วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 31



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 31
Cr. : Dailynews Online


ต๊อกมานย้อนกลับมาที่ลานพิธีอีกครั้งจนได้พบกับโซวา โซวาเรียกชื่อต๊อกมานออกมา จนจุปังนึกสงสัยว่าทำไมโซวาถึงพูดได้ ซึ่ง โกโตก็สันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะโซวาได้เจอ กับองค์หญิงต๊อกมานก็เป็นได้ โซวาแปลกใจที่ต๊อกมานกลับมาเป็นองค์หญิงได้

“เฮ่อ...หึ...คือ...คนคนนั้น...ช่วยชีวิตแม่ไว้”

“อะ...อะไรนะ ชิซูน่ะหรือ”

“อึม...หลังจากถูกทรายกลบจนมิดท่วมตัว เขาจับเชือกที่ผูกตัวแม่ไว้ได้”

“หึ...งั้นหรือ แปลว่าถึงตอนนั้น เขายังคิดจับท่านอีกหรือ”

“หึ...ไม่รู้สิ อาจเพราะไม่ตั้งใจจับก็ได้”

“แล้วไงอีกคะ เป็นไงต่ออีก”

“ต๊อกมาน”

“ว่าไง”

“แม่น่ะ รู้สึกปลื้มใจเหลือเกิน ดีใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนอยู่ในความฝันก็ไม่ปาน”

“หึ....ท่านแม่”

“เรื่องอื่นไว้คุยวันหลังเถอะนะ หือ... ไม่ต้องรีบหรอก หึ...”

“งั้นก็ได้...แล้วแต่ท่าน”

ต๊อกมานพาโซวามาเข้าเฝ้าพระเจ้าจิน พยอง พระเจ้าจินพยองสงสัยว่า ทำไมโซวาถึงพูดได้อีกครั้ง และสมัยก่อนหนีจากเงื้อมมือ มีซิลได้ยังไง

“เรื่องในอดีตของหม่อมฉัน องค์หญิงไม่ทรงทราบใช่ไหมเพคะ...และที่...หม่อมฉันกลับมาอีกครั้ง...และถูกมีซิลจับไปอีก นางก็ไม่ทราบใช่ไหม”

“ใช่ นางไม่รู้” มเหสีมายา กล่าว

“ถ้าอย่างงั้น อย่าให้ทรงทราบได้ไหม เพคะ”

“ไม่อยากให้นางเป็นห่วงใช่ไหม...เจ้าไม่เพียงถูกเราจับมา ยังถูกใต้เท้าอึยเจจับไปอีก ตอนหลังยังไปอยู่กับมีซิล ถ้าให้ต๊อกมานรู้เข้าคงเป็นเรื่องใหญ่”

“เพราะตอนนี้ นางกลับมาเป็นองค์หญิงเหมือนเดิม ฮือ...หม่อมฉันเป็นเพียงนางในต่ำต้อย ไม่ควรให้องค์หญิงมาทรงเป็นห่วงอีก...สมัยที่เลี้ยงดูองค์หญิง เพื่อไม่ให้หม่อมฉันเป็นห่วง ฮือ...นางจึงปลอมตัว...ท่าทาง ทะโมนราวกับเด็กผู้ชาย ฮือ...แม้ว่าฝ่าบาทจะทรงมอบองค์หญิงให้หม่อมฉันเลี้ยงดู แต่จริง ๆ แล้ว เพราะองค์หญิง...เป็นฝ่ายดูแลหม่อมฉันมากกว่า” โซวา กล่าว

“ไม่ใช่หรอก เพราะเจ้าเลี้ยงนางมาดีถึงเป็นเด็กฉลาดนัก ทั้งเป็นเด็กดี ทั้งใจกล้า เจ้าเลี้ยงให้นางสมเป็นองค์หญิงแท้ ๆ”

“ฮือ...” โซวา ร้องไห้ตื้นตัน

“เฮ่ย...โซวา ข้าอยากจะบอกว่า...ขอบใจ เจ้าเหลือเกิน ต่อให้ตอบแทนเจ้าชั่วชีวิต ยังไม่ พอแก่บุญคุณที่เจ้ามีต่อเรา ขอบใจมากนะ โซวา ฮือ...ขอบใจเจ้าจริง ๆ” พระเจ้าจินพยอง กล่าว

ต๊อกมานอยากให้โซวามานอนด้วยกันเหมือนเมื่อตอนอยู่ด้วยกันที่ทะเลทราย แต่โซวา ไม่ยอม เนื่องจากตอนนี้ฐานะแตกต่างไปแล้ว พร้อมกับถามถึงมุนโน

พีดัมเล่าให้มุนโนฟังว่า ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นฝีมือของต๊อกมาน ทำให้นางได้รับการยอมรับ และแม้แต่ มีซิลก็ยังไม่สงสัยอะไร

“นึกแล้วท่านต้องแปลกใจแน่ หึ ๆ นางเป็นคนฉลาด ทั้งความคิดและอุดมการณ์ไม่เหมือนคนอื่นเลย ที่สำคัญ นางบอกว่าจะครองราชย์ด้วย”

“อะไรนะ นางจะครองราชย์หรือ”

“ใช่ครับ”

“นางเป็นผู้หญิง เมื่อได้เป็นองค์หญิง คงอยากให้สวามีได้เป็นพระราชากระมัง”

“ไม่ใช่นะครับ นางจะครองเอง บอกว่า เป้าหมายคือประมุขแห่งชิลลา” พีดัม กล่าว

ซอวอนบอกกับมีซิลว่า เขาสงสัยในวิชาของพีดัม รู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเป็นวิชาของ มุนโน เลยให้ชิซูดูความเคลื่อนไหว เชื่อว่าไม่นานมุนโนคงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเป็นแน่

“ถ้างั้น ก็แปลว่ามุนโนไม่ได้ไปไหน, แต่ กลับคอยปกป้องต๊อกมานอยู่ตลอด”

“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้รายละเอียด” ซอวอน กล่าว

“ปัญหานี้ไม่ใช่เล็กน้อยซะแล้ว ถ้ามุนโน จะกลับมาเป็นองครักษ์เพื่อจะช่วยต๊อกมานอีกแรง ละก็ มันจะต่างกับการสร้างหอดูดาวชนิดฟ้ากับดิน เลยล่ะ”

“ใช่ เพราะหอดูดาวแม้จะเริ่มสร้าง กว่าจะเสร็จก็อีกนาน แต่ว่า ถ้ามุนโนกลับมาคือเรื่องใหญ่ทันที”

“พวกองครักษ์...ถ้ามุนโนจะกลับมาปก ครององครักษ์อีก...” มีซิล กล่าว

“คงต้องเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำองครักษ์ใหม่ โฮแจก็ใกล้จะครบวาระแล้ว” ซอวอน กล่าว

“ข้าก็คิดอย่างงั้นเหมือนกัน โพจองเป็นรองหัวหน้ามานาน ตามหลักน่าจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการองครักษ์ได้”

“ใช่ อีกอย่าง ข้าอยากให้ชิซู กลับมาดูแล องครักษ์อีกต่อ”

“ชิซูน่ะหรือ”

“ใช่ เพราะข้าต้องคุมทหาร จึงไม่มีเวลาไปจัดการเกี่ยวกับเรื่ององครักษ์”

“ให้ชิซูเป็นครูฝึก จะได้ทำให้องครักษ์เก่งขึ้นและปรองดองมากขึ้น” มีซิล กล่าว

“ใช่ ที่สำคัญ ชิซูเหมือนไม่กินเส้นกับ มุนโนมาแต่ไหนแต่ไรด้วย...อีกอย่างเราทำตามที่ท่านบอก ไม่ให้ชิซูรู้ว่าโซวาเคยอยู่ในกำมือเรามาพักใหญ่”

“ดีมาก งั้นตามชิซูมาพบข้า”

มีซิลให้คนไปเชิญชิซูมาพบ เพราะต้องการให้เขาเป็น “วอนซังฮา” หรือตำแหน่งครูฝึกองครักษ์ เนื่องจากตอนนี้ต๊อกมานได้คืนฐานะเป็น องค์หญิงแล้ว ฝ่าบาทคงไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าโซวาเพื่อปิดปากอีก และเขากับโซวาคงไม่มีวาสนา ต่อกันอีกต่อไป แต่ชิซูขอคิดดูก่อน

“อีกอย่าง เจ้าไม่รู้สึกว่ามุนโนยังมีอิทธิพล ต่อองครักษ์รุ่นหลังจนทุกวันนี้บ้างหรือ...เจ้าสู้เขาไม่ได้ตรงไหนบ้าง...ถึงจะไม่รู้ว่ามุนโนจะกลับมาอีก ครั้งหรือเปล่า แต่ด้วยความเคารพที่ทุกคนมีต่อเขา ข้าอยากให้เจ้าได้อย่างงั้นบ้าง” มีซิล กล่าว

“ขอเวลาข้าคิดดู”

ชิซูมาพบโซวาที่ตำหนักของต๊อกมาน ชิซู ถามด้วยความเป็นห่วงว่านางสามารถพูดได้แล้วใช่ หรือไม่ แต่โซวาไม่ตอบพร้อมกับเดินหนีไป

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากอยู่กับข้า แต่ถึงอย่างงั้น เราไปใช้ชีวิตในป่า อยู่อย่างสันโดษจนตายเถอะนะ ...ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงได้ช่วยชีวิตเจ้าไว้ และ ให้เจ้าเดินทางมาด้วย” ชิซู กล่าว

ชิซูกลับไปพบมีซิลอีกครั้ง เพื่อตกลงยอมรับตำแหน่ง “วอนซังฮา” หรือตำแหน่งครูฝึกองครักษ์ ซึ่งมีซิลดีใจ และเตรียมที่จะจัดงานต้อนรับให้เขา แต่ชิซูกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขา คิดว่าสุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาเป็นทาสของมีซิล อีกครั้ง

ชิซูมาดักพบโซวาอีกครั้ง เพื่อย้ำถามว่านางสามารถพูดได้แล้วจริงใช่หรือไม่ ซึ่งโซวาก็ยอมรับว่าใช่ พร้อมกับขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตนางไว้ที่ทะเลทราย แถมยังเป็นคนพานางกลับมายังเมืองหลวงจนได้เจอกับต๊อกมานอีกครั้ง

“ตอนนี้ เรากลับมาทั้งคู่ และต่างก็อยู่ในฐานะเดิมของตัว”

“ใช่ ข้า...เป็นนางใน...ของฝ่าบาทและองค์หญิง”

“ส่วนข้า...ก็เป็นองครักษ์ของท่านมีซิล”

ในงานต้อนรับตำแหน่งใหม่ของชิซูที่กำลัง จะเริ่มขึ้นมีตาแก่คนหนึ่งพยายามที่จะเข้าไปในงาน ให้ได้ แต่ถูกขัดขวางจากเหล่าองครักษ์

