http://twssg.blogspot.com/


จากละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ผู้เขียนบทละครได้สร้างตัวละครสคัญที่เป็นองครักษ์คู่ใจองค์หญิงด็อกมาน ไว้ทั้งสิ้น 4 คน ซึ่งทั้ง 4 คนนี้เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์มีตัวตนอยู่จริง 3 คน คือ จอมพลคิมยูชิน แม่ทัพผู้ไม่เคยแพ้ใครในสนามรบ ขุนศึกที่ได้รับการยอมรับจาก "กุกซอนมุนโนว่ามีความสามารถในการใช้ดาบได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในบรรดานักรบฮวารังทั้งปวง" ,ซังแดดึงพีดาม ผู้เชื่อว่าอำนาจและอิทธิพลของสตรีไม่อาจเป็นครองอาณาจักรได้อย่างแท้จริง และ จอมพลอัลชอนซึ่งภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ซังแดดึง" ในรัชสมัยของราชินีจินด็อก ส่วนแม่ทัพวอลยานั้น เป็นตัวละครที่ผู้เขียนบทละครสร้างขึ้นเอง


อัลชอน ( Alcheon / 알천 )

อัลชอน : ขุนศึกผู้ซื่อสัตย์ปกป้องและพิทักษ์บัลลังก์
อัลชอน แสดงโดย ลีซึงโฮ ( Lee Seung Hyo as Alcheon ) อัลชอน หรือ คิมอัลชอน ตามบันทึกประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์ เข้าเป็นนักรบฮวารังตั้งแต่ยังเยาว์จนกระทั่งกลายเป็นจอมพลผู้มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของอาณาจักรชิลลา ในยุคของราชินีซอนด็อก และท้ายที่สุดกลายเป็นซังแดดึง ผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งสภาชนชั้นสูงชองอาณาจักรชิลลาในรัชสมัยของราชินีจินด็อก

คิมอัลชอนเป็นขุนศึกคู่กับคิมยูชิน ที่คอยช่วยเหลีอดูแลองค์หญิงด็อกมาน ทั้งทางด้านการเมืองและช่วยให้องค์หญิงด็อกมานได้ขึ้นครองบัลลังก์กลายเป็นกษัตริย์สตรีองค์แรกแห่งอาณาจักรชิลลา หลังจากที่พระเจ้าจินเพียงสวรรคต เมื่อครั้งที่องค์หญิงด็อกมานขึ้นครองราชย์กลายเป็น "ราชินีซอนด็อก" แม่ทัพคิมอัลชอนทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์ส่วนพระองค์ขององค์ราชินีและหัวหน้าองครักษ์ของสำนักพระราชวัง แม่ทัพอัลชอนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "ซังแดดึง" ในรัชสมัยของ "ราชินีจินด็อก" ครองราชย์หลังจากที่ราชินีซอนด็อกสิ้นพระชนม์

และหลังจากที่ราชินีจินด็อกสวรรคต "ซังแดดึงอัลชอน" กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการเสนอชื่อให้ขึ้นครองราชบัลลังก์ของอาณาจักรชิลลา เนื่องด้วย บิดาของคิมอัลชอนเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่มีเชื้อสายศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า "ซอลกอล (Seonggol)- สายเลือดบริสุทธิ์ที่กำเนิดจากราชินีหรือพระสนมกับพระราชาเท่านั้น" ส่วนมารดาของซังแดดึงอัลชอนเป็นสตรีซึ่งมีเชื้อสายแห่งราชวงศ์อันสูงศักดิ์ ซึ่งเรียกว่า "จินกอล ( Jingeol) - บุคคลที่มีเชื้อสายจากสมาชิกราชวงศ์" ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ซังแดดึงอัลชอนไม่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ ประกอบกับแม่ทัพคิมยูชินสนับสนุนองค์ชายคิมชุนชูให้เป็นกษัตริย์ต่อจากราชินีจินด็อก ซึ่งผลสุดท้ายคิมชุนชูก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์กลายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 29 แห่งอาณาจักรชิลลา มีพระนามว่า "พระเจ้าแทจงมูยอล หรือ พระเจ้ามูยูลแห่งอาณาจักรชิลลา (King Taejong Muyeol / Muyeol of Silla)



