วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 38



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 38
Cr. : Dailynews Online


คุณชายชุนชูเอาหนังสือของพีดัมมาพับเล่นเป็นลูกเต๋า เมื่อพีดัมมาเห็นเข้าก็โกรธ จึงตีเขาอย่างหนัก โดยไม่รู้ว่าฐานะที่แท้จริงของชุนชูเป็นใคร ระหว่างนั้นยอจงเข้ามาห้ามได้ทันพอดี เขาจึงได้รู้ว่า คุณชายคิมชุนชู เป็นลูกชายขององค์หญิงชอนมยอง

“เชื้อพระวงศ์เสียสติเนี่ยนะ”

“เสียสติหรือเปล่าข้าไม่รู้ แต่เป็นเชื้อ พระวงศ์ล่ะแน่นอน ถ้าไม่เพราะปู่ของเขาคือพระเจ้าจินจิถูกถอดถอน ป่านนี้อาจเป็นรัชทายาท ก็ได้ เฮ่อ ๆๆ” ยอจง กล่าว

“ฮึ่ม....แล้วยังไง แปลว่าเจ้าหนุ่มเพี้ยนคนนี้สั่งให้ท่านไปฆ่าอาจารย์ข้าแล้วชิงเอาแผนที่มางั้นหรือ จะให้ข้าเชื่อหรือเปล่า”

“ไม่ใช่ เข้าใจผิด ข้าเอาไปให้เขาอ่านเอง แต่เขาไม่รู้อะไรเลย หึ....”

“เพราะอะไร” พีดัม ถาม

“เพราะความคิดข้าไม่ตรงกับอาจารย์เจ้า ข้าคิดว่าเจ้าของหนังสือนี่ไม่ควรเป็นท่านยูซิน แต่เป็นเขาจะดีกว่า”

“เฮ่อ....”

“เอ่อ....คือ....ข้าไม่ได้ขี้เกียจนะ เพียงแต่ของีบหน่อย แล้วค่อยทำงานต่อไป ก็เท่านั้น” ชุนชู กล่าว

“คุณชายครับ ต้องขออภัยด้วย”

“หึ....นี่....”

“หือ....เรียกเขาว่าคุณชาย ไม่ใช่นี่....”

“อยากตายมั้ย....นี่....พวกนี้ทำไมไม่เรียง ตามลำดับแต่ละหน้าล่ะ” พีดัม กล่าว

“แต่....ข้าว่า....มันก็เรียงอยู่ ไม่ผิดซักหน่อย”

“เจ้า....จำลำดับของมันได้หรือ”

“อึม....ใช่”

“ว้าย....นี่....จะทำอะไรอีก ยังจะฆ่าข้าหรือ ฮือ....”

“ในเมื่อได้หนังสือมาแล้ว ถ้าฆ่าท่านอีกคน ก็คงหมดเรื่อง” พีดัม กล่าว

“เอ่อ....แหะๆ ล้อเล่น ทำแบบนี้ได้ไงน่ะบ้าหรือ เฮ่อ ๆ ๆ”

“ห้ามหัวเราะนะ”

“เจ้าล้อเล่นใช่ไหม เฮ่อ ๆๆ”

“หน้าเจ้าเล่ห์ของท่าน ข้าหมั่นไส้มาตั้งแต่แรกเห็นแล้ว....อยากรู้ว่าถ้าตัดหัวท่านออกมาซะ ยังจะหัวเราะได้ไหม ฮึ่ม....”

“เฮ้ย....อย่า ๆๆ อย่าเพิ่งลงมือ เจ้า.... เจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก เพราะว่า เรา....เราเป็นฆาตกร ทั้งคู่ จริงมั้ย”

“ฆาตกรหรือ”

“ท่านมุนโนผู้ยิ่งใหญ่ จะตายเพราะเข็มพิษเล็ก ๆ เล่มเดียวได้ยังไง จริงมั้ย ฮ่า ๆๆ....ไม่มีทางอยู่แล้ว แต่เพราะตอนนั้นเขามัวพะวงอยู่กับการจู่โจมของศิษย์รักอย่างเจ้า เลยไม่ทันระวังถูกเข็มพิษเข้าอย่างจัง จริงมั้ยล่ะ หรือจะเถียง...”

“เจ้าคนสารเลว”

“เอาซี่ ใช่ ข้ามันเลว จะฆ่าก็เชิญลงมือ เมื่อข้าตายแล้ว เจ้าจะได้ฆ่าตัวตายตาม เพราะเราต่างก็เป็นฆาตกรที่ฆ่ามุนโนทั้งคู่ จริงมั้ย เฮ่อ ๆ ๆ หึ...หรือไม่งั้น ก็ปล่อยให้ข้ารอดซะ เจ้าก็อยู่ต่อด้วย ดีมั้ยล่ะ....โอ๊ย....” ยอจง กล่าว ทำให้เขาถูกพีดัมเตะ

“อ๊าก....หึ....ท่านลองพูดเหตุผลซัก 3 ข้อ หึ....ให้ข้าไว้ชีวิตท่านหน่อยซิ หึ....”