ด้านมีซิล เมื่อได้เจอกับต๊อกมาน จึงอดถามนางไม่ได้ว่ารู้จักกับชิซูหรือไม่ ซึ่งต๊อกมานก็บอกว่ารู้จัก แถมถูกชะตาเป็นพิเศษด้วย

“ถ้าสมัยก่อนฝ่าบาทรับสั่งให้รู้เกี่ยวกับเรื่ององค์หญิงแฝด เรื่องไม่ดีก็คงไม่เกิด หม่อมฉันกับชิซู ล้วนทำเพื่อประโยชน์ต่อบ้านเมืองทั้งสิ้น หม่อมฉันจึงอยากให้เขาเป็น “วอนซังฮา” เป็นครู ฝึกให้แก่เหล่าองครักษ์”

“ข้าได้ยินมาแล้ว หวังว่าท่านชิซูจะเปลี่ยน จาก...ความมุ่งมั่นในการตามล่าข้า เป็นความตั้งใจที่ จะสอนองครักษ์ของเราให้เก่งขึ้น...แล้วอีกไม่นาน องครักษ์ทุกคนก็จะเก่งเหมือนท่าน” ต๊อกมาน กล่าว

“หึ...ดูเหมือนข้างนอกจะเตรียมพร้อมแล้ว เชิญเสด็จเถอะ”

ยังไม่ทันที่จะได้เข้าไปในงาน โพจองก็ เข้ามารายงานให้ทราบว่า มีคนเข้ามาก่อกวนภาย ในงาน ซึ่งตอนนี้กำลังจัดการอยู่ แล้วทั้งหมด ก็รีบมุ่งหน้าไปที่งาน จนได้รู้ว่า คนที่เข้ามาก่อกวนภายในงานก็คือ “มุนโน”

“ไม่เจอกันหลายปีทีเดียว...นึกว่าจะไม่ได้เห็นท่านอีกแล้ว ท่านมุนโน” มีซิล กล่าว

“ใช่ ไม่เจอกันนานมาก, ท่านมีซิล”

“ว่าแต่ วันนี้นึกยังไง ถึงกลับมาที่นี่อีก”

“ข้าเผอิญผ่านมาทางนี้ ได้ยินว่าจะมีการ แต่งตั้งวอนซังฮาคนใหม่...โดยเฉพาะที่นั่งของข้า ยังว่างอยู่ไม่ใช่หรือ”

“ใช่ แน่นอนอยู่แล้ว เราเผื่อที่นั่งให้ ท่านมาหลายปี ท่านจะกลับเมื่อไหร่ก็ได้”

“พริบตาก็ไม่ได้เจอกันเกือบ 20 ปี” มุนโน กล่าว

“เพราะอะไรกัน...เป็นเพราะอะไรถึงต้อง กลับมาอีก คำถามที่ข้าจะถามท่านก็มีเพียงข้อนี้ แต่ว่า คำตอบที่ท่านต้องตอบข้า ดูเหมือนจะ มีมากกว่า...นึกถึงสมัยก่อน เราเคยร่วมวางแผนและทำงานใหญ่ด้วยกันมานับไม่ถ้วน.....ท่านอารักขาพระเจ้าจินฮึง ในขณะที่ข้าดูแลองครักษ์ ...ตอนปลดพระเจ้าจินจิ เรายังมีความคิดตรงกันอยู่...หรือแม้แต่ตอนหลังให้ท่านแต่งงานกับญาติผู้น้องของข้าจนมีบรรดาศักดิ์เป็นชนชั้นปกครอง”

“ท่านพูดมาก็ถูก ข้าเป็นลูกองค์หญิงเผ่าคาย่า มียศศักดิ์ขึ้นมาก็เพราะท่านมอบให้”

“เมื่อรู้แล้ว ทำไมต้องทำอย่างงั้นอีก... เพราะอะไรถึงพาองค์หญิงแฝดอีกคนหนีไป, อัน เป็นการช่วยฝ่าบาท ที่สำคัญ พอรู้ว่าองค์หญิงแฝด กลับมาวังหลวงไม่ทันไร ท่านก็ตามกลับมาด้วย มันหมายความว่าไง” มีซิล กล่าว

“ภรรยาข้าที่ท่านเป็นแม่สื่อให้ และพ่อของนาง หรือก็คือพ่อตาข้าซึ่งเป็นเสนาบดีใต้เท้า “ชุยบู” นั้น ไม่เพียงเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ สมัย ก่อนยังเคยชี้แนะให้ข้าหลายอย่าง...จำได้ว่าท่าน ชุยบู เคยพูดกับข้าสมัยที่พระเจ้าจินจิถูกถอด ถอนโดยมีท่านเป็นตัวตั้งตัวตี บอกให้ข้าสวามิ ภักดิ์ต่อท่าน”

“ก็ควรเป็นอย่างงั้น เพราะท่านชุยบูกับข้ามักมีความคิดที่ตรงกันเสมอ” มีซิล กล่าว

“ใช่ ตอนนั้นพระเจ้าจินจิไม่ทรงห่วงใยบ้านเมืองเท่าที่ควร จึงต้องถูกถอดถอน จากนั้น ไม่นาน มเหสีมายาก็กลับมา ทำให้ท่านผิดหวังที่ไม่ได้ตำแหน่งมเหสีแทน”

“แล้วตอนนี้ ท่านจะพูดอะไรกับข้ากันแน่”

“ในวันประสูติขององค์หญิงฝาแฝดบังเอิญพ่อตาข้าก็เสียชีวิตในวันนั้น” มุนโน กล่าว

“แล้วยังไง หมายความว่า ท่านสงสัยว่าข้าฆ่าเขาหรือ”

“ไม่ใช่อย่างงั้น ข้าแค่จะบอกว่าทั้งสองเรื่องล้วนทำให้สับสน เหมือนจู่ ๆ ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก สุดท้ายเลยออกจากวังเงียบ ๆ เพื่อ ไปทำใจซักพัก”

“งั้นตอนนี้ทำใจได้แล้ว เลยจะกลับมาอีกครั้ง อย่างงั้นใช่ไหม”

“ไม่ใช่ ที่ข้ากลับมาเพื่อจะช่วยไม่ให้คน อื่นสับสนด้วย”

“ช่วยคนอื่น...ไม่ให้สับสนหรือ” มีซิล ถามด้วยความสงสัย

“ตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์ ข้าจะ เป็นคนคัดเลือกเอง”

โซวาเล่าให้องคหญิงต๊อกมานฟังว่า ที่นางหนีไปคราวนั้น เพราะไม่อยากจะเจอกับมุนโน อีกอย่าง มุนโนก็เป็นคนบอกนางพาต๊อกมานไป รอที่หางโจวก่อน แล้วเขาจะมารับ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่มา จนนางต้องพาต๊อกมานหนีไปอยู่ที่ทะเลทรายเอง

“เพราะอะไร”

“เพราะไม่อยากให้องค์หญิง...กลับมาอยู่ในชิลลาที่มีมีซิลเป็นผู้ครองอำนาจอีก ที่สำคัญฝ่าบาทรับสั่งว่าให้เลี้ยงองค์หญิง...ให้มีชีวิต รอดก็พอแล้ว...อีกอย่าง ไหน ๆ ก็เลี้ยงมาแล้ว หม่อมฉันเลยเห็นองค์หญิงไม่ต่างกับลูกในไส้... แต่ว่า...เมื่อกี้ มีหนุ่มคนหนึ่งบอกว่าเป็นศิษย์ท่าน มุนโนหรือเพคะ” โซวา กล่าว

“หึ...ใช่”

“แล้ว...ชื่อของเขา...คือพีดัม...ใช่หรือเปล่า”

“ใช่”

“หา...” โซวา ตกใจ

“ทำไมหรือ มีอะไร”

“เอ่อ...หึ...ไม่มีอะไรเพคะ เพียงแต่... เหมือนจะเคยได้ยินมาก่อน”

“แล้ว...คนที่ชื่อพีดัมนั่น เป็นคนยังไงคะ”

“ท่าน...จะรู้ไปทำไม” ต๊อกมานสงสัย

“อ้อ...เปล่าหรอกเพคะ เอ่อ...เพียงแต่มีความรู้สึกว่า...ท่าทีของเขา มีอะไรแปลก ๆ อยู่ เอ่อ...ตอนรู้จักทีแรกเขาไม่รู้ว่าองค์หญิง...เป็นใคร หรือเพคะ”

“หึ...ใช่ ถึงรู้ว่าข้าเป็นองค์หญิง เขาก็ทำตัวเหมือนปกติ”

โซวากังวลใจ เพราะจำได้ว่ามุนโนเคยพูดกับพีดัมตอนเป็นเด็กว่า ต่อไปต๊อกมานจะเป็นเนื้อคู่ของเขา ซึ่งคงเป็นสวรรค์ลิขิต เด็กที่เป็นศัตรูกับมีซิล และลูกชายของนาง มาอยู่กับเขาหมด อีกหน่อยองค์หญิงอาจได้เป็นพระมเหสี ส่วนพีดัมซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าจินจิ ก็จะได้ เป็นราชบุตรเขย และเขาจะให้เด็กสองคนนี้ได้ ทำงานเพื่อบ้านเมือง หรือมันอาจจะเป็น...ชะตา ของพวกเขาสองคนก็ได้

เมื่อซอวอนรู้ว่า มุนโนจะเป็นคนเลือกผู้บัญชาการองครักษ์ด้วยตัวเอง ก็เห็นดีด้วย เพราะเสียงนกเสียงกาจะได้เบาลง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คงไม่มีใครกล้าคัดค้าน

“ข้าเห็นด้วยกับท่าน ที่จะให้จัดงานคัดเลือก และให้ท่านรับผิดชอบงานนี้เอง”

“ดี ข้าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”

“ข้อนี้ข้าไม่สงสัยอยู่แล้ว...เดี๋ยวก่อนท่านมุนโน” มีซิล กล่าว

“ครับ ท่านเซจู”

“ไม่มีอะไร เชิญท่านออกไปได้”

“ครับ ข้าขอตัว” มุนโน กล่าว

เมื่อถึงวันประลองฝีมือ มีซิลประกาศให้ทุกคนรู้ว่าตามกฎขององครักษ์ จะมีการคัดเลือกผู้บัญชาการรุ่นที่ 15 และการประลองในคราวนี้ ท่านมุนโนเป็นประธานการตัดสินและดูแลทั้งหมด ส่วนการแข่งขันจะแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทที่หนึ่งนั้น อีก 3 วันจะจัดที่ห้องประชุม โดยขอให้องครักษ์ทุกคนร่วมเป็นกำลังใจและเป็นสักขีพยาน

ในงานประลองนี้เองที่มุนโนได้เจอกับต๊อกมานเป็นครั้งแรก มุนโนรู้ว่าต๊อกมานต้องการเป็นประมุขแคว้นชิลลา จึงได้ตักเตือนนาง