คิมอัลชอน ในละครเรื่อง "ซอนต๊อก ราชินีสามแผ่นดิน" จะไม่ค่อยมีบทบาทมากมายสักเท่าไหร่ เป็นเพียงตัวละครประกอบที่เข้ามาช่วนให้ละครมีสีสันมากขึ้น หากจะเปรียบเทียบบทบาทตัวละครที่เข้ามาประกอบเรื่องแล้ว...จะเห็นได้ว่าบทละครของขุนศึกคนที่ 4 คือ "วอลยา" ดูจะมีสีสันมากกว่าอัลชอน ผู้เขียนบทละครได้ให้อัลชอนมีบทบาทในการดูแลปกป้ององค์หญิงชอนมยอง โดยอัลชอนเป็นองค์รักษ์ประจำพระองค์และเป็นหัวหน้าหน่วยทหารฮวารังกลุ่ม "บิชอนจีโด" ซึ่งเป็นกลุ่มทหารฮวารังที่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มของคิมยูชินก็คือ "ยงฮวาฮวางโด" โดยทั้งสองกลุ่มนี้ให้การสนับสนุนองค์หญิงชอนมยองและองค์หญิงด็อกมานมาตลอด อัลชอนในละครเป็บบุคคลที่มีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อราชวงศ์อย่างสูงสุด จะเห็นได้จากตอนที่องค์หญิงชอนมยองสิ้นพระชนม์ ซึ่งในชาวงนั้นอัลชอนทำหน้าที่เป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ เมื่ออัลชอนไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้ององค์หญิงจากการลอบปลงพระชนม์ได้ อัลชอนได้ทำเตรียมตัวเพื่อทำ "นังจังกอลฮวี (อัตนิบาตกรรมตามแบบนักรบฮวารังซึ่งคล้ายกับการทำฮาราคีรีด้วยการกว้านท้องตนเองเช่นเดียวกับทหารญี่ปุ่น)" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความจงรักภักดีที่มีต่อเจ้สนายของตนซึ่งเป็นสมาชิกของราชวงศ์ของอัลชอนนั้นยากที่จะหาใครเปรียบเทียบได้...

Kim Alcheon (알천/阏川) :
Kim Alcheon (알천/阏川) activities era from 636 - 654, was member of Silla royal family. He became Hwarang at his young age and was famous general at that time.

Alcheon (along with Kim Yusin) supported Princess Deokman in politics and supported her in succeeding the throne after the death of her father, Jinpyeong of Silla. When Princess Deokman became Queen Seondeok of Silla, Alcheon became Chief Of Royal Palace Guard and also Seondeok's personal bodyguard. Later Alcheon was promote to Sangdaedeung in Queen Jiendeok reign who succeeded the throne after the death of Seondeok.

After the death of Queen Jindeok, Alcheon became the favorite to take the throne of Silla. His father was a seonggeol and his mother was a jingeol which technically did not qualify him for the crown. However, Alcheon refused to take the crown and along with Kim Yusin they supported Kim Chunchu. As a result, Kim Chuncho succeeded the throne.


วอลยา ( Wol Ya / 월야 )


วอลยา : ขุนศึกผู้พลัดถิ่นพร้อมพลีชีพได้เพื่ออาณาจักรชิลลา

วอลยา แสดงโดย โจซังวุค (Joo Sang Wook as Wol Ya ) แม่ทัพวอลยา ในละครเรื่อง "ซอนต๊อก ราชินีสามแผ่นดิน" ผู้เขียนบทละครสมมุติให้ตัวละคร วอลยาเป็นองค์รัชทายาทของพระเจ้าวอลคังกษัตริย์องค์สุดท้ายของแทคายา ซึ่งสูญชาติและต้องรวบรวมประชาชนชาวคายาผู้ลี้ภัยข้ามถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยในอาณาจักรชิลลาแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะถูกกลุ่มชนชั้นสูงของอาณาจักรชิลลาคอยข่มขู่คุกคามกดขี่ข่มเหงตลอดเวลา "องค์ชายวอลยา" ได้เข้าร่วมกับ "ซอลจิ" ขบวนกอบกู้ชาติชาวคายาหรือในละครเรียกว่ากลุ่ม "พุกยาเว" ในการสร้างฐานที่อยู่อาศัยใหม่และรวบรวมชาวคายาเพื่อฝึกฝนการต่อสู้และสร้างขุมกำลังในการกู้ชาติ ขณะเดียวกันก็ลอบสังหารและทำร้ายขุนนางและชนชั้นสูงของชิลลาที่กดขี่ข่มเหงชาวคายาด้วย ต่อมากลุ่มพุกยาเว ได้ทำการข่มขู่ "คิมซอยอน" บิดาของคิมยูชินซึ่งเป็นรัชทายาทองค์สุดท้ายของกึมวานคายา ทำให้ "คิมยูชิน" ต้องหาทางเข้าพบกับหัวหน้ากลุ่มขบวนการกู้ชาติพุกยาเว ซึ่งก็คือ "องค์ชายวอลยา" นั่นเอง