“เจ้าต่างหากที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง หา.... นึกว่าแผนที่สามแคว้นเป็นของอาจารย์เจ้าหรือ ไม่ใช่ เป็นของข้ากับมุนโนร่วมกันต่างหาก หึ.... เขาพเนจรอยู่ข้างนอก 20 ปี เอารายได้ที่ไหนเลี้ยงตัวเอง ถ้าไม่ใช่มาจากข้า ที่สำคัญมุนโนเคยเดินทางไปโกคูรยอ แพ่กเจ เมืองสุยคนเดียวซะเมื่อไหร่ ถ้าไม่ได้ลูกน้องข้าคอยวิ่งเต้น เสาะหาข้อมูลให้เขาเขียนหนังสือจะออกมา เป็นรูปเล่มได้หรือ แล้วอย่างงี้ จะบอกว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของเขาได้ไง หา....นั่นเป็นของข้าด้วย”

“หึ....แล้วไงอีก”

“แล้วจู่ ๆ เขาบอกว่าจะมอบหนังสือให้คนชื่อคิมยูซินอะไรนั่น ข้าไม่รู้จักซักหน่อยแล้วจะยอมได้ไงล่ะ”

“แล้วยังไง มีอะไรอีก พูดมาซิ”

“หึ....ข้าน่ะ มีคนที่เป็นสายลับอยู่มากมาย ถ้าข้าตายไป พวกเขาก็เท่ากับถูกตัดขาด เหมือนว่าวที่หลุดลอยไป ถ้าให้ดี ข้าช่วยเจ้าต่อติดเอามั้ยล่ะ หือ....”

“เพื่ออะไร”

“ถามได้ ท้ายที่สุดแล้ว เราจะช่วยกันส่งเสริมให้ใครซักคนเป็นพระราชา คนอย่างเจ้านอกจากเป็นผู้ช่วยคนอื่นแล้วไม่เห็นจะทำอะไรได้ซักอย่าง เจ้าหนุ่มนั่น กล้าหลอกกระทั่งท่านมีซิล แสดงว่าเป็นคนใจกล้าไม่เบาล่ะว่ามั้ย.... เอ่อ....มองอะไร หา....แหะ...เจ้าก็เหมือนกัน เคยคิดว่าหนังสือเป็นของเจ้า แต่จู่ ๆ ไปให้คิมยูซิน เลยโกรธจนต้องสู้กับท่านมุนโนใช่ไหม ถูกมั้ยล่ะ คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจข้า แต่คิดว่าเจ้าต้องเข้าใจ จริงมั้ย หึ ๆๆ”

“ฮึ่ม....ย้าก....”

“โอ๊ย....อ๊าก.... เจ้าคนสารเลว ทำไมทำกับข้าแบบนี้ ฮือ ๆๆ”

“หึ....อีกหน่อยทุกครั้งที่รู้สึกเจ็บแผล ส่องกระจกแล้วเตือนสติตัวเองไว้ให้ดี ถ้าทรยศข้าก็คือตาย หนีก็คือตายเหมือนกัน ที่สำคัญ.... หึ....พระราชาองค์ต่อไปที่เราจะเกื้อหนุน ไม่ใช่หนุ่มคนนั้น”

“ฮือ ๆๆ ฮือ ๆๆ อ๊าก....ฮือ ๆๆ ฮือ ๆๆ”

จากคำพูดของยอจง ทำให้พีดัมไม่เข้าใจว่ามีซิลคิดจะทำอะไรกันแน่

คิมยูซินประกาศเลื่อนตำแหน่งให้องครักษ์ในหน่วยต่าง ๆ โดยองครักษ์แห่งหน่วยยองวา จุปังและซอแจ ให้เลื่อนเป็น “แทนัมโท”....ยางกิดแห่งหน่วยบีชอน....ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น “แทโต”....ส่วนแวยา....ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น “โซกัม” เป็นผู้ช่วยท่านไอชองในการทำงานต่อไป พร้อมขอให้ทุกคนตระหนักในหน้าที่ปกป้องราชสำนักและเชื้อพระวงศ์ทุกระดับ ที่สำคัญ ให้จัดกำลังถวายอารักขาความปลอดภัยให้ถ้วนทั่ว ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด

ชิซูเป็นห่วงว่า การปรับเปลี่ยนตำแหน่ง องครักษ์ครั้งนี้ของคิมยูซิน จะมีแผนการอื่นแอบแฝง แต่องครักษ์คนสนิทของชิซูก็อาสาที่จะสอดแนมความเป็นไปให้ และชิซูก็อดถามถึงพีดัมไม่ได้ ซึ่งซกพุงก็รายงานว่า ตอนนี้ยังเดาไม่ออกว่าเขาจะทำอะไร เพราะเขายังไม่มีลูกน้องเลยสักคน

ต๊อกมานอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมชาวบ้านจึงยังมีผลผลิตไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้สักที ทั้งที่ในสมัยพระเจ้าจินฮึงได้ขยายดินแดนไปไม่น้อย ซึ่งยองชุนรายงานว่า ครึ่งหนึ่งของการขยายดินแดนเป็นพื้นที่รกร้าง ไม่อาจใช้เป็นที่เพาะปลูกได้ อีกทั้ง แปลงนาส่วนใหญ่หลังจากผ่านการเพาะปลูกไปหนึ่งปี ปีที่สองก็ไม่อาจให้ผลผลิตได้อีก ต๊อกมานคิดไม่ออกว่าจะมีทางไหนที่จะพลิกฟื้นที่นาบ้าง