“ได้ยินว่าองค์หญิงกลับมาก็เพราะหม่อม ฉัน”

“หึ...ใช่ เมื่อก่อนนึกว่าท่าน...เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของข้า”

“อย่างงั้นหรอกหรือ”

“ใช่ แม้ตอนนี้จะรู้ว่าไม่ใช่ แต่ความรู้สึก ยังคงมีอยู่ เหมือนได้เจอญาติผู้ใหญ่ที่จากไปนาน ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นใจขึ้น” ต๊อกมาน กล่าว

“องค์หญิง...ได้ยินว่าทรงชิงอำนาจจากมีซิล ทำให้ได้รับการยอมรับในวันนี้”

“ใช่”

“ป้ายหินนั่นก็เป็นการทำขึ้น”

“หึ...ใช่”

“แน่นอนว่า หม่อมฉันรู้ว่าองค์หญิงจะมอบอำนาจให้ราษฎร เพราะวันก่อนได้ไปดูการ ก่อสร้างหอดูดาว...ทรงคิดว่าอะไรคือผู้ครองเมือง ...หน้าที่ของผู้ครองแคว้นชิลลาต้องทำอะไรบ้าง ...จริงอยู่ที่องค์หญิงชอนมยองประสบเหตุร้ายทำ ให้หม่อมฉันเสียใจต่อเหตุที่เกิดขึ้น ซ้ำยังโกรธ แค้นมีซิลอีกต่างหาก แต่ว่าความแค้นอาจกลายเป็นพลังให้เราเดินหน้าก็จริง แต่ไม่อาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายง่าย ๆ ไม่ใช่ มันอาจกลายเป็นคุณสมบัติที่เลวร้าย สำหรับการเป็นนักปกครองด้วยซ้ำ...เพราะจะทำให้เกิดความอาฆาต” มุนโน กล่าว

“ท่านจะพูดอะไรกับข้ากันแน่”

“หม่อมฉันไม่เห็นด้วยที่องค์หญิงคิดจะ ปกครองแคว้นชิลลา เหตุผลมีอยู่หลายประการ ที่ทูลไปเมื่อกี้ คือเหตุผลข้อที่หนึ่ง...ฉะนั้น หม่อม ฉันจะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่องค์หญิง แต่ถ้าจะทรงเดินหน้าต่อไป องค์หญิงก็ต้องพิสูจน์ให้หม่อมฉันดูว่าทรงมีอะไรเหนือกว่ามีซิลบ้าง... ถ้าอยากใช้หม่อมฉันก็ต้องมีผลงานเหมือนกัน” มุนโนพูดให้ต๊อกมานกลับไปคิด

โซวาได้เจอกับมุนโน จึงถามว่าเขาคิดอย่างไรถึงจะให้พีดัมแต่งงานกับต๊อกมาน

“สมัยก่อนทำไมทำอย่างงั้น...ทำไมต้อง หนีข้า ไม่ทำตามที่สั่ง รู้มั้ยว่าเจ้าทำให้ข้าเสียงาน แค่ไหนน่ะ”

“หมายถึงเรื่องคู่ครอง...ขององค์หญิงต๊อกมานหรือคะ...หึ...ไม่ได้เด็ดขาด ท่านก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นลูกใคร...แล้วทำไม ยังจะพยายาม ให้องค์หญิงต๊อกมานอภิเษกกับเขาอีกล่ะคะ แม้ ว่าข้าจะโง่เขลาเบาปัญญา แต่ยังไงก็ไม่เห็นด้วย กับความคิดแบบนี้ หึ...เหมือนที่ฝ่าบาทรับสั่งให้ข้า ออกจากวัง พาองค์หญิงไปเลี้ยงอย่างคนธรรมดา ก็พอแล้วนี่คะ หึ...เป็นตายร้ายดี ข้าก็ไม่ให้องค์หญิงกับพีดัม...ได้แต่งงานกันอย่างแน่นอน ท่าน ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจอีกหรือ” โซวา กล่าว โดยไม่รู้ว่าพีดัมแอบฟังอยู่

“เรื่องนี้ สมัยก่อนข้าคิดว่าเป็นชะตาของพวกเขา ส่วนตัวเองก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี แต่ เพราะเจ้าเป็นต้นเหตุ ทำให้ข้าไม่ได้เลี้ยงองค์หญิง เอง ส่วนพีดัม...นิสัยเขาก็ไม่เป็นอย่างที่คิด”

พีดัมซึ่งได้ยินเรื่องที่มุนโนและโซวาคุย กัน ก็กลับมาคิดว่าหากเขาได้แต่งงานกับองค์หญิง ต๊อกมาน เขาก็จะได้กลายเป็นพระราชา แต่อดีต ของเขาน่าเจ็บปวดนัก เขาจึงรู้สึกสับสน

มเหสีมายามาหาต๊อกมาน จึงเห็นว่าต๊อกมานนั่งเงียบเหมือนคิดอะไรอยู่ ขนาดนางเดินเข้ามาต๊อกมานยังไม่รู้สึกตัว

“เมื่อไหร่ชุนชู...จะกลับมาซะทีล่ะเพคะ เราส่งคนไปรับ นี่ก็ผ่านไปพักใหญ่แล้ว”

“คงใกล้จะมาถึงแล้ว ทำไมจ๊ะ เจ้าเป็น ห่วงเขาหรือไง”

“หึ...หม่อมฉันก็อยากพบเขา ใจหนึ่งรู้สึกยินดี อีกใจก็รู้สึกกลัวเพคะ”

“เจ้าน่ะหรือกลัว เพราะอะไรน่ะ”

“เพราะว่า หม่อมฉันต้องขอให้เขาอโหสิกรรมบางอย่าง”

“ให้เขาอโหสิอะไรกัน”

“หม่อมฉันเป็นต้นเหตุ ทำให้เขาต้องกำพร้าแม่”

“ต๊อกมาน พูดอะไรน่ะลูก ทำไมคิดอย่างงั้นล่ะจ๊ะ” มเหสีมายาปลอบ

ในการคัดเลือกผู้บัญชาการองครักษ์คนใหม่ในครั้งนี้ มุนโน ได้เป็นประธานในการคัดเลือก โดยมี โพจอง และ คิมยูซิน เป็นตัวเต็ง

“การประลองคราวนี้ ตามที่ตกลงไว้ว่าจะให้ท่านมุนโนเป็นคนวางกติกาและผู้ตัดสิน เป้าหมายก็คือคัดเลือกผู้บัญชาการองครักษ์คนใหม่ จึงขอให้ทุกคนทำตามกฎระเบียบ...ต่อไปขอเชิญท่านมุนโนบอกเล่าถึงกติกาในการแข่งรอบที่หนึ่ง” โฮแจ กล่าว

“ก่อนมาถึงห้องประชุม ทุกคนคงเห็นยามเฝ้าประตูแต่ละด่านใช่ไหม”

“ครับ ข้าได้เห็นแล้ว”

“ก็แสดงว่า ทุกคนน่าจะเห็นหมด ก่อน จะมาถึงห้องประชุม เห็นคนกี่คนที่แต่งชุดองค รักษ์ไม่เรียบร้อย

“จำได้ว่า ทั้งหมดมี 6 คนครับ...ในจำนวนนี้ มี 2 คน ที่คาดผมไม่เหมือนคนอื่น ส่วนอีก 3 คน ใส่เสื้อไม่เหมือนองครักษ์ทั่วไป และมีอีกคนหนึ่ง ถือกระบี่ที่องครักษ์เราไม่เคยใช้น่ะครับ” โพจอง กล่าว

“เป็นคำตอบที่ถูก...และนี่ก็คือ...ข้อสอบข้อที่หนึ่งในการคัดเลือกผู้นำองครักษ์” มุนโน กล่าว





..............จบตอนที่ 31..........



เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 30



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 30
Cr. : Dailynews Online


คิมซอยอน และยองชุนปรึกษาเรื่องที่องค์หญิงต๊อกมานต้องการทำ

“เฮ่อ....ให้เปิดเผยเรื่องปฏิทิน แม้แต่วันเพาะปลูกก็ให้กรมวังประกาศ ไม่ต้องให้ฝ่าบาททรงออกหน้าอีก แค่นี้ก็ส่งผลถึงอำนาจของราชสำนักเป็นอย่างมากแล้ว” ยองชุน กล่าว

“แน่นอน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เรื่องเหล่านี้ อยู่ในความรับผิดชอบของมีซิลทั้งนั้น”

“ใช่ แต่เดิมทีเป็นหน้าที่ของเชื้อพระวงศ์มากกว่า กว่า 700 ปีที่สถาปนาราชวงศ์ มา กลับถูกผู้หญิงคนนี้ ยึดอำนาจภายใน 20 ปีเท่านั้น พอมาวันนี้เราจะคืนอำนาจบางส่วนให้ราษฎร”

“แม้องค์หญิงจะมีเหตุผลที่ทำแบบนี้ แต่ก็น่าเป็นห่วงไม่น้อยเหมือนกัน”

“ยิมจง เจ้ามีความเห็นยังไงบ้าง” ยองชุน ถาม

“ข้าเป็นเพียงองครักษ์ ไม่กล้าแสดงความเห็นต่อเรื่องของบ้านเมืองหรอกครับ แต่ว่า ถ้าในหมู่องครักษ์ด้วยกัน คงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้าง”

พระเจ้าจินพยอง ไม่เห็นด้วยกับความต้องการขององค์หญิงต๊อกมานที่จะให้กรมวังเป็นคนประกาศวันเพาะปลูก

“แม้ว่าจนวันนี้งานเหล่านี้ยังเป็นหน้าที่มีซิลก็ตาม แต่เพราะคราวก่อนที่เกิดสุริยคราสทำให้องค์หญิงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เราน่าจะเห็นชอบกับนางนะเพคะ” ฮูหยินคิม กล่าวทูล

“เฮ่อ....ต่อให้สร้างหอดูดาวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ชาวบ้านจะเข้าใจความหมายนี้หรือเปล่า”

“ต๊อกมานอาจจะมองการณ์ไกลแถมเป็นเด็กฉลาดอีก แต่เรื่องคราวนี้ก็ทำให้หม่อมฉันเป็นห่วงนัก” พระมเหสีมายา ทูล

“เฮ่อ....เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้หรือ ขุนนางส่วนใหญ่ต้องคัดค้านแน่ เพราะบางคนก็เป็นพวกหัวโบราณ ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ หรอก”

ไอชอง ไม่เห็นด้วยกับความคิดขององค์หญิงต๊อกมาน จึงบอกกับคิมยูซิน

“ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ เจ้าไม่เข้าใจเจตนาขององค์หญิงหรือไง”