หลังจากที่คิมยูชินได้พบกับวอลยา คิมยูชินได้มอบที่ดินของครอบครัวตนเองให้แก่ชาวคายาผู้ลี้ภัยเพื่อทำเป็นที่ดินสำหรับตั้งรกรากใหม่และทำมาหากินด้วย โดยแลกเปลี่ยนกับความจงรักภักดีของผู้ลี้ภัยชาวคายาทั้งหมด ต่อมาคิมซอยอนบิดาของคิมยูชินได้รับวอลยาให้เป็นบุตรบุญธรรมและได้ให้วอลยาเข้ารับราชการเป็นหัวหน้าหน่วยทหารฮวารัง "ยงฮวาฮวางโด"แทนคิมยูชิน หลังจากที่คิมยูชินได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "พุงวอลจู (ผู้นำแห่งทหารฮวารังของอาณาจักรชิลลา)" ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างวอลยาและคิมยูชินแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น...

ในขณะที่คิมยูชินให้การสนับสนุนด็อกมานคืนสู่ฐานันดรศักดิ์เป็นองค์หญิงแห่งอาณาจักรชิลลานั้น คิมยูชินก็ได้อาศัยฐานกำลังจากวอลยาและกลุ่มพุกยาเวในการปกป้องคุ้มครององค์หญิงด็อกมาน จนกระทั่งพระองค์ได้ฐานันดรศักดิ์คืนและได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นราชินีครองบัลลังก์แห่งอาณาจักรชิลลา และท้ายที่สุดวอลยา, ซอลจิ และชาวคายาผู้ลี้ภัยทั้งหมดก็ได้รับอิสรภาพปลอดภัยจากการถูกกดขี่ข่มเหงจากชนชั้นสูงของชิลลาและได้สถานภาพเป็นประชาชนชาวชิลลาโดยสมบูรณ์ ในบทละคร "วอลยา" มีบทบาทต่อการสร้างกองกำลังพิเศษและพัฒนาอาวุธให้แก่องค์หญิงด็อกมานเป็นอย่างมาก จึงกล่าวได้ว่าบทของ "วอลยา" นั้นมีสีสันมากกว่าบทของ "อัลชอน" ในละครเรื่อง ซอนต๊อก ราชินีสามแผ่นดิน อย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว....





บทความเกี่ยวกับละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"

สัมภาษณ์ผู้เขียนบทละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
ชีวประวัติของ "ซังแดดึง พีดาม" หรือ "บิดัม" ในเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
พระสนมมิชิลบรรเลงดนตรีจาก "พิณแก้วน้ำ" - ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
The reason to love and fear Mishil : Queen Seon Duk (선덕여왕)
[Article] พีดาม : โศกนาฎกรรมของ "องค์ชายฮยองจง หรือ พีดาม" ในละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
ชีวประวัติ “กุกซอนมุนโน” - ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน
[Article] History's Kim Yu-shin / ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมยูชิน"
ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมอัลชอน" หรือ "ซังแดดึง-อัลชอน"
Wind Flowers(바람꽃)- Ye Song(예송) : เพลงประกอบละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
[Article] ซอนด็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน (Queen Seon Duk) เรื่องจริงอิงประวัติศาสตร์
History's Queen Seon Duk of Silla / ราชินีซอนด็อก แห่งอาณาจักรชิลลา
4 ขุนศึกคู่บัลลังก์ ในละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ตอนที่ 1 :คิมยูชินและพีดาม
Nang-cheon Festival (Hwarang Festival) : Queen Seon Deok / "นังชอน" หรือ เทศกาลการเฉลิมฉลองของ "ฮวารัง"




วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

[Article] History's Kim Yu-shin / ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมยูชิน" หรือ "กุกซอนยูชิน"


คิมยูชิน ( Kim Yushin / 김춘추 )

[Article] History's Kim Yu-shin / ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมยูชิน" หรือ "กุกซอนยูชิน"

Roytavan : Writer
Original : http://twssg.blogspot.com/


คิมยูชิน : ในประวัติศาสตร์มีตำแหน่งจอมพลเป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรในยุคศตวรรษที่ 7 แห่งอาณาจักรชิลลา และผู้นำในการรวบรวมสามอาณาจักรในช่วงรัชสมัยของพระเจ้ามูมุน (พระโอรสในพระเจ้ามูยุลมหาราช หรือ คิมชุนชู) กษัตริย์องค์ที่ 30 แห่งอาณาจักรชิลลา หรือจะเรียกว่า "กษัตริย์องค์แรกแห่งชิลลาใหม่" ก็ได้เช่นกัน

คิมยูชิน เป็นหลานชายของพระเจ้ากูเฮ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรกึมวานกายา บิดาของคิมยูชินคือ นายพลคิมซอยอนและท่านหญิงมานมยอง (พระธิดาในพระเจ้าจินฮึง และเป็นน้องสาวของพระเจ้าจินเพียงพระบิดาขององค์หญิงด็อกมาน) คิมยูชินเกิดที่เมืองเคยาง ปัจจุบันคือจังหวัด จินชอน ประเทศเกาหลีใต้ หลังจากกึมวานกายาสูญสิ้นอาณาจักร คิมซอยอน บิดาของคิมยูชินได้เข้ารับราชการเป็นนายทหารระดับสูงในอาณาจักรชิลลา ประกอบกับท่านหญิงมานมยอง เป็นน้องสาวของพระเจ้าจินเพียงแห่งอาณาจักรชิลลาด้วย ทำให้ครอบครัวของคิมยูชินได้รับฐานันดรศักดิ์เป็นราชวงศ์ที่สำคัญเป็นลำดับที่ 2 ของอาณาจักรชอิลลาด้วย

สายสัมพันธ์ระหว่าง "จอมพลคิมยูชิน" กับ "พระเจ้ามูยุล หรือก็คือ คิมชอนชู" ค่อนข้างแน่นแฟ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระเจ้ามูยูลได้อภิเษกสมรสกับน้องสาวของคิมยูชินด้วย ทำให้คิมยูชินกลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและทรงอำนาจมากทั้งในชนชั้นสูงและประขชาชนชาวชิลลา จนทำให้เขาสามารถเป็นผู้นำในการรวบรวมสามอาณาจักรได้สำเร็จในสมัยพระเจ้ามูมูลมหาราช กษัตริย์องค์ที่ 29 แห่งอาณาจักรชิลลา และสถาปนาเป็น "ชิลลาใหม่" ในสมัยพระเจ้ามูมุน กษัตริย์องค์แรกแห่งอาณาจักรชิลลายุคใหม่...

จอมพลคิมยูชิน แม่ทัพผู้ไม่เคยแพ้ใครในสนามรบ ขุนศึกที่ได้รับการยอมรับจาก "กุกซอนมุนโน" ว่ามีความสามารถในการใช้ดาบได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในบรรดานักรบฮวารังทั้งปวง" และท้ายที่สุด "คิมยูชิน" ก็ได้รับการยกย่องจากเหล่านักรบฮวารังทั้งปวงว่าเป็น "กุกซอนยุคใหม่" หรือ "ผู้นำชั่วนิรันดร์บิดาแห่งฮวารังทั้งปวงแห่งชิลลาใหม่"



Kim Yushin (595-673) :
Kim Yushin (595-673) was a general in 7th-century Silla. He led the unification of the Korean peninsula by Silla under the reign of King Muyeol of Silla and King Munmu of Silla. He is said to have been the great-grandchild of King Guhae of Geumgwan Gaya, the last ruler of the Geumgwan Gaya state. This would have given him a very high position in the Silla bone rank system, which governed the political and military status that a person could attain.Kim Yushin was the son of General Kim Seohyeon and Lady Manmyeong, who was a daughter of King Jinheung of Silla. He was born in Gyeyang, Jincheon County in 595, became a Hwarang warrior at just 15 and was an accomplished swordsman and a Gukseon (국선, 國仙; Hwarang leader) by the time he was 18 years old. By the age of 34 he had been given total command of the Silla armed forces.