ต๊อกมานมาหาใต้ซือวาชอน จนได้รู้ว่า แคว้นชิลลามีความก้าวหน้าในเรื่องการผลิตอาวุธ เพราะในสมัยพระเจ้าจินฮึงนั้น ทรงให้การสนับสนุนวิทยาการด้านโลหะ จนวันนี้ยังนำหน้าแคว้นอื่นอยู่

“แล้วเหล็กที่ผลิตเครื่องมือเกษตรกับผลิตอาวุธต่างกันหรือเปล่า” ต๊อกมาน ถาม

“ต่างกันอย่างมาก เหล็กที่ใช้ผลิตเครื่องมือเกษตรยังถือว่าด้อยคุณภาพ ทำให้แม้แต่จอบเสียมก็ยังไม่ทนทาน”

ต๊อกมานบอกให้คิมยูซินรู้ว่า นางคิดที่จะนำอาวุธมาหลอมละลาย ทำเป็นเครื่องมือการเกษตร แต่คิมยูซินคงไม่เห็นด้วยแน่ ซึ่งคิมยูซิน ก็ไม่เห็นด้วยอย่างที่ต๊อกมานคิดไว้จริง ๆ เขาคิดว่า ต้องหาวิธีผลิตเครื่องมือเกษตร โดยไม่กระทบถึงการผลิตอาวุธ พร้อมกับขอตัวลาไปฝึกกระบี่ให้คุณชายชุนชูต่อ

จุปัง โกโต กุกซอน และแทพุง หนีการฝึกซ้อมไปเที่ยวในตลาดกัน ทำให้เห็นว่าชาวบ้านกำลังประสบปัญหาปากท้อง เนื่องจากสินค้ามีราคาแพงขึ้น พ่อค้าก็ไม่ยอมที่จะแบ่งขายให้ชาวบ้านง่าย ๆ จนชาวบ้านคนนึงโมโห และฆ่าพ่อค้าข้าวจนตายต่อหน้าต่อตา แต่ก็ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่ง เพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่จุปังและโกโตกลับรีบมาตามยูซินให้ไปที่ตลาดโดยด่วน

“เกิดอะไรขึ้นนี่”

“เขาจับเด็กเป็นตัวประกัน กำลังอาละวาดอยู่” โพจอง กล่าว

“ไม่งั้นเด็กจะตายก่อน ได้ยินมั้ย ฮือ ๆๆ อย่าเข้ามานะ ฮือ ๆ ๆ ข้าลงมือจริง ๆ อย่าเข้ามาล่ะ ข้าไม่เกรงใจด้วย อย่ามายุ่งกับข้านะ ฮือ....วันนี้เป็นไงก็เป็นกัน ฮือ....ไหน ๆ ก็ต้องตายอยู่แล้ว เรามาตายพร้อมกันก็ได้ ข้าไม่กลัวหรอก ฮือ....เมื่อไม่มีข้าวให้กิน ข้าก็ต้องอดตายอยู่แล้ว งั้นสู้มาตายที่นี่ดีกว่า อย่าเข้ามานะ ใครก็อย่ามาจับข้า ไม่งั้นเด็กจะตายก่อน....โอ๊ะ....โอ๊ย อย่านะ ทำอะไร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ปล่อยซี่ มาจับข้าทำไม โอย....ฮือ....” ชายอ้วน ถูกจับได้ในที่สุด

คิมยูซินนำเหตุการณ์ที่ตลาดมาเล่าให้ต๊อกมานฟัง พร้อมบอกเหตุผลว่าสิบวันที่ผ่านมา ราคาข้าวจากกระสอบละ 3 ตำลึง พุ่งขึ้นสูงไปถึง 15 ตำลึง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก พีดัมจึงอาสาที่จะไปคุยกับพวกพ่อค้าดู ส่วนไอชองก็อาสาจะไปดูในตลาด เพื่อสืบพวกพ่อค้าโก่งราคา ซึ่งต๊อกมานขอไปด้วย เพราะนาง อยากรู้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านเหมือนกัน

โซวาไปขอซื้อข้าวสาลีจากพ่อค้าในตลาด แต่พ่อค้าไม่ยอมขายให้ ไม่ว่าจะให้ราคาสูงขนาดไหน บอกแต่เพียงว่าข้าวเหล่านี้มีคนจองแล้ว ต๊อกมานได้ยินเข้าจึงเข้ามาถามว่า ใครเป็นคนรับซื้อข้าวเหล่านี้ ด้านพีดัมก็ไปหายอจง เพื่อถามเขาว่า เขามีส่วนทำให้ข้าวมีราคาสูงขึ้นใช่หรือไม่

“เหตุการณ์ที่ตลาด “ซอซี” ก็เหมือนกัน มีข้าวอยู่ชัด ๆ แต่ไม่ยอมขาย”

“บอกว่ามีคนจองแล้วใช่ไหม” ต๊อกมาน ถาม

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าอยากรู้ว่าเป็นเพราะใคร ที่ทำให้เป็นแบบนี้ ต้องให้ใครซักคนคอยดูความเคลื่อนไหวของพวกพ่อค้า แถมยังทำอย่างเงียบ ๆ ด้วย ท่านคิดว่ามีใครที่เหมาะ”