“เราได้อำนาจมาอย่างยากเย็น หลังจากพระเจ้าจินฮึงสวรรคต มีซิลก็ครองอำนาจเป็นยิ่งกว่าเทพแห่งสวรรค์ จนตอนนี้กลับมาเป็นของเรา เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องใช้ในการบริหารบ้านเมืองให้เกิดประโยชน์มากกว่า” ไอชอง กล่าว

“แต่ถ้าใช้เรื่องพวกนี้ไปหลอกชาวบ้านอีก องค์หญิงก็ไม่ต่างจากท่านมีซิลตรงไหนน่ะสิ”

“หึ....บนเส้นทางการเมือง ใช้คุณธรรม อย่างเดียวจะไปรอดหรือ”

“เฮ่ย....แล้วเจ้าเห็นว่าไงบ้าง คัดค้านหรือเปล่า” คิมยูซิน ถามพีดัม

“หือ....โธ่เอ๊ย....จุ๊ ๆ องค์หญิงทรงเป็นอัจฉริยะ ท่านรู้หรือเปล่า ไม่รู้อะไรซะบ้าง เฮ่ย ....ข้ายังฉลาดซะกว่า กินอะไรเข้าไปน้า ถึงได้เป็นคนหัวใสขนาดนี้” พีดัม กล่าวแล้วคิดในใจ นางไม่ได้ต้องการชิงอำนาจ แต่จะทำลายอำนาจต่างหาก

ไอชอง และคิมยูซินมาเข้าเฝ้าองค์หญิงต๊อกมานเพื่อทูลให้นางถืออำนาจไว้

“ที่แล้วมามีซิลกุมอำนาจจนสร้างแนวทางที่ผิดเพี้ยน เดิมเป็นของราชสำนักอยู่แล้ว ทำไมถึงทรงคิดว่าผิดต่อหลักธรรม องค์หญิงไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์หรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ถ้าข้ามีอำนาจในมือ ซักวันก็จะมีคนอื่นมาแย่งชิงอีก แต่ถ้าสูญเสียไป ข้าก็จะหาวิธีเอากลับคืนมา เพราะคิดว่าไม่มีอำนาจ ข้าจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงคิดกระจายอำนาจออกไป ไม่ให้ผูกติดกับใครอีก”

“นี่คือข้อตกลงระหว่างองค์หญิงกับ ไต้ซือวาชอนใช่ไหม” คิมยูซิน ทูลถาม

“ใช่ ไต้ซือเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสรรพสิ่ง แต่ต้องอยู่ใต้อำนาจการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย”

“เพราะฉะนั้น องค์หญิงจึงไม่ต้องการรวบอำนาจไว้เอง แต่จะกระจายออกไปมากกว่า”

“แต่ว่า นั่นเป็นสิทธิของราชสำนักอยู่แล้ว ทำไมถึงได้....” ไอชอง สงสัย

“เดิมทีนั้น แผ่นดินไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง” องค์หญิงต๊อกมาน ตรัส

“ทรงมีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่.... ทรงคิดมานานหรือฟังจากใครมา”

“หึ....พอท่านมาถามแบบนี้ ข้าก็รู้สึกละอายใจ จริง ๆ แล้ว ทีแรกเพื่อจะให้คำตอบแก่ไต้ซือ ทำให้ข้านึกถึงเรื่องพวกนี้....ความรู้เรื่องดาราศาสตร์ไม่ควรเป็นสมบัติส่วนตัวของ ใคร เพื่อจะหาทางออกในเรื่องนี้ ทำให้ข้าแตกความคิดออกไปหลายทาง”

“ไม่ว่าจะทรงคิดได้เพราะอะไรก็ตาม หม่อมฉันเห็นว่าองค์หญิงทรงมีความคิดที่ล้ำหน้าไปไกล”

“พูดแบบนี้หมายความว่าไง”

“พอได้ฟังแนวคิดขององค์หญิง ทำให้หม่อมฉันนึกถึงเรื่องความศรัทธา”

“เรื่องความศรัทธาหรือ”

“ท่านพ่อเคยบอกว่า สมัยก่อนชนชั้นปกครองของเรา เลื่อมใสในตำหนักเทพมาก ถึงขนาดไม่ยอมให้ศาสนาอื่นเข้ามาเผยแผ่คำสั่งสอน....แต่ว่า เรื่องความเชื่อเป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนง่าย ๆ ทำให้มาถึงวันนี้ ตำหนักเทพยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชิลลาอยู่ และเป็นเหตุให้....มีซิลใช้ตรงนี้สร้างอำนาจขึ้นมา”

“หึ....ใช่ ข้ายังต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง และอยากให้ท่านชี้แนะด้วย”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“แต่ว่า เมื่อกี้หลังจากคุยกับมีซิลอยู่พักใหญ่ ทำให้ข้ารู้สึกกลัว”

“นางทำอะไรที่น่ากลัว เป็นการข่มขู่ องค์หญิงหรือ”

“เปล่าหรอก นางตั้งคำถามชวนคิดมากมาย แต่แล้ว....พอข้าตอบไปทีละข้อ กลับรู้สึกตกใจกับตัวเองมากกว่า”

“หึ....หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง” คิมยูซิน ทูล

“ข้าสงสัยว่า นั่นเป็นคำพูดจากปากข้าจริงหรือเปล่า ที่แล้วมาข้าเคยคิด....คิดเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ ข้ารู้สึกว่าตัวเองเหมือนเคยทบทวนเรื่องพวกนี้มาก่อนในอดีต และพร้อมจะตอบคำถามอยู่แล้ว หึ....ท่านว่าน่าแปลกมั้ยล่ะ” องค์หญิงต๊อกมานถามคิมยูซิน แล้วกล่าวต่อ

“ข้ารู้สึกว่า ท่านมีซิล....เป็นผู้หญิงที่เก่งมาก ตอนข้ายังเด็ก เคยอ่านประวัติผู้ยิ่งใหญ่หลายคน และนางก็เหมือนผู้ยิ่งใหญ่ ที่โดดออกมาจากหนังสือ”

“หึ....ถ้าไง หม่อมฉันขอทูลว่า องค์หญิงยังต้องเรียนรู้อีกมากนัก โดยเฉพาะการรับมือศัตรู ต้องมองให้ชัดและเข้าถึง....ความรู้สึกของอีกฝ่ายจึงจะบรรลุผล”

“หึ....ท่านคิดอย่างงั้นหรือ”

มีซิลบอกกับซอวอนว่าองค์หญิงต๊อกมานมีความคิดที่โง่ วาดวิมานซะสวยหรูแต่จริง ๆ ทำไม่ได้ซักอย่าง

“ใช่ แนวคิดกับการปฏิบัติจริง บ่อยครั้งมักจะสวนทางกัน” ซอวอน กล่าว

“แน่นอนอยู่แล้ว นางช่างมองโลกในแง่ดีซะจริง”

“สมัยก่อนพระเจ้า “พอบฮึง” พยายามจะนำคำสอนของพุทธองค์มายังแคว้นชิลลา แต่จนวันนี้พวกชาวบ้านยังคงกราบไหว้ฟ้าดินและบรรพชนของตัวเอง โดยไม่ศรัทธาในคำสอนอื่น”

“ข้าก็ว่าอย่างงั้น มนุษย์ถ้าไม่มีที่พึ่งทางใจ เขาจะใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ จะว่าข้าหลอกใช้สวรรค์ก็ถูก แต่จริง ๆ แล้ว ชาวบ้านก็ใช้ข้าอีกต่อเหมือนกัน”

“ใช่ สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ ทำให้ความเชื่อของพวกเขาเป็นความจริงที่จับต้องได้” ซอวอน กล่าว

“แต่แล้ว จะให้พวกเขาปฏิเสธข้า บอก ว่าข้าไม่มีอำนาจ ไม่อาจรู้ถึงอนาคต ซึ่งไม่ต่างกับคนธรรมดา นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านไม่มีวันยอมรับว่าเป็นความจริง....เหตุผลแค่นี้ยังไม่เข้าใจ ยังกล้ามาสู้กับข้าอีก” มีซิล กล่าว

“ท่านเซจู ท่านพูดถูกทุกอย่าง แล้วทำไม...จู่ ๆ กลับนิ่งเงียบซะล่ะ...ท่านเซจู”

“แต่ว่า ข้ารู้สึกอิจฉานาง” มีซิล กล่าว

“อะไรนะ ท่านเซจู นางมีอะไรให้อิจฉาหรือ”

“อันดับแรกคือ ข้าชื่นชมแนวคิดของนาง นั่นเป็นสิ่งที่คนอยู่ในวังมานานอย่างข้า ไม่กล้าแม้แต่จะคิดเปลี่ยนแปลง...ข้อที่สอง นางยังเด็กกว่าข้ามากนัก ถ้าอยู่ไปนาน ๆ...ซักวันจะแยกการปกครองออกจากความเชื่อของราษฎรและทำให้คนหายงมงาย รู้จักแยกแยะด้วยเหตุผล ถึงตอนนั้นข้าก็แก่ซะแล้ว”

“แล้วไงอีก”

“ยังมีอีกข้อ...ข้อที่สามคือ...”

“คืออะไรหรือท่าน”

“เพราะอะไร ทำไมข้าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์เหมือนนาง ถ้าข้าได้ครองตำแหน่งพระมเหสีจริง ไม่แน่อาจทำงานได้มากกว่านี้อีก”

“ท่านเซจู” ซอวอน กล่าว

“ข้ามีซิล...ไม่มีโอกาสจะสร้างฝัน...ให้เป็นจริงได้อีก”

องค์หญิงต๊อกมานบอกกับคิมยูซิน ว่าหลังจากที่ได้คุยกับมีซิลแล้วตนเองได้เกิด ความคิดที่อยากจะคุยกับนางต่อ เพื่อแลกเปลี่ยน ความเห็นกันให้มากกว่านี้ และได้บอกกับมีซิล ว่าอยากให้นางมีอายุยืนถึงร้อยปี ด้านมีซิลก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ซอวอนฟัง

“อะไรนะ ให้ท่านอายุยืนหรือ เฮ่อ ๆ ๆ”

“แย่งอำนาจจากข้าไปชัด ๆ ลดความน่าเชื่อถือของข้าลงไป แต่พอคุยกับนางแล้ว ข้าแทบอยากกอดนางมากกว่า...ถ้าสมัยก่อนไม่ถูกมุนโนช่วยไป อีกทั้งไม่ใช่องค์หญิงแฝดละก็ เด็กคนนี้ข้าอาจจะเอามาเลี้ยงเอง” มีซิล กล่าว

มุนโนเดินทางมาหาคิมโดนก เพื่อจะพบกับโซวา และธิดาของพระเจ้าจินพยอง หลังจากที่แยกกันเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้นำทั้งสองมาฝากไว้ที่นี่ แต่เมื่อมาถึงก็ได้ทราบความจริงว่าทั้งสองไม่อยู่ที่นี่แล้ว โดยโซวาได้ทิ้งจดหมายเอาไว้