Throughout his life Kim had felt that Baekje, Goguryeo, and Silla should not be separate countries but united. He is regarded as the driving force in the unification of the Korean Peninsula, and is the most famous of all the generals in the unification wars of the Three Kingdoms.




บทความเกี่ยวกับละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"

สัมภาษณ์ผู้เขียนบทละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
ชีวประวัติของ "ซังแดดึง พีดาม" หรือ "บิดัม" ในเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
พระสนมมิชิลบรรเลงดนตรีจาก "พิณแก้วน้ำ" - ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
The reason to love and fear Mishil : Queen Seon Duk (선덕여왕)
[Article] พีดาม : โศกนาฎกรรมของ "องค์ชายฮยองจง หรือ พีดาม" ในละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
ชีวประวัติ “กุกซอนมุนโน” - ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน
[Article] History's Kim Yu-shin / ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมยูชิน"
ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมอัลชอน" หรือ "ซังแดดึง-อัลชอน"
Wind Flowers(바람꽃)- Ye Song(예송) : เพลงประกอบละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
[Article] ซอนด็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน (Queen Seon Duk) เรื่องจริงอิงประวัติศาสตร์
History's Queen Seon Duk of Silla / ราชินีซอนด็อก แห่งอาณาจักรชิลลา
4 ขุนศึกคู่บัลลังก์ ในละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ตอนที่ 1 :คิมยูชินและพีดาม
Nang-cheon Festival (Hwarang Festival) : Queen Seon Deok / "นังชอน" หรือ เทศกาลการเฉลิมฉลองของ "ฮวารัง"


[Article] 4 Warrior of Queen Seon-deok Part 1 : Kim Yu-shin & Bidam / 4 ขุนศึกคู่บัลลังก์ "ราชินีซอนต๊อก" ตอนที่ 1 : คิมยูชินและพีดาม




4 ขุนศึกคู่บัลลังก์ "ราชินีซอนต๊อก" ในละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ตอนที่ 1 : ว่าด้วยเรื่อง คิมยูชินและพีดาม
Roytavan : Writer
Original : http://twssg.blogspot.com/


จากละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ผู้เขียนบทละครได้สร้างตัวละครสคัญที่เป็นองครักษ์คู่ใจองค์หญิงด็อกมาน ไว้ทั้งสิ้น 4 คน ซึ่งทั้ง 4 คนนี้เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์มีตัวตนอยู่จริง 3 คน คือ จอมพลคิมยูชิน แม่ทัพผู้ไม่เคยแพ้ใครในสนามรบ ขุนศึกที่ได้รับการยอมรับจาก "กุกซอนมุนโนว่ามีความสามารถในการใช้ดาบได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในบรรดานักรบฮวารังทั้งปวง" ,ซังแดดึงพีดาม ผู้เชื่อว่าอำนาจและอิทธิพลของสตรีไม่อาจเป็นครองอาณาจักรได้อย่างแท้จริง และ จอมพลอัลชอนซึ่งภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ซังแดดึง" ในรัชสมัยของราชินีจินด็อก ส่วนแม่ทัพวอลยานั้น เป็นตัวละครที่ผู้เขียนบทละครสร้างขึ้นเอง


คิมยูชิน ( Kim Yushin / 김춘추 )


คิมยูชิน : ขุนศึกผู้เที่ยงธรรมและจงรักภักดี
คิมยูชิน แสดงโดย ออมแตวุง (Uhm Tae Woong as Kim Yu-shin ) คิมยูชิน ในประวัติศาสตร์มีตำแหน่งจอมพลเป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรในยุคศตวรรษที่ 7 แห่งอาณาจักรชิลลา และผู้นำในการรวบรวมสามอาณาจักรในช่วงรัชสมัยของพระเจ้ามูมุน (พระโอรสในพระเจ้ามูยุลมหาราช หรือ คิมชุนชู) กษัตริย์องค์ที่ 30 แห่งอาณาจักรชิลลา หรือจะเรียกว่า "กษัตริย์องค์แรกแห่งชิลลาใหม่" ก็ได้เช่นกัน