“เอ่อ....หม่อมฉันขอรับอาสา....ในฐานะที่เป็น “แทนัมโท” หม่อมฉันจะพยายาม....สืบหาต้นตอมาให้องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ” จุปัง กล่าว

“หึ....ดีมาก งั้นเอาตามนี้”

เหล่าองครักษ์เฝ้าดูเส้นทางการส่งข้าวของเหล่าพ่อค้า ทำให้รู้ว่า ข้าวส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังบ้านเศรษฐีหลายคน ทั้งบ้านท่านซอวอน และท่านซกพุง

คุณชายชุนชูเลือกซื้อเครื่องประดับมามากมาย เมื่อยอจงเห็น จึงอดที่จะยอไม่ได้ว่าคุณชายตาถึงมาก เลือกเครื่องประดับที่จะใช้เป็นเครื่องบรรณาการไปถวายฮ่องเต้เมืองสุยได้เยี่ยม แต่คุณชายชุนชูว่า ทั้งหมดเป็นของเลียนแบบทั้งสิ้น

“ที่ริมหน้าผาเขา “เชียนฝอ” ที่เมืองสุย มีรูปแกะสลักมากมาย เพราะเนื้อหิน ของที่นั่นเหมาะแก่การแกะเป็นลวดลายต่าง ๆ และต้องเป็นเครื่องกังไสที่ผลิตจากดินของที่นั่นเท่านั้น ถึงจะไปถวายฮ่องเต้ได้” คุณชายชุนชู กล่าว

“อ้อ....หึ....ช่างเป็นความรู้แก่ข้านัก เฮ่อ ๆ ๆ อะไรจะรู้ลึกรู้ดีขนาดนี้ แหม....เฮ่ย....”

“เจ้ารู้มั้ยว่า คนคนนั้นเป็นใครน่ะ”

“ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเจ้าเมืองฮันซาน” โพยาง กล่าว

“ชื่อของเขา....คือ “คิมยินมุน” ใช่หรือเปล่า”

“หึ....ไม่ใช่ค่ะ คิมยุนมินเป็นแม่ทัพเมือง “ฮาซอนลา” ต่างหาก ส่วนคนนี้ เขาชื่อ “นิมยองจี” ต่างหาก”

“อึม....นิมยองจีหรือ เพิ่งเคยได้ยินชื่อครั้งแรกนะนี่” คุณชายชุนชู กล่าว

“แต่ข้าเคยเล่าให้ฟังหลายครั้งแล้วนะคะ....สมัยก่อนที่ไปตีเมือง “คาจัง” ของแคว้น แพ่กเจ เขาเป็นรองแม่ทัพใหญ่น่ะค่ะ....เนื่องจากสร้างผลงานไว้มาก ตอนหลังจึงได้เป็นถึงรองเจ้ากรมกลาโหมด้วย”

“หึ....”

“หึ....เรื่องแค่นี้ยังจำไม่ได้อีก ข้าไม่เข้าใจความคิดท่านเอาซะเลย”

“ข้าก็เบื่อตัวเองเหมือนกัน ที่ชอบจำสับสนระหว่างชื่อของคนนี้กับหน้าตาของอีกคน”

“เอ่อ....บางคนเก่งเรื่องนี้ แต่โง่ในอีกเรื่องก็ถือว่าธรรมดาน่ะครับ เฮ่อ ๆ ๆ ข้าก็เคยออกบ่อยไป ขนาดคนที่เจอหน้าบ่อย ๆ บางครั้งนึกจะลืมก็ลืมซะงั้น ต้องคิดตั้งนาน กว่าจะนึกออก เฮ่อ ๆ ๆ” ยอจง กล่าว

“นั่นสิ แสดงว่าเราโง่ทั้งสองคน”

“นั่นสิครับ แต่ข้าโง่กว่าท่านอีกนะ ฮ่า ๆ ๆ มา ๆ เชิญเลือกต่อเร็วเข้า ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ฮ่า ๆ ๆ” ยอจง กล่าว

จุปังและโกโตที่เฝ้าดูอยู่ที่บ้านฮาจอง ทำให้รู้ว่าเขาก็รับซื้อข้าวจากพ่อค้าไว้มากมายเหมือนกัน

“เอ....คนพวกนี้มันจะกักตุนสินค้า เพื่อฆ่าชาวบ้านหรือยังไง”

“ต่อให้มีบ่าวไพร่เยอะ ก็ไม่เห็นต้องซื้อตุนขนาดนี้ หรือว่าพวกลูกน้องจะกินจุเหมือนข้า ว่ามั้ย” โกโต สงสัย

“โง่จริง อย่าใช้ความคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางสิ เดี๋ยวนี้เจ้าไม่ใช่โกโตคนเก่าอีกแล้ว แทนัมโท เจ้าต้องรู้สึกภูมิใจในฐานะลูกน้องคนสนิทของข้าจุปัง เข้าใจหรือเปล่า”

“อึม....แหะ....ว่าแต่ เห็นกระสอบข้าว ทีไร ข้ารู้สึกหิวทุกที ฮ่า ๆ ๆ”

“โกโต”

“ฮ่า ๆ ๆ โอ๊ะ....แหะ ๆ ๆ”