“เรียนท่านมุนโน โปรดอภัยที่ข้าไปโดยไม่บอกกล่าว ข้ารู้ว่าท่าน อนาคตคงมีแผนอื่น อยู่ในใจ แต่ว่า ที่ข้ารับพระบัญชาจากฝ่าบาท ก็คือให้องค์หญิงน้อยได้อยู่รอดปลอดภัยก็พอแล้ว ส่วนที่ท่านบอกว่า โตขึ้นใครจะต่อกรกับท่านมีซิล ไม่ว่าข้าหรือองค์หญิง ชาตินี้ไม่ขอยุ่งเกี่ยวจะดีกว่า เพราะข้าคิดแล้วว่า ไม่อยากให้เด็กคนนี้ไปยุ่งกับการเมือง เพราะฉะนั้น โปรดอภัยให้ข้าด้วย” เมื่อมุนโนได้อ่านจดหมายแล้วก็คิด

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ โซวาทำอะไรกับเด็กคนนั้น ถึงให้องค์หญิงแฝดกลับมาอีกครั้ง ซ้ำยังวางแผนได้ขนาดนี้อีก”

เมื่อพีดัมกลับมาหามุนโนก็สอบถามว่าอาจารย์ได้เห็นสุริยคราสหรือเปล่า

“เห็นแล้วทำไม”

“เพราะองค์หญิงแฝดได้คืนตำแหน่ง และจะเปิดเผยเรื่องปฏิทิน ให้ชาวบ้านมีความรู้มากขึ้นน่ะครับ”

“เจ้ากินยาผิดหรือไงถึงสนใจเรื่องคนอื่นขนาดนี้”

“อาจารย์ครับ ถึงเวลาที่เราควรจะทำอะไรบ้าง”

“อะไรนะ”

“ข้าอยากทำงานให้องค์หญิงน่ะครับ”

“เจ้าอยากทำงานให้องค์หญิงแล้วทำไม นางจะยอมรับเจ้าง่าย ๆ หรือ”

“อาจารย์ครับ องครักษ์ที่เราเจอที่หมู่บ้านยางจี คนที่เป็นลูกน้องก็คือองค์หญิงต๊อกมาน ข้าทำงานให้นางอยู่”

“อะไรนะ เจ้าพูดอีกทีซิ องครักษ์นั่น น่ะหรือ”

“อึม....ใช่ครับอาจารย์”

“เด็กคนนั้น....เจ้าบอกว่าอยากทำงานให้องครักษ์นั่น หรือก็คือหนึ่งในองค์หญิงแฝดหรือ”

“ครับ ข้าคิดอย่างงั้น”

“เมื่อก่อนบอกว่าที่ช่วยนางเพราะความสงสาร ตอนนี้ก็เพราะสงสารนางอีกหรือ”

“ตอนนี้ไม่ใช่อย่างงั้นแล้ว” พีดัมกล่าว

“เพราะรู้ว่านางเป็นองค์หญิงหรือไง”

“ไม่ใช่อีก ต้องบอกว่าองค์หญิงคือนางมากกว่า...ถ้าองค์หญิงชิลลาคือนาง ข้าก็พร้อมจะร่วมทางกับนางได้ เพราะความคิดของข้ากับนาง มีส่วนที่ตรงกันหลายอย่าง ความรู้หลายอย่างที่รู้เฉพาะชนชั้นปกครอง เช่นเมื่อไหร่ควรจะเพาะปลูก ปลูกยังไงถึงจะได้ผลดี เมื่อไหร่ควรจะเก็บเกี่ยว เป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่เคยรู้ เรื่องของดินฟ้าอากาศ ฤดูกาลฝนตกฟ้าร้อง นางบอกว่าจะเปิดเผยให้หมดน่ะครับ ที่สำคัญ ตอนนี้นางกำลังสร้างหอดูดาวอยู่”

“หอดูดาวหรือ” มุนโน ถาม

“ใช่ครับ เป็นการเปิดเผยปรากฏการณ์บนท้องฟ้า โดยไม่ต้องปกปิด แต่ให้รู้วันเวลาไปเลยครับ”

เซจองเรียกขุนนางมาประชุมเพื่อลงมติเรื่องการสร้างหอดูดาว

“เมื่อทุกคนมาพร้อม เราก็จะเริ่มการประชุมเดี๋ยวนี้....ประเด็นในวันนี้ จะถกเกี่ยวกับการสร้างหอดูดาว ทุกท่านมีความเห็นยังไงก็ว่ามา งั้นตอนนี้ ขอให้ทุกท่าน ลงมติว่าสนับสนุนหรือคัดค้านเรื่องนี้ เอาล่ะ เกี่ยวกับประเด็นที่จะสร้างหอดูดาวนั้น ขุนนางทั้งสิบได้ลงมติ แสดงความ เห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ข้าในฐานะเสนาบดีขอประกาศให้รู้ว่า...”

“ที่ท่านเรียกประชุมวันนี้ ทำให้ข้าเดาใจไม่ถูก ไม่ทราบว่า มีจุดประสงค์อะไรกันแน่” องค์หญิงต๊อกมานเข้ามา

“ก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรหรอก” มีซิล กล่าวทูล

“แต่ท่านก็ไม่มีท่าทีว่า จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้”

“ใช่ หม่อมฉันไม่จำเป็นต้องบอกว่าเห็นชอบด้วย แต่ก็ไม่อยากคัดค้านให้ยุ่งยาก” มีซิล กล่าวทูล

มีซิล บอกกับลูกน้องว่า การที่ตนเองไม่คัดค้านการสร้างหอดูดาว เพราะงานนี้จะทำให้นางถูกบั่นทอนความน่าเชื่อถือ พอหอดูดาวสร้างเสร็จและงานที่จะดำเนินต่อจากนั้น นางจะเผชิญกับความขัดแย้งอย่างหนักหน่วง ต้องคอยดูว่าองค์หญิงจะแก้ปัญหายังไง

พีดัมกลับมาหาองค์หญิงต๊อกมานทูลถามว่าจะสามารถเอาชนะมีซิลได้ไหม

“เป็นอะไร....จู่ ๆ มาถามเรื่องนี้กับข้า”

“หม่อมฉันถามองค์หญิงก่อน ยังไงก็ตอบก่อนได้ไหม ทรงคิดว่า....จะเอาชนะมีซิล ได้ไหม”

“มีซิลหรือ ข้าก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่ จะชนะนางได้ไหม ชนะแล้วจะทำไงต่อไป เพราะว่านาง...เป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวมาก แต่ว่ามีของ อย่างหนึ่ง ที่ข้ามี แต่นางไม่มีแน่นอน”

“คืออะไร”

“คู่ต่อสู้ที่ชื่อ...มีซิลไง ข้าน่ะ มีคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างนาง แต่นาง...หลังจากพระเจ้า จินฮึง สวรรคต ตลอด 20 กว่าปีนี้ไม่เคยมีคู่ต่อสู้ซักคน...ถ้าข้าชนะนางได้ จะเป็นคนเก่งยิ่งกว่านางอีก ที่สำคัญ จากการพูดคุยกับนาง ทำให้ข้ารู้ว่า แม้ว่านาง...จะไม่กลัวสวรรค์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับกลัวเสียงของราษฎร ฉะนั้น แม้จะฟังเสียงของชาวบ้านหน่อย นางก็ยังไม่กล้าทำ แต่ว่า ข้าไม่เคยกลัวที่จะฟังการวิจารณ์ของใคร มีคนมาระบายความทุกข์กับข้าก็ยิ่งดี ให้ช่วยแก้ปัญหา นั่นแสดงว่ายอมรับข้า”

“แสดงว่าที่เกลี้ยกล่อมใต้ซือวาชอนได้...”

“ใช่ ทีแรกข้าก็จับทางไม่ถูก ไม่รู้จะตอบเขายังไงดี แต่ว่า เพื่อจะให้เขามาช่วยทำงาน เพื่อให้เข้าใจในตัวเขา ข้าจึงฟังปัญหาของเขาหลายอย่าง จนสุดท้ายก็พบคำตอบ ต่อไปไม่ว่าขุนนาง หรือแม้แต่ราษฎร คงจะตั้งคำถามกับข้ามากมาย และข้าก็จะไม่มีความกลัว ยินดีรับฟังทุกคำถาม จากนั้นก็พยายาม...หาคำตอบให้พวกเขา นี่คือทางเดียว ที่จะเอาชนะมีซิลได้ ทีนี้ตาเจ้าพูดบ้าง ทำไมจู่ ๆ มาถามเรื่องนี้”

“เหตุผลมีอยู่สองข้อคือหนึ่ง...หม่อมฉันเห็นความตั้งใจขององค์หญิงแล้ว รู้สึกว่ายิ่งใหญ่มาก เลยไม่กล้าเสียมรรยาทอีก”

“หึ...แล้วยังไง”

“เหตุผลข้อสองก็คือ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป หม่อมฉันจะถือว่าองค์หญิงเป็นนาย”

“เพราะอะไร”

“อาจเพราะคราวก่อนองค์หญิงทรงหลอกหม่อมฉันจนตายใจนึกว่าจริง เลยไม่อยากเป็นศัตรูกับองค์หญิงมั้ง”

“หึ...ข้าก็เหมือนกัน ไม่อยากเห็นเจ้าเป็นศัตรูเลย”

“หม่อมฉันพีดัม ขอคำนับ องค์หญิงต๊อกมานผู้เป็นนาย” พีดัม กล่าวทูล

ซอวอนอยากรู้ว่าฝีมือของพีดัมเหมือนใครจึงให้ชิซูมาประลองวิชา จนรู้ว่าเป็นวิชาของมุนโน จึงสั่งให้จับตาพีดัมไว้ ด้านองค์หญิงต๊อกมานนั่งทำงานเรื่องจัดระเบียบกรมคลังใหม่ จนไม่ได้บรรทม จากนั้นก็ให้ไอชอง และ คิมยูซิน เข้าเฝ้า

“ต้องมีพิธีเซ่นไหว้ก่อนจะเริ่มก่อสร้าง ช่วยไปบอกไต้ซือวาชอนให้หาฤกษ์เพื่อจะได้ลงมือ อีกอย่าง เราต้องคอยประสานงานกับไต้ซือตลอด เกี่ยวกับรูปแบบก่อสร้างหอดูดาว อย่าให้ผิดจากที่วาดไว้”

“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันทราบแล้ว”

“ท่านยูซิน ชาวคาย่าที่อยู่เมือง “อัมยางจู” เราจะฝึกให้เป็นกองกำลังที่เข้มแข็ง”

“หม่อมฉันดูให้อยู่แล้ว”

“อย่าลืมว่าเรื่องนี้ เป็นโครงการระยะ ยาวที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง...แต่ตอนนี้ กำลังทหารอยู่ในมือท่านซอวอนคนเดียว แม้ว่าใต้เท้าคิมจะมีทหารที่ดูแลเมืองหลวงบางส่วน แต่ก็ไม่พออยู่ดี อีกอย่าง พวกเขาจะยอมช่วยเราทำงานหรือเปล่า เราก็ไม่รู้แน่”