คิมยูชิน เป็นหลานชายของพระเจ้ากูเฮ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรกึมวานกายา บิดาของคิมยูชินคือ นายพลคิมซอยอนและท่านหญิงมานมยอง (พระธิดาในพระเจ้าจินฮึง และเป็นน้องสาวของพระเจ้าจินเพียงพระบิดาขององค์หญิงด็อกมาน) คิมยูชินเกิดที่เมืองเคยาง ปัจจุบันคือจังหวัด จินชอน ประเทศเกาหลีใต้ หลังจากกึมวานกายาสูญสิ้นอาณาจักร คิมซอยอน บิดาของคิมยูชินได้เข้ารับราชการเป็นนายทหารระดับสูงในอาณาจักรชิลลา ประกอบกับท่านหญิงมานมยอง เป็นน้องสาวของพระเจ้าจินเพียงแห่งอาณาจักรชิลลาด้วย ทำให้ครอบครัวของคิมยูชินได้รับฐานันดรศักดิ์เป็นราชวงศ์ที่สำคัญเป็นลำดับที่ 2 ของอาณาจักรชอิลลาด้วย

สายสัมพันธ์ระหว่าง "จอมพลคิมยูชิน" กับ "พระเจ้ามูยุล หรือก็คือ คิมชอนชู" ค่อนข้างแน่นแฟ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระเจ้ามูยูลได้อภิเษกสมรสกับน้องสาวของคิมยูชินด้วย ทำให้คิมยูชินกลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและทรงอำนาจมากทั้งในชนชั้นสูงและประขชาชนชาวชิลลา จนทำให้เขาสามารถเป็นผู้นำในการรวบรวมสามอาณาจักรได้สำเร็จในสมัยพระเจ้ามูมูลมหาราช กษัตริย์องค์ที่ 29 แห่งอาณาจักรชิลลา และสถาปนาเป็น "ชิลลาใหม่" ในสมัยพระเจ้ามูมุน กษัตริย์องค์แรกแห่งอาณาจักรชิลลายุคใหม่...

จอมพลคิมยูชิน แม่ทัพผู้ไม่เคยแพ้ใครในสนามรบ ขุนศึกที่ได้รับการยอมรับจาก "กุกซอนมุนโน" ว่ามีความสามารถในการใช้ดาบได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในบรรดานักรบฮวารังทั้งปวง" และท้ายที่สุด "คิมยูชิน" ก็ได้รับการยกย่องจากเหล่านักรบฮวารังทั้งปวงว่าเป็น "กุกซอนยุคใหม่" หรือ "ผู้นำชั่วนิรันดร์บิดาแห่งฮวารังทั้งปวงแห่งชิลลาใหม่"



คิมยูชินในละคร ค่อนข้างใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์ จะต่างกันบ้างก็ตรงผู้เขียนบทละครสร้างเรื่องให้คิมยูชินเป็นคนรักคนแรกขององค์หญิงด็อกมาน แต่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องแต่งงานกับหลานสาวพระสนมมิชิลเพราะถูกกลุ่มของพระสนมขมขู่ว่าจะใส่ร้ายประชาชนผู้ลี้ภัยชาวคายาที่อาศัยอยู่ในเมืองอัมยางซึ่งเป็นที่ดินของครอบครัวคิมยูชินว่า ชาวคายาก่อกบฎ ด้วยเหตุนี้คิมยูชินจึงตัดสินใจแต่งงาน และถวายสัตย์ปฎิญาณแก่องค์หญิงด็อกมานว่าจะซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระองค์ตราบจนชีวิตจะหาไม่...

Kim Yushin (595-673) :
Kim Yushin (595-673) was a general in 7th-century Silla. He led the unification of the Korean peninsula by Silla under the reign of King Muyeol of Silla and King Munmu of Silla. He is said to have been the great-grandchild of King Guhae of Geumgwan Gaya, the last ruler of the Geumgwan Gaya state. This would have given him a very high position in the Silla bone rank system, which governed the political and military status that a person could attain.Kim Yushin was the son of General Kim Seohyeon and Lady Manmyeong, who was a daughter of King Jinheung of Silla. He was born in Gyeyang, Jincheon County in 595, became a Hwarang warrior at just 15 and was an accomplished swordsman and a Gukseon (국선, 國仙; Hwarang leader) by the time he was 18 years old. By the age of 34 he had been given total command of the Silla armed forces.