“ตะกละนัก เดี๋ยวเถอะ เฮ่ย....เอาไงดี”

จุปังและโกโตรีบกลับมารายงานให้ต๊อกมานและคิมยูซินทราบว่า หลังจากที่ตามไปดูเส้นทางซื้อขายผลผลิตการเกษตรแล้ว ทำให้รู้สาเหตุที่ทำให้ข้าวมีราคาแพง นั่นเพราะมีพ่อค้าบางรายกว้านซื้อสินค้าไปหมดทำให้ขาดตลาด

“ใครกว้านซื้อ และซื้อไปทำอะไรรู้มั้ย” ต๊อกมาน ถาม

“พ่ะย่ะค่ะ เท่าที่เห็นก็มีท่านซอวอน ท่านฮาจอง ท่านโพจอง กลุ่มคนเหล่านี้ที่รับซื้อสินค้าทั้งหมด และทุกราย ล้วนแต่ให้ราคาสูงพ่ะย่ะค่ะ”

“หึ....ซื้อไปตุนไว้หรือ”

“หวังจะปั่นราคาให้สูงแล้วค่อยปล่อยขาย” คิมยูซิน ตั้งข้อสังเกต

“แต่ว่า แล้วเพราะอะไรกัน พวกเขาถึงยอมจ่ายราคาสูงไว้ก่อน”

“โธ่....องค์หญิง ไม่บอกก็รู้ ยิ่งรับซื้อในราคาสูง สินค้าก็ยิ่งมีค่า เป็นที่ต้องการมากขึ้น”

“ใช่ เพื่อหวังกำไรผลต่าง เหมือนการค้าผูกขาดที่ขูดรีดราษฎร”

“ข้อนี้ข้าก็รู้อยู่”

“ถ้าอย่างงั้น....”

“แต่ยังมีข้อข้องใจในบางเรื่อง” ต๊อกมาน กล่าว

ต๊อกมานเก็บความสงสัยนั้นมาขอความเห็นกับพระเจ้าจินพยอง ว่าเพราะอะไรในสมัยพระเจ้าจินฮึง ก็เคยมีบางช่วงที่สินค้าขาดตลาด แต่ว่าไม่ถึงขนาดราคาสูงถึงเพียงนี้ และถ้าดูลึกไปอีกที ในสมัยพระเจ้าจินจิก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีกครั้งเช่นกัน

“แต่จะเทียบกับสมัยพระเจ้าจินฮึงคงไม่ได้ เพราะตอนนั้น ทางการยื่นมือเข้าช่วย เหมือน ตื่นมาก็มีความหวังใหม่ ให้ชาวบ้านได้จัดสรรที่ทำกิน มีที่ดินเป็นสัดส่วน แถมลดภาษีให้อีก หลังจากนั้นจึงได้เกิดผลผลิตตามมามากมาย.... เฮ่อ....แต่ว่า ตอนนี้เราคงเอาอย่างไม่ได้ เพราะข้าไม่เอาไหนเอง” พระเจ้าจินพยอง กล่าว

“ไม่ใช่หรอกเพคะฝ่าบาท สาเหตุเป็นเพราะว่า ชนชั้นปกครองกักตุนสินค้าไว้เก็งกำไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

“แต่ว่าการตุนสินค้าไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะพวกเขาใช้เงินของตัวเองซื้อไว้ ใครจะพูดอะไรได้ ถ้าพวกเขารับซื้อไว้เยอะ ทำให้ชาวบ้านเกิดภาวะขาดแคลน ทางการก็ต้องบริจาคให้ความช่วยเหลือ ขุนนางก็ต้องเฉือนเนื้อตัวเองเหมือนกัน สิบกว่าปีมานี้ คนที่บริจาคสิ่งของและอาหารช่วยเหลือมากกว่าราชสำนักอีก ส่วนใหญ่ก็คือมีซิลคนเดียว”

“นี่แหละคือ....สิ่งที่หม่อมฉันสงสัยเพคะ ไหน ๆ ก็ต้องบริจาคอยู่แล้ว แต่กลับ....รับซื้อในราคาสูง เป้าหมายที่นางทำแบบนี้ เพื่ออะไรกันแน่” ต๊อกมาน กล่าว

คุณชายชุนชูมาเรียนกับคิมยูซินตามเวลาที่เคยเป็น แต่ยูซินบอกให้องค์ชายรู้ว่า ต่อไปคนที่จะมาสอนวิชาให้เขาคือ พีดัม เมื่อคุณชายชุนชูรู้ว่าพีดัมจะมาสอนเขาแทน ก็ออกอาการไม่พอใจ และขอร้องให้คิมยูซิน เป็นคนสอนเขาต่อแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อมีโอกาสคุณชายชุนชูจึงถามพีดัมว่าต๊อกมานกำลังสืบเรื่องสินค้ามีราคาสูงอยู่ใช่หรือไม่ พีดัมจึงอธิบายว่าเพราะพวกขุนนางมีการกักตุนสินค้า ทำให้สินค้ามีราคาแพง

“ก็ต้องหวังผลประโยชน์อยู่แล้ว ถามได้” คุณชายชุนชู กล่าว

“คงไม่หรอกมั้ง มันไม่ใช่ของที่มีกำไรมากมาย ถึงกักตุนไปก็เท่านั้น อาจเป็นเพราะว่า....เฮ่ย....บอกไป ท่านก็ไม่รู้”