“หม่อมฉันจะฝึกทหารชุดใหม่ ที่พร้อมจะทำงานให้องค์หญิงทุกเมื่อ”

“ดีมาก ท่านไปเชิญท่านแวยากับซอแจ ให้กลับมาพบข้าด้วย”

“องค์หญิง ทำไมจะให้พวกเขา....” ไอชอง ทูลถาม

“ถ้าจะให้กำลังของเผ่าคาย่า ขึ้นกับท่านยูซินโดยตรง ทางที่ดี คืออย่าให้พวกเขาอยู่ไกล อีกอย่าง แวยากับซอแจมีพื้นเพเป็นนักรบ ถ้าให้อยู่เมือง “อัมยางจู” ด้วยกำลังที่พวกเขามี อาจถูกมองว่าซ่องสุมทหารเพื่อก่อกบฏก็ได้...ฉะนั้นจึงอยากให้ท่าน...หาที่อยู่ให้พวกเขามาอยู่เมืองหลวงซะ จะได้อุ่นใจ”

โพจองมารายงานมีซิลเรื่องที่องค์หญิงต๊อกมานอยู่ในห้องทรงงาน ไม่ได้กลับไปบรรทมที่ตำหนัก

“งั้นหรือ ถ้าตอนนี้เรามีองค์หญิงแบบนี้ซัก 10 องค์คงจะดีไม่น้อยน่ะนะ”

“ดูเหมือนนางจะตั้งความหวังกับการสร้างหอดูดาวไว้มาก” ซอวอน กล่าว

“รู้หรือยังว่าเมื่อไหร่จะลงมือก่อสร้าง” มีซิล ถาม

“เห็นว่ายังไม่ได้ฤกษ์ดี แต่สถานที่ กำหนดไว้ที่เขต “พันวา” ด้านตะวันออก” โพจอง รายงาน

“เอาเถอะ รู้แล้ว เจ้าออกไปก่อน”

“แต่ว่า ต๊อกชอนให้มาถามว่า เราจะทำไงดี กับคนที่ชื่อโซวาน่ะครับ”

“อาการของนางดีขึ้นบ้างหรือยัง” ซอวอน ถาม

“แผลบาดเจ็บทุเลาหมดแล้ว แต่ว่า อาการสติฟั่นเฟือนยังไม่ดีน่ะครับ” โพจอง กล่าว

“ไม่สำคัญอีกแล้ว นางจะมีประโยชน์อะไรกับเราอีก”

“แต่ว่า...”

“ข้าไม่ใช่คนที่ชอบกักตัวประกันไว้ต่อรองผลประโยชน์ นางไม่สำคัญอีกแล้ว”

“หมายความว่า...ครับ ข้าจะจัดการให้” โพจอง กล่าว

โพจองเดินทางมาเพื่อจัดการกับโซวาเมื่อมาถึงบ้านที่ขังโซวาก็สั่งให้องครักษ์สังหารนาง โซวาได้ยินองครักษ์บอกว่าต๊อกมานเป็นองค์หญิงจึงหาทางวิ่งหนีออกไปจากห้อง ด้านกุกซอน และแทพุง ที่แอบมาเฝ้าดู ได้ยินจากองครักษ์ว่าผู้หญิงที่แต่งชุดนางในแล้วหนีออกไปคือโซวา จึงรีบตามไปช่วย

องค์หญิงต๊อกมานจะเสด็จมาทำพีธีเริ่มงานก่อสร้างหอดูดาว แต่พวกชาวบ้านสงสัยไม่รู้ว่าหอดูดาว คืออะไร

“คนในวังไม่มีใครมาเลยหรือ” คิมยูซิน ถาม

“เฮ่ย...ก็ถึงว่าน่ะสิ”

“แหะ...ข้าพาอาจารย์มาดูด้วย แหะ...เอ๊ะ... โธ่เอ๊ย...เขาไปไหนนะนี่ เมื่อกี้ยังตามอยู่ข้างหลังเลย” พีดัม กล่าว

“หา...ทำไมคนหร็อมแหร็มขนาดนี้” จุปัง กล่าว

“นั่นสิ นึกว่าคนจะมากันล้านเจ็ด” โกโต กล่าว

“พวกขุนนางกับเชื้อพระวงศ์ก็เหลือเกินไม่มีใครโผล่มาสักคน”

“ทุกคนคุกเข่าลง ถวายการต้อนรับองค์หญิง” คิมยูซิน กล่าว

“คือว่า...องค์หญิงต๊อกมาน โบราณว่า การเซ่นไหว้ต้องทำในบรรยากาศที่เงียบสงบ ห้ามจ้อกแจ้กจอแจ วันนี้สิ่งแวดล้อมเป็นใจ คนก็ไม่เยอะจริงมั้ย พูดสิ” จุปัง กล่าว

“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ คนเยอะก็ยิ่งวุ่นวาย ดูแลไม่ทั่วถึง เดี๋ยวมีเรื่องอีก” โกโต กล่าว

“ก็ถึงว่า ขอแค่ทำเลดีก็พอ คนน้อยคนมากไม่สำคัญหรอก จริงมั้ย”

“จริง ๆ ท้องฟ้าแจ่มใสด้วย”

“นั่นสิ อากาศก็เป็นใจ”

เมื่อต๊อกมานทำพิธีเสร็จก็จะเดินทาง กลับวังก็มีพวกชาวบ้านมาขอร้องให้ช่วย จึงสั่งให้ขบวนหยุด

“ธิดาแห่งสวรรค์ ให้ข้ามีลูกชายสักคน ได้ไหมเจ้าคะ ข้าอยากมีลูกมานานช่วยขอสวรรค์ให้ที แล้วข้าจะมากราบไหว้ทุกวันนะคะ ฮือ ๆ ๆ” หญิงคนหนึ่ง กล่าว

“ช่วยรักษาแม่ข้าหน่อยเถอะ นางป่วยหนักมาก ฮือ...”

“ธิดาแห่งสวรรค์ ช่วยดูตาให้ลูกข้าหน่อยได้ไหม แล้วต่อไปข้าจะมาที่นี่ทุกวัน เพื่อถวายของเซ่นไหว้นะคะ”

“ท่านป้า ที่นี่ ไม่ใช่วัดที่จะมาขออะไรก็ได้ เราจะสร้างหอดูดาวเพื่อดูปรากฏการณ์เกี่ยวกับท้องฟ้าต่างหาก มาขอโน่นขอนี่ไม่ได้หรอกนะ ถอยไปเร็ว” จุปัง กล่าว

“ไม่รู้ล่ะ...เราไม่สนใจเรื่องท้องฟ้า... สนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่า...ช่วยหน่อยเถอะนะ...” พวกชาวบ้าน กล่าว

“ยังไม่ถอยไปอีก” คิมยูซิน สั่ง

“ธิดาแห่งสวรรค์...เมตตาเราที...ได้โปรดเถอะ...”

“เชิญขึ้นเสลี่ยงจะดีกว่า” คิมยูซิน ทูลระหว่างนั้นโซวา ก็วิ่งเรียกชื่อต๊อกมานเข้ามา ด้านชิซูเห็นจะตามไปสังหารแต่ไม่ทัน

“หยุดขบวนเดี๋ยวนี้” องค์หญิงต๊อกมาน สั่ง

“ต๊อกมาน หึ...” โซวา กล่าวเรียก แต่เมื่อชิซูตะโกนเรียกชื่อโซวา ทำให้นางตกใจกลัววิ่งหนีไปอีก จนถูกองครักษ์ของโพจองจับตัวได้และกำลังจะสังหาร แต่มุนโน ก็ได้เข้ามาช่วยเอาไว้ได้ หลังจากนั้นก็ถูกชิซูเข้าขัดขวาง เมื่อองค์หญิงต๊อกมานได้ยินเสียงโซวาเรียกอีก ก็สั่งให้ขบวนย้อนกลับไปที่ลานพิธีอีกครั้ง




..............จบตอนที่ 30........



วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 29



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 29
Cr. : Dailynews Online


ต๊อกมานออกมาปรากฏตัวบนตำหนักต่อหน้าทุกคนในวังหลวง ทำให้มีซิลถึงกับตระหนก ส่วนพระมเหสีมายาและพระเจ้าจิน พยองดีพระทัย ด้านคิมยูซิน ได้ประกาศให้ทุกคนรู้ว่าต๊อกมาน คือผู้ทำนายการเกิดสุริยคราสครั้งนี้ และเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นชิลลา ทำให้ชาวบ้านต่างดีใจกล่าวสรรเสริญองค์หญิงทรงพระเจริญ

มีซิลเจ็บปวดที่ถูกต๊อกมานหลอก ทั้งที่รู้วันเกิดสุริยคราสแน่นอนแล้ว ด้านจุปัง และโกโตช่วยกันทูลถามพระเจ้าจินพยอง

“ในปีที่ดาวแคยางแยกออกเป็นสอง ดวง องค์หญิงแฝดได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นความจริงมั้ยพ่ะย่ะค่ะ”

“และคนนั้น คือองค์หญิงที่ประสูติพร้อม กับ....องค์หญิงชอนมยองใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” กุกซอน ทูลถาม

“ใช่หรือไม่ ก็เชิญรับสั่งมาได้” โกโต ทูล

“พวกเราอยากรู้ความจริง ฝ่าบาท” แทพุง ทูล

“ทรงตรัสความจริงมาเถอะ ฝ่าบาท”

“รับสั่งความจริงมาเถอะ....ฝ่าบาท.... พวกเราอยากรู้....อย่าปิดบังอีกเลย....เราอยากรู้ความจริง....พูดมาเร็วเข้า...” พวกชาวบ้าน ทูลถาม

“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน เฮ่อ ๆ ๆ พูดความจริงมาเร็วเข้า” พีดัม กล่าวทูล

พระมเหสีมายา เสด็จไปที่ต๊อกมาน พานางเดินออกมายืนต่อหน้าทุกคนแล้วประกาศให้ทุกคนรู้

“วันที่ดาวลูกไก่....จาก 7 กลายเป็น 8....ดาวแคยางจากหนึ่งแยกตัวเป็นสองนั้น ข้าได้ให้กำเนิดองค์หญิงชอนมยองเป็นคนแรก จากนั้นอีกไม่นานนัก ข้าก็มีอาการเจ็บท้องอีก และมีลูกหญิงคนที่สองตามมา....เนื่องจากสมัยนั้นไม่มีคำทำนายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีเพียงข่าวลือที่ว่า ยามใดมีแฝดกำเนิด,ทายาทชายจะสูญสิ้นเท่านั้น ฮือ....จึงทำให้ข้าเกิดความกลัว กลัวที่ต้องสูญเสียลูกสาวทั้งสองไป ยิ่งกลัวที่ต้องถูก ปลดจากตำแหน่งพระมเหสี และกลัวว่า ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมาจริง จะมีผลกระทบถึงฝ่าบาท ฮือ....ด้วยเหตุนี้ ลูกที่เกิดจากดาวแคยาง อีกดวงหนึ่ง หรือก็คือแฝดผู้น้อง จึงต้องให้นางในอุ้มหนีออกจากวังไป ฮือ....ทั้งหมดเป็นความใจร้ายและเห็นแก่ตัวของข้าทั้งสิ้น ฮือ.... เพราะไม่รู้คำทำนายที่แท้จริง จึงได้ทำเรื่องที่ผิดต่อความเชื่อของเรา จนสุดท้ายสูญเสียลูกชายอีกสามคน ฮือ....หรือแม้แต่....ฮือ....องค์หญิงชอนมยองก็พลอยอายุสั้นไปด้วย ฮือ ๆ ๆ”

“โถ....แย่จัง....น่าสงสารพระมเหสี....”