พีดาม ( Bidam / 비담 )

พีดาม : ขุนศึกผู้ปราชญ์เปรื่องและวรยุทธล้ำเลิศยากที่จักหาใครเทียม

พีดาม แสดงโดย คิมนัมกิล (Kim Nam Gil as Bi Dam) พีดาม นั้นมีตัวตนจริง ๆ ในประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเป็นผู้ก่อกบฏจลาจล ในช่วงปลายรัชสมัยราชินีซอนด็อก สาเหตุที่ประวัติของ Bidam นั้นปรากฎอยู่น้อยมาก เนื่องจาก Bidam ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำการก่อกบฎในอาณาจักรชิลลา ช่วงรัชสมัยของราชินีซอนด็อก ...ชื่อของ พีดามส่วนหนึ่งปรากฎอยู่ในบันทึกการก่อสร้าง หอดูดาวของอาณาจักรชิลลา อีกส่วนหนึ่งปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์พระเจ้าจูมงแห่งอาณาจักรโคคุเรียว ว่าหลังจากที่ ราชินีซอนด็อกสิ้นพระชนม์เพียง 10 วัน พีดามก็ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยราชินีจินด็อก ด้วยข้อหาทำการจลาจลและก่อกบฎ ...

"พีดาม" ดำรงตำแหน่ง ซังแดดึง ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของสภาขุนนางแห่งอาณาจักรชิลลา มีทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลและบริหาราชการต่าง ๆ ของแผ่นดิน ในช่วงรัชสมัยของราชินีซอนด็อก จนกระทั่งสิ้นรัชกาล สถานที่เกิดและวันเดือนปีที่เกิด รวมทั้งผลงานความสำเร็จต่าง ๆ มีปรากฎอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์น้อยมาก แต่เชื่อได้ว่าเป็นบุคคลที่มาจากตระกูลชนชั้นสูงและมีชื่เสียงมากตระกูลหนึ่งของชิลลา พีดาม เป็นผู้มีแนวคิดที่ต่อต้านและคัดค้านผู้ปกครองที่เป็นสตรี และเป็นเจ้าของคติพจน์ที่ว่า "อำนาจอิทธิพลของสตรี ไม่อาจนำมาใช้ในการบริหารปกครองประเทศได้" หรือหากแปลจากภาษาจีนประโยคนี้ "女主不能善理 / Female can not control with a good reasons" ก็ตือ "ผู้หญิง ไม่สามารถควบคุมบริหารด้วยเหตุผลที่ดีได้"
ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ในระหว่งการก่อการจลาจล ดวงดาวประจำตัวของราชินีซอนด็อกบนท้องฟ้าได้ อัปแสงลง พีดามใช้สิ่งนี้เป็นสัญญลักษณ์แห่งลางของการบอกเหตุแก่ผู้ติดตามของเขาวว่า นี่คือสัญญารลางบอกเหตุแห่งการสิ้นรัชสมัยของราชินีซอนด็อกแล้ว แต่ในทางตรงข้าม แม่ทัพคิมยูชินกลับตัดสินใจร่วมกับราชินี ใช้ยุทธวิธีการปล่อยว่าวทำลายขวัญและเบี่ยงเบนความสนใจศัตรู พร้อมทั้งเป็นการส่งสัญญาณบอกทหารในกองทัพว่า "ดวงดาวจะกลับไปสู่สถานที่เดิม" อันเป็นสัญญาณรบบอกถึงการเข้าโจมตีข้าศึกนั่นเอง (ประวัติของ Bidam ตอนนี้มีอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ของอาณาจักรชิลลา) และในบันทึกประวัติศาสตร์ของกษัตริย์จูมงแห่งอาณาจักรโคคุเรียวกล่าวไว้ชัดเจนว่า หลังจากการก่อการจลาจลได้เพียง 10 วัน ทั้งพีดามและพรรคพวกรวม 30 คนก็ถูกประหารชีวิตหลังจากที่ราชินีซอนด็อกสิ้นพระชนม์ในวันที่ 8 มกราคม , พีดามถูกประหารชีวิตวันที่ 17 มกราคม ปีเดียวกัน หลังจากที่ราชินีจินด็อกแห่งชิลลาขึ้นครองราชย์แล้ว