“ถ้าวัดด้วยปริมาณของสินค้า มันก็ไม่ได้คำตอบอยู่แล้ว”

“หมายความว่าไง” พีดัม สงสัย

“หึ....สินค้าเกษตร แร่เหล็ก ทองคำ จำเป็นต้องซื้อขายของพวกนี้ถึงได้กำไรหรือเปล่า”

ต๊อกมานมาหามีซิล เพื่อถามเกี่ยวกับเรื่องการกักตุนสินค้า

“ในฐานะพ่อค้า ถ้าปีไหนเก็บเกี่ยวดี จะกักตุนสินค้าเอาไว้ จากนั้นก็ขายในราคาสูง เพื่อหวังกำไรส่วนต่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าปีไหนเกิดภัยแล้ง ทุกคนต้องช่วยกันบริจาคข้าว โดยเฉพาะขุนนางกับชนชั้นสูง ถ้ากักตุนไว้เยอะก็ต้องยิ่งบริจาคมาก ไม่แน่ว่า อาจทำให้ขาดทุนก็เป็นได้”

“ใช่ เป็นอย่างงั้นจริง ๆ” มีซิล กล่าว

“แล้วทำไมยังยอม....รับซื้อในราคาสูง เพื่อให้สินค้าขาดแคลน ทำให้ชาวบ้านอยู่ในภาวะลำบากอีก”

“ทรงคิดว่า ชาวบ้านลำบากเพราะอะไรล่ะ” มีซิล ทิ้งคำถามไว้ให้ต๊อกมานคิด

“เพราะสินค้าเกษตรมีราคาสูง ทำให้พวกเขาไม่มีปัญญาซื้อ เป็นเหตุให้ยิ่งยากจนมากขึ้น”

“ถ้าอย่างงั้น คนที่ยิ่งลำบากและยากจน จะทำไงต่อไป”

“หา....ทำไงหรือ หึ....ทำไงล่ะ”

“เกษตรกรของเรา มีทั้งเช่าที่นา และ ทำนาในที่ของตัวเอง แล้วเราจะแบ่งคนพวกนี้ยังไงดี” มีซิล กล่าว

ต๊อกมานอธิบายให้คิมยูซินรู้ว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการกักตุนสินค้า เป็นเพราะในปี “ฮยองนึน” สมัยพระเจ้าจินจิปีที่สอง และปีที่สามในเดือน 7 “คอนบก” ปีที่สอง ปีที่ 13 ....ปีที่ 28....เฮ่อ....ทุกครั้งที่เกิดภัยแล้ง ที่ดินและ บ่าวไพร่ของชนชั้นสูงก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าของที่นาสิ้นเนื้อประดาตัว

“ถ้าอย่างงั้น สินค้าเกษตรที่พวกเขารับซื้อก็เพื่อ....”

“ใช่ เพื่อจะขูดรีดชาวบ้านอีกที”

“หึ....ถ้าขึ้นราคาแล้วไม่มีปัญญาซื้อ ก็ต้องแลกด้วยที่ดิน จากเจ้าของที่ก็จะกลายเป็นคนเช่าแทน” คิมยูซิน กล่าว

“ส่วนพวกที่เช่าทำนาอยู่แล้ว ก็ต้องยอมขายตัวเป็นทาส”

“ใช่ นับแต่สมัยพระเจ้าจินจิ พอฝนแล้งทีไร ขุนนางก็เริ่มบีบคั้นพวกเจ้าของที่ เพื่อยึดมาเป็นของตัวเองซะ แถมยังเพิ่มภาษีอีก ต่างหาก ในขณะที่ ภาษีที่ขุนนางต้องจ่ายกลับน้อยลงไป”

“จากนั้น ก็เอาสินค้าที่ตัวเองตุนไว้ ทำทีว่าบริจาคเพื่อช่วยชาวบ้านที่ยากไร้ อ้างว่าเห็นใจราษฎร เป็นการเรียกคะแนนนิยม” ต๊อกมาน กล่าว

“แต่ว่า องค์หญิงทรงทราบได้ยังไง”

“หึ....ทั้งหมดนี้ ข้าได้ความรู้มาจากมีซิล ทั้งนั้น” ต๊อกมานกล่าว สร้างความประหลาด ใจให้กับคิมยูซิน

“แต่ว่า เราก็ไม่อาจขัดขวางพวกเขาได้ เพราะใช้เงินตัวเองซื้อของ ถือว่าไม่ผิด ถ้าเป็นการโก่งราคา ก็ต้องออกกฎหมายเพื่อควบคุม แต่เรื่องนี้ต้องผ่านสภาขุนนาง ซึ่งพวกเขาคงไม่เห็นชอบอยู่แล้ว”

“หึ....ใช่ ออกเป็นกฎหมายไม่ได้หรอก”

“หา....”