“พระมเหสีคงจะเสียพระทัยมากน่ะนะ”

“นั่นสิ ฮือ ๆ ๆ เป็นใครก็ต้องเสียใจทั้งนั้น”

“เวรกรรม....น่าสงสาร....ฮือ ๆ ๆ” พวกชาวบ้านพากันเห็นใจพระมเหสีมายา ด้านฮาจอง บอกให้เซจอง และมีเซ็งหาทางแก้ปัญหา หากปล่อยไว้จะถูกปั่นหัวจนทำอะไรไม่ได้ แต่ทุกคนก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเหมือนทุกคนรู้เห็นเป็นใจให้ต๊อกมานปรากฏตัวในสภาพที่สวยงาม

“ฮือ....ในฐานะที่หม่อมฉันเป็นพระมเหสี ฮือ....ขอให้ฝ่าบาท ลงพระอาญา ฐาน ปิดบัง หลอกลวงผู้คนและทำผิดจารีต เพื่อให้บ้านเมืองได้เดินสู่ทางที่ถูกต้องด้วยเถอะเพคะ ฮือ....จากนั้น ก็ทำตามคำทำนาย ให้ผู้ที่เกิดจากดาวแคยาง มาอยู่แผ่นดินของเราซะ ให้ต๊อกมานของเรา คืนสู่ฐานะที่นางควรจะได้ด้วยเถอะเพคะ” พระมเหสีมายา ตรัสต่อ

“ให้นางคืนสู่ฐานะเดิม ๆ ๆ” พวกชาวบ้านกล่าว

“ต้องขออภัย....ราษฎรทั้งหลาย อภัยให้กับความผิดของข้าและพระมเหสี เรื่องของเรื่องเพราะความอ่อนแอของข้า จึงต้องขอขมาทุกคน....โดยเฉพาะ....ลูกสาวที่ชื่อต๊อกมาน ยิ่งต้องขอให้นางยกโทษ บัดนี้ข้าขอประกาศต่อหน้าราษฎรและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นางคือลูกของข้า เป็นองค์หญิงแห่งแคว้นชิลลา นามว่าองค์หญิงต๊อกมาน” พระเจ้าจินพยอง ตรัส

“องค์หญิงจงเจริญ....ทรงพระเจริญ.... องค์หญิงทรงพระเจริญ....” พวกชาวบ้านตะโกน

“ทรงพระเจริญ องค์หญิงต๊อกมาน ทรงพระเจริญ” พีดัม กล่าว

“องค์หญิงต๊อกมานจงเจริญ....” คิมยู ซิน กล่าว

“องค์หญิงต๊อกมานจงเจริญ ๆ”

เมื่อพระเจ้าจินพยองประกาศคืนฐานะให้ต๊อกมาน ทำให้พวกองครักษ์ที่กักขังโซวาอยู่ รู้สึกลำบากใจ เพราะโซวาได้กลายเป็นแม่นมของต๊อกมาน ซกพุงจึงสั่งให้พวกองครักษ์กลับไปก่อนหากมีคำสั่งของมีซิลใหม่ จะบอกอีกที

เมื่อพีดัมรู้ว่าตนเองถูกต๊อกมานหลอกก็พูดกับไอชองและคิมยูซิน

“นี่ ๆ ไม่ใช่ล้อเล่นนะ ข้าเกือบตายจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ ตอนนางออกมา ข้าเห็นใบ หน้ามีรัศมีเปล่งปลั่งเลยล่ะ แต่พูดก็พูด นางไม่น่าหลอกข้าด้วยเลย ฮ่า ๆ ๆ”

“บังอาจ นั่นเป็นองค์หญิงเชียวนะ ถ้ายังลามปามอีกละก็....” ไอชอง กล่าว

“เอาน่า รู้แล้ว ๆ แหม....ไว้เจอวันหลัง ข้าจะให้ความเคารพละกัน ยอมแล้วล่ะ ข้ายอมซูฮกนาง” พีดัม กล่าว

“ว่าแต่องค์หญิง ก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดความจริงกับเจ้าหรือ” คิมยูซิน ถาม

“ไม่ได้พูดเลย พวกท่านก็ไม่รู้หรือ”

“นางบอกว่าเคยหลงกลท่านมีซิลมาก่อน เพราะฉะนั้น เลยต้องปิดบังเราด้วย จะได้หลอกให้นางหลงเชื่อสนิท” คิมยูซิน กล่าว

“หึ....เป็นแผนที่เยี่ยมยอดจริง ๆ” ไอชอง กล่าว

“แม้ว่ามีซิล....จะเดาใจข้ากับพีดัมออก แต่ไม่สามารถรู้ใจองค์หญิงต๊อกมานที่อยู่เบื้อง หลังได้”

“ถึงบอกไงว่า เป็นแผนที่ร้ายกาจนัก เฮ่อ ๆ ๆ” พีดัม กล่าว

ต๊อกมาน ได้กลับมาอยู่ในฐานะองค์หญิง พระมเหสีมายาเห็นแล้วออกปากชม

“ฮือ...ไม่นึกว่าจะสวยขนาดนี้ ช่างเป็น องค์หญิงที่งามนัก กลับมาเป็นผู้หญิง เจ้าก็ไม่แพ้ใครเลย ฮือ....ฮือ....ถ้าได้โตมาพร้อมกับชอนมยอง คงเป็นพี่น้องที่ผูกพันกันมาก ฮือ....เจ้ามาแทนที่ชอนมยอง สิ่งที่เป็นของนาง ข้าจะให้เจ้าได้เสพสุขอย่างเต็มที่”

“พระมเหสี หม่อมฉัน....ไม่ได้หวังจะกลับมาเสพสุข ใช้ชีวิตเป็นองค์หญิงอยู่ในวัง ที่สำคัญ หม่อมฉันไม่ได้หวังตำแหน่งนี้ จึงดิ้นรนเพื่อจะกลับมา....ความคิดนี้ถูกทิ้งไปนานแล้ว หม่อมฉัน....เคยสาบานต่อหน้าพี่หญิงไว้ ให้นางได้รับรู้” ต๊อกมาน กล่าว

ต๊อกมาน มาเข้าเฝ้าพระเจ้าจินพยอง

“นั่งลงก่อน....ได้พบเจ้าอีกครั้ง ข้าควรจะพูดอะไรดี คิดแล้วคิดอีกก็พูดไม่ออก....ขอโทษด้วยนะ....เจ้ายังโกรธข้าอยู่ใช่ไหม”

“เพคะ ฝ่าบาท”

“เฮ่อ....มันก็ไม่แปลก สมควรอยู่แล้ว แต่ว่า เจ้าก็ควรเข้าใจ”

“เข้าใจเพคะ หม่อมฉันเพิ่งจะเข้าใจ เพราะทรงเป็นพระราชา ตำแหน่งอันสูงส่ง ทำให้ไม่มีทางเลือก ต้องเห็นแก่ราชสมบัติ แม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขก็ทรงตัดได้ หม่อมฉันเข้าใจดี.... แต่ว่าที่ทำให้หม่อมฉันยิ่งโกรธกว่านั้น คือในเมื่อยอมทิ้งลูกเพื่อจะรักษาบัลลังก์ไว้แล้ว ทำไมไม่ทรงมีอำนาจซะที ที่สำคัญ ก่อนหม่อมฉันจะกลับมา ฝ่าบาทก็ยิ่งไม่ควร....จะสูญเสียพี่หญิงไป น่าจะทรงปกป้องนางไว้”

“ข้ารู้ เจ้ามีเรื่องไม่พอใจหลายอย่าง เป็นใครก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา เพราะข้าสั่งให้ฆ่าเจ้าด้วย”

“ฝ่าบาท เดิมทีหม่อมฉันจะไปอยู่แล้ว แต่ที่กลับมาอีกครั้ง เหตุผลมีอยู่ข้อเดียว....ก็คือ....จะแทนที่พี่หญิงชอนมยอง จะช่วยนาง... ทำลายอิทธิพลของมีซิล” ต๊อกมาน กล่าวทูล

มีซิล รู้ว่าตนเองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบต๊อกมาน แต่ก็ได้คิดแผนการรับมือ โดยสั่งให้คนของนางไม่ต้องไปเข้าเฝ้าพระเจ้าจินพยอง และให้ยอมรับต๊อกมานในฐานะองค์หญิงใหม่

“ข้าอยากให้เกิดภาพที่ว่า ภายใต้การนำของท่าน เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างให้ อภัยกับความผิดพลาดของฝ่าบาท....ที่สำคัญ พยายามต่อรองผลประโยชน์ที่จะได้จากราชสำนักมากขึ้น เอาภาษีที่นาที่ขุนนางต้องจ่ายให้ทางการในอัตราส่วน 6 ต่อ 4 เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นครึ่งต่อครึ่งซะ เมื่อได้สิ่งตอบแทนที่มากขึ้น ขุนนางก็จะไม่หนีจากเราไปไหน ที่เคยเป็นพวกเดียวกับเรา เมื่อกินอิ่มก็จะไม่แปรพักตร์ เข้าใจหรือเปล่า” มีซิล กล่าว

“หึ....ได้” เซจอง กล่าว

“อีกอย่าง ท่านซอวอนก็เหมือนกัน พยายามผูกมิตรกับทหารระดับแม่ทัพขึ้นไป ให้พวกเขามาอยู่กับเราให้มาก”

“ได้ เรื่องพวกนี้ข้าได้เตรียมการไว้ อยู่แล้ว”

“โพจอง เจ้าเอง....ก็ไปสังสรรค์กับเหล่าองครักษ์ ถ้าเห็นคนไหนฐานะง่อนแง่นเลี้ยงลูกน้องไม่ไหว ก็สนับสนุนเรื่องเงินให้เขา ไม่ต้องหวงล่ะ” มีซิล สั่ง