ในประวัติศาสตร์จริงไม่มีใครทราบว่า พีดาม เป็นคนรักของราชินีจริงหรือไม่ ? อย่างไร ? แต่ในละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ผู้เขียนบทละครได้สร้างให้ "พีดาม" เป็นคนฉลาดปราชญ์เปรื่องเก่งในด้านวรยุทธ์ พีดามเป็นพระโอรสของพระสนมมิชิลกับพระเจ้าจินจีอดีตพระราชาแห่งอาณาจักรชิลลา ซึ่งถูกพระสนมมิชิลขับไล่ให้สละราชบัลลังก์ และชื่อเดิมของพีดามก็คือ "องค์ชายฮยองจง" ผู้ถูกพระมารดาทอดทิ้งโดยไม่เหลียงแลจนพระเจ้าจินจีต้องฝากฝังเขาให้กับกุกซอนมุนโนเป็นผู้ดูแล...

นอกจากนี้...พีดามยังเป็นชายที่หลงรักองค์ราชินี พีดามยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้ทั้งหัวใจและวิญญาณ จนราชินีประกาศต่อสภาขุนางว่าพระองค์จะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพีดาม แต่หนทางแห่งความรักของทั้งคู่ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ ลูกน้องของพีดามก็คือ "ยอมจอง" สร้างสถานกาณ์ที่น่าเศร้าขึ้นทำให้ทั้งพีดามและองค์ราชินีเกิดความไม่เข้าใจกัน ประกอบกับพีดามไม่เชื่อมั่นในความรักที่องค์ราชินีมีต่อตน จึงทำให้พีดามกลายเป็นผู้นำในการก่อกบฎและท้ายที่สุดพีดามก็ก้าวสู่หนทางแห่งความตาย ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจขององค์ราชินีนั่นเอง...

Bidam in history (?-647):
Bidam in history (?-647) He was a Sangdaedeung (상대등/ The highest post of government) during the end of Queen Seon Duk reign. His birth details and achievement was not much known, but it is believe that he come from noble family. He revolt with motto “Women’s rulers can not rule the country” (女主不能善理)

Legend says that during the uprising, a star ‘drop’. Bidam use it to anchorage his follower saying that the sign of the end of Queen reign. On the other hand, Kim Yushin then discuss with the Queen, then they decide to fly a burning kite as a sign that ‘the star is back to its place’. Jumong stated that about 10 days after Bidam uprising, he and 30 of his men were executed [Queen Seon Duk die on 8 January, Bidam executed on 17 January after Queen Jindeok was throne]



บทความเกี่ยวกับละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"

สัมภาษณ์ผู้เขียนบทละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
ชีวประวัติของ "ซังแดดึง พีดาม" หรือ "บิดัม" ในเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
พระสนมมิชิลบรรเลงดนตรีจาก "พิณแก้วน้ำ" - ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
The reason to love and fear Mishil : Queen Seon Duk (선덕여왕)
[Article] พีดาม : โศกนาฎกรรมของ "องค์ชายฮยองจง หรือ พีดาม" ในละครเรื่อง "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
ชีวประวัติ “กุกซอนมุนโน” - ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน
[Article] History's Kim Yu-shin / ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมยูชิน"
ชีวประวัติของแม่ทัพ "คิมอัลชอน" หรือ "ซังแดดึง-อัลชอน"
Wind Flowers(바람꽃)- Ye Song(예송) : เพลงประกอบละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"
[Article] ซอนด็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน (Queen Seon Duk) เรื่องจริงอิงประวัติศาสตร์
History's Queen Seon Duk of Silla / ราชินีซอนด็อก แห่งอาณาจักรชิลลา
4 ขุนศึกคู่บัลลังก์ ในละคร "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน" ตอนที่ 1 :คิมยูชินและพีดาม
Nang-cheon Festival (Hwarang Festival) : Queen Seon Deok / "นังชอน" หรือ เทศกาลการเฉลิมฉลองของ "ฮวารัง"