“เมื่อเป็นการค้า ก็ต้องใช้วิธีของพ่อค้า ....ข้าโตมาจากแหล่งซื้อขายที่ทะเลทราย....นั่นเป็นที่ที่พ่อค้าระดับหัวกะทิของชาติต่าง ๆ ไปรวมตัว การค้าในชิลลาแม้จะรุ่งเรืองก็จริง แต่ยังเทียบที่นั่นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ข้าจะลองวัด ดวงกับพวกเขาดู” ต๊อกมาน กล่าว

พระเจ้าจินพยองอธิบายให้ต๊อกมานเข้าใจว่า ไม่มีทางที่จะห้ามพวกขุนนางไม่ให้กว้านซื้อสินค้าได้

“ถ้าใช้ผลผลิตในคลังเสบียงก็จะแก้ได้” ต๊อกมานเสนอ

“เสบียงของหลวงหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้ามีแผนจะต่อกรกับพวกเขาได้หรือ”

“ฝ่าบาท เรื่องนี้ ทรงให้หม่อมฉันจัดการได้ไหม....ไม่ว่ามองในระยะยาว หรือระยะสั้น วิธีนี้ก็น่าจะได้ผล”

“ต้องมีเสียงคัดค้านอย่างหนักแน่ องค์หญิง เพราะแม้แต่หม่อมฉันก็ซื้อไว้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพื่อหวังเก็งกำไร เพียงแต่ห่วงว่าขุนนางอื่นจะไม่ยินยอม” ยองชุน กล่าว

“หรือไม่งั้น....ก็ให้พวกเขาบริจาคตอนนี้ดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ”

“แม้ว่าทุกปีเราจะมีบริจาค แต่ก็ไม่อาจช่วยชาวบ้านที่ถูกขุนนางเอารัดเอาเปรียบ ถึงขนาดเสียที่ทำกินได้เพียงพอ....ข้าจึงอยากให้พวกท่านช่วยเหลือซักครั้ง”

“แต่ว่า ทางการไม่อาจไปแทรกแซงกลไกทางตลาด อาจจะต้องมีตัวแทนขึ้นมา ซักคน”

“หึ....ใช่ เป็นตัวแทนที่ไว้ใจได้ด้วย” ต๊อกมาน กล่าว

ซกพุงเห็นความผิดปกติของสินค้าในตลาดที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น จึงรีบมารายงานให้ฮาจองและเซจองทราบ องครักษ์จึงออกความเห็นว่า หรือเป็นเพราะทางการจะเปิดยุ้งฉางแจกเสบียง

“ถ้าทางการจะแจกเสบียงจริง ขุนนางอย่างข้าจะไม่รู้ได้ไง อยู่ดี ๆ จะเอาอะไรไปแจกชาวบ้าน” เซจอง กล่าว

“อีกอย่าง ต่อให้ทางการแจกเสบียงให้ชาวบ้านจริง แล้วจะไปอยู่ในตลาดได้ไง ไม่มีทางซะล่ะ เป็นไปไม่ได้”

“เรายังไม่มีโครงการจะแจกเสบียง พวกเจ้าอย่าห่วงเลย ออกไปก่อนเถอะ”

“แต่ว่า ระยะนี้รู้สึกสินค้าจะเพิ่มขึ้น จริง ๆ นะครับ แม้ว่าเราจะยอมจ่ายให้ราคาสูงก็ตาม ...ขนาดเมื่อวานนี้ยังมาถามข้าว่าข้าวขึ้นราคาอีกกระสอบละ 30 ตำลึงจะรับซื้อหรือเปล่า” ฮาจอง กล่าว

“อึ้ม....มันก็แพงขึ้นจริง ๆ น่ะนะ เทียบกับหลายวันก่อน ราคาขึ้นตั้งสองเท่าเชียว”

“ถึงอย่างงั้น เราก็ต้องรับซื้ออีกไม่ใช่หรือครับ”

“หึ....”

ที่สินค้าในตลาดมีมาก เป็นเพราะต๊อกมานสั่งให้พีดัมไปใช้ยอจงกว้านซื้อสินค้ามา จากนั้นก็เตรียมที่จะปล่อยข้าวที่มีอยู่กว่า 1 พันกระสอบออกสู่ตลาดทั้งหมด แต่คิมยูซิน ตั้งข้อสังเกตว่า แม้สินค้าในตลาดจะมีมาก แต่ราคาข้าวยังไม่เห็นลดลงเลย

“ถ้าเพียงแค่จะแทรกแซงกลไก ป่านนี้ก็น่าจะหยุดได้แล้ว แต่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขา คือยึดที่ทำกินของชาวบ้าน เลยต้องรับซื้อต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันที่พวกเขาตาสว่างว่ารับซื้อมากไป แถมราคาที่ซื้อเข้าก็สูงเกินไปด้วย” ต๊อกมาน กล่าว

ยูซินถูกมีซิลเรียกพบ เพราะอยากรู้ว่า ทำไมจู่ ๆ สินค้าเกษตรก็มีมากขึ้น คงไม่ใช่เพราะองค์หญิงต๊อกมานเอาเสบียงที่อยู่ในยุ้งฉางของหลวงไปขายข้างนอกหรอกนะ

“ใช่ เนื่องจากสินค้าเกษตรมีราคาขึ้นสูง องค์หญิงจึงคิดว่าถ้าปล่อยเสบียงที่อยู่ในยุ้งฉางออกไป ไม่แน่อาจช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นก็ได้”

“นี่แปลว่าราชสำนักจะทำการค้าด้วยหรือไง มันผิดธรรมเนียมนะ” ซอวอน กล่าว

ข่าวที่ว่าราชสำนักเตรียมเปิดยุ้งฉาง เอาเสบียงที่มีอยู่ขายเข้าตลาด รู้ไปทั่ว ทำให้พวกที่กักตุนสินค้าเริ่มปล่อยของออกสู่ตลาดแล้ว เนื่อง จากเกรงว่า หากยังกักตุนไว้ จะทำให้ขาดทุน

“วันนี้ข้าเป็นตัวแทนฝ่าบาท มาประชุมเรื่องราคาสินค้า ที่ค่อนข้างผันผวนในระยะนี้ ใครมีความเห็นยังไง ก็เชิญพูดมาได้”

“องค์หญิง ไม่ทราบว่า ได้มีพระบัญชา ให้เปิดยุ้งฉางจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” เซจอง กล่าว

“ใช่”

“ไม่ใช่เพื่อแจกเสบียงให้ชาวบ้าน แต่เอาเสบียงของหลวงไปขายหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“สินค้าราคาขึ้นสูง ก็ต้องปล่อยออกให้มากขึ้น....ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ เป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเกินไป” มีซิล กล่าว “ราชสำนักจะทำการค้ากับชาวบ้านได้ยังไง เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้หรือ”

“เสบียงที่เก็บไว้ เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน เผื่อปีไหนเกิดภัยแล้ง จะได้นำออกแจกจ่าย แต่นี่องค์หญิง กลับทรงนำไปขายซะ”

“ข้ายังมีวิธีอื่น ที่จะรับซื้อเสบียงกลับมาอีก การค้าก็คือการค้า พักก่อน เราขายออกไปในราคาสูง แต่ตอนนี้ราคาลดลง เราก็กว้านซื้อกลับมาซะ ทำแบบนี้ เท่ากับทางการได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง....ที่สำคัญ เมื่อสินค้าในตลาดมีจำนวนมากขึ้น...” ต๊อกมาน กล่าว

“ราคาก็จะลดลง การค้าก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ว่า ถ้าคนที่กักตุนไว้ร่วมมือกันไม่ยอมปล่อยสินค้าล่ะ....ถึงตอนนั้น องค์หญิงจะทรงแก้ยังไง” “ทนกันได้ไม่นานหรอกยังมีเสบียงกองทัพ ก็เตรียมปล่อยออกเพื่อช่วยชาวบ้านอีกระลอก ตอนนี้ท่านซอยอนกำลังดำเนินการอยู่”

“จะปล่อยเสบียงกองทัพหรือ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะต้อง....”

“เพราะสินค้ามีราคาสูง จึงต้องปล่อยเสบียงที่ทางการเก็บเอาไว้ ทรงคิดว่าทำแบบนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาได้หรือ” มีซิล กล่าว

“ไม่แน่ว่า ถ้าไปยุ่งกับเสบียงของกองทัพ อาจมีคนต่อต้านก็ได้”

“การที่ราคาผันผวน เพียงเพราะสินค้าขาดตลาดอย่างเดียวหรือเปล่า....ไม่ใช่เป็นเพราะว่า....เหล่าขุนนางต้องการยึดที่ทำกินของชาวบ้านหรอกหรือ....ข้าน่ะ ไม่คิดทำการค้าเพื่อจะเอาเปรียบราษฎร เพื่ออยากค้าขายกับขุนนางที่เห็นแก่ได้มากกว่า” ต๊อกมาน กล่าว

“แต่เสบียงของกองทัพต้องสำรองไว้เพื่อการทำศึก เรื่องนี้องค์หญิงจะทรงรับผิดชอบได้หรือ เกิดวันดีคืนดีแคว้นแผ่กเจมารุกรานเรา....”

“จริง ๆ แล้ว จะปล่อยออกก็ได้ หรือไม่ปล่อยก็ได้เหมือนกัน”

“อะไรนะ ไม่ปล่อยก็ได้หรือ”

“ใช่ สำคัญอยู่ที่การปล่อยข่าวมากกว่า”

“การปล่อยข่าวงั้นหรือ” ฮาจอง สงสัย

“สินค้าราคาพุ่งสูงได้ยังไง จริง ๆ แล้วเพราะคนกลัวว่าจะขาดตลาด เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า จึงรีบไปกว้านซื้อราวกับคนเสียสติ เหตุผลก็เช่นเดียวกัน ความจริงเราไม่ต้องปล่อยขายก็ได้ แค่บอกว่าจะปล่อยเสบียงของกองทัพออกไป ทีนี้คนที่กักตุนสินค้าไว้ ก็จะเทขายแทบไม่ทัน จากนั้น ราคาสินค้าก็จะลดลงเอง” “แต่ว่า ถ้าขุนนางไม่ปล่อยสินค้า ไม่ยอมให้ราคาลงล่ะ” มีซิล กล่าว

“จะเอาอย่างงั้นก็ได้ เรามาลองดูซักตั้ง กล้ามั้ยล่ะ ถึงตอนนั้น ของที่พวกท่านรับซื้อไว้ ราคาจะตกกว่านี้อีกเท่าตัว” ต๊อกมาน อธิบาย





..............จบตอนที่ 38...........