“ครับ ข้าทราบแล้ว”

ยองชุน นำฎีกาขึ้นถวายพระเจ้าจินพยอง

“นี่คือฎีกา....แสดงความเห็นด้วยที่จะให้ต๊อกมานเป็นองค์หญิงงั้นหรือ” พระเจ้าจิน พยอง ตรัสถาม

“พ่ะย่ะค่ะ เสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันหมด”

“แต่ว่า ตามหลักฝ่ายของมีซิลน่าจะคัดค้านอย่างหนักมากกว่า” คิมซอยอน ทูล

“สมัยก่อนข้ายอมเสียลูกสาวไปครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าตอนนี้เหล่าขุนนางยังไม่เห็นด้วยอีก ข้าก็ขอแลกกับตำแหน่งปกป้องนางให้ถึงที่สุด”

“ฝ่าบาท ท่านเสนาบดีมาขอเฝ้า” มหาดเล็กเข้ามาทูล

“เชิญเข้ามา”

“ฝ่าบาท ที่พวกเรามาเฝ้า เพื่อจะทูลเรื่ององค์หญิงต๊อกมานพ่ะย่ะค่ะ....ขุนนางระดับสูง มีมติเห็นพ้องให้มาทูลว่า ถ้าสมัยก่อนที่องค์หญิงแฝดมีประสูติกาล แล้วฝ่าบาททรงเปิดเผยเรื่องนี้ เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์อาจให้การยอมรับ แล้วค่อยหาวิธีแก้ไขใหม่ แต่นี่ ฝ่าบาทและพระมเหสีกลับทรงปกปิดเรื่องนี้ ถึงขนาดให้พระธิดาองค์รองไปใช้ชีวิตอยู่นอกวังจนเติบใหญ่” เซจอง กล่าวทูล

“ใช่ ด้วยเหตุนี้ เหล่าขุนนางที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงเกิดความสับสน และสุดท้าย ยังเกิดเหตุการณ์สูญเสียองค์หญิงชอนมยอง เป็นที่เสียใจของทุกฝ่ายด้วย” ฮาจอง กล่าวทูล

“พอทีเถอะ ไหน ๆ ฝ่าบาทกับพระมเหสีก็ทรงยอมรับผิดต่อหน้าราษฎรทั้งหลาย พวกท่านก็อย่ารื้อฟื้นอีกเลย” มีเซ็ง กล่าว

“แต่ว่า ความไม่พอใจของขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ ยิ่งทวีความรุนแรง” เซจอง กล่าวทูล

“เพราะฉะนั้น.....ท่านจะมาบอกว่าไม่อาจยอมรับต๊อกมานเป็นองค์หญิงได้ใช่ไหม” พระเจ้าจินพยอง ตรัสถาม

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ ในวันที่ 5 นี้ จะมี พิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งหม่อมฉันได้กำชับให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมงานนี้โดยพร้อมเพรียง” เซจอง กล่าวทูล

“นี่แปลว่า ยังมีเงื่อนไขอื่นมาต่อรองใช่ไหม” ยองชุน ถาม

“เพื่อปกปิดความผิดที่พระมเหสีทรงก่อไว้ หม่อมฉันต้องใช้ทั้งวิธีเกลี้ยกล่อมและข่มขู่ แต่จนวันนี้ หลายคนยังฮึดฮัดแสดงความไม่พอใจอยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ” เซจอง กล่าวทูล

“เพราะฉะนั้น ในวันที่มีการแต่งตั้ง ถ้าฝ่าบาท ทรงเมตตายอมให้เหล่าขุนนางได้ลดภาษีจากการให้เช่า ที่นา เชื่อว่าพวกเขาน่าจะพอใจ และถวายความภักดี ต่อฝ่าบาทและองค์หญิงมากขึ้น” มีเซ็ง ทูลเสนอ

“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ ไหน ๆ ทุกครั้งที่มีเรื่องมงคล ก็ต้องมีคำสั่งอภัยโทษหรือไม่ก็ลดโน่นลดนี่อยู่แล้วจริง มั้ยพ่ะย่ะค่ะ” ฮาจอง กล่าวทูล

ซอวอน เข้ามารายงานมีซิลว่าพรุ่งนี้จะมีพิธี แต่งตั้งองค์หญิงอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากเพิ่งสิ้นองค์หญิงชอนมยองไม่นาน พิธีแต่งตั้งจึงให้จัดอย่าง เรียบง่าย

“ท่านเซจู ข้าต้องขอโทษด้วย”

“อยู่ดี ๆ มาขอโทษข้าเรื่องอะไร...ทำไมทำหน้าทำตาอย่างงั้นล่ะ...ข้า...คือมีซิลนะ เรื่องแค่นี้ไม่มีผลต่อข้าหรอก”

พระมเหสีมายาเสด็จมาบอกต๊อกมานว่าพรุ่งนี้จะมีพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ต๊อกมานขอร้องว่าให้รีบจัดไม่ต้องมีพิธีวุ่นวายนัก พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้นคิมยูซินมาเชิญต๊อกมานให้เดินทางไปในงานพิธี เมื่อเห็นต๊อกมานยื่นตัวสั่น ก็พูดให้กำลังใจ ว่า นางสามารถเอาชนะมีซิล จนมาถึงตำแหน่งนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรอีก

ภายในงานพิธี มีซิลได้เข้ามากล่าวยินดีกับองค์หญิงต๊อกมานที่ได้คืนสู่ราชสำนัก

“คงต้องขอบคุณความช่วยเหลือจากท่านด้วย” ต๊อกมาน กล่าว

“หม่อมฉันน่ะหรือ”

“ระหว่างที่ข้าวางแผนนี้ ในสมองจะนึกถึงคำพูดท่านทุกประโยค จากนั้นก็แปรให้เป็นเลือดกับ น้ำตา เพื่อจะทำงานต่อไป สุดท้ายข้าก็ทำอย่างท่านได้ และคนก็ยกย่อง ให้ข้าเป็นองค์หญิง”

“แล้วตอนนี้เป็นไงบ้าง...จนป่านนี้แล้วยังเอา ชนะความกลัวในใจไม่ได้อีกหรือ” มีซิล กล่าวเย้ย

“บังอาจนัก ท่านกล้าดียังไง...มาถูกตัวข้าโดยไม่ขออนุญาต...ไปได้” ต๊อกมาน กล่าว

“พ่ะย่ะค่ะ” คิมยูซิน และไอชอง กล่าว

เมื่อมีการประกาศว่าต๊อกมาน คือองค์หญิง ของแคว้นซิลลา นางก็กล่าวกับพวกองครักษ์

“องค์หญิงต๊อกมาน ในฐานะนายคนใหม่ ขอให้สัญญาว่าจะทำให้หน่วยองครักษ์ยิ่งเกรียงไกร... ต่อไปองครักษ์ทุกหน่วย ไม่เพียงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม หากใครมีความสามารถโดดเด่น เมื่อ ผ่านการประลองยุทธ์ก็จะได้เลื่อนขั้น เพราะฉะนั้นขอ ให้ทุกคนยึดมั่นในกฎปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง”

“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”

“ท่านไอชอง ท่านเดินมาข้างหน้า...ข้าขอสั่งให้ท่าน...เป็นองครักษ์ประจำตัวข้า ส่วนหน่วยบีชอน ของท่าน ก็ดูแลความปลอดภัยให้ข้า”

“หม่อมฉันองครักษ์ไอชอง ขอถวายความภักดีแด่องค์หญิง”

มีซิล สงสัยว่าใต้ซือวาชอนจะร่วมมือกับต๊อกมาน จึงสั่งให้ซอวอนไปจับตัวใต้ซือวาชอนมา

“ใต้ซือวาชอนหรือ” ซอวอน แปลกใจ

“ถ้าเป็นเรื่องตาแก่นี่ ต้องให้คิมยูซินกับ ไอชองไปคุมด้วยตัวเอง ท่านไปสะกดรอยพวกเขาและ จับตัวมาให้ได้”

“ไม่ต้องห่วง ข้าไปเดี๋ยวนี้ แต่ว่าข้าจะพันแผลให้ท่านก่อน” ซอวอน กล่าว

“หึ...ถ้าไม่สามารถเอาตัวเขากลับมาได้...ก็ฆ่า ทิ้งซะ เพราะคนที่ไปอยู่กับต๊อกมานจะไม่มีประโยชน์ต่อเราอีก”

องค์หญิงต๊อกมานเรียกองครักษ์มาประชุม พีดัมรู้ก็เข้ามา

“โห...ว้าว...นี่เป็นห้องประชุมหรือนี่ แหม... ใหญ่โตซะจริง ๆ 1 2 3 4 5 6 7 8 ทั้งหมด 10 ที่นั่งก็เท่ากับสิบหน่วย แหะ ๆ...อ้าว...แหม...ว้าว... แต่งแบบนี้ค่อยน่าดูหน่อย แหม...”

“เจ้าคนป่าเถื่อนนี่กล้าเสียมารยาทหรือ” ไอชอง กล่าว

“ฮึ...ข้าน่ะโดนต้มซะเปื่อยเชียว เจ้านี่ร้าย กาจจริง ๆ แหะ ๆ”

“ยังจะพูดอีก”

“ท่านไอชอง...เพื่อจะให้มีซิลหลงเชื่อ ข้าเลยต้องทำอย่างงั้น” องค์หญิงต๊อกมาน ตรัส

“อึม...ช่างเถอะ ข้ายอมรับก็ได้ หึ...ทีแรกก็ แพ้มีซิล แล้วยังถูกเจ้า...”

“หน็อย...”

“แหะ...ถูกองค์หญิงหลอกซ้ำอีกทีหนึ่งแหะ ๆ เอาเป็นว่า ฉลาดลึกทั้งสองคน” พีดัม กล่าว

“หึ...ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้ ยังไงก็ขอขอบใจ และขอโทษด้วย” ต๊อกมาน กล่าว

“ขอโทษหรือ แหะ...เอ่อ...ว่าแต่ทำไมองค์หญิงถึงเกลี้ยกล่อมใต้ซือวาชอนได้น่ะ”

“หม่อมฉันก็อยากถาม เพราะเขาเคยบอกว่า ไม่ต้องการและไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แล้วทำไมยังเกลี้ย กล่อมได้” คิมยูซิน ทูลถาม

“นั่นสิ หม่อมฉันก็สงสัยเหมือนกัน”

“เฮ่อใช่ ตอนนี้ เราคงต้องจัดการเรื่องนี้ก่อน ท่านทั้งสอง ไปพาใต้ซือวาชอนมาพบข้า เขาน่า จะทำงานบางอย่าง ตามที่ข้าสั่งไว้แล้ว”

“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”

“อีกอย่าง ส่งข่าวให้กลุ่มโพยารู้ด้วย”

“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“หม่อมฉันจะไปสั่งให้ลูกน้องเตรียมตัว” ไอชอง กล่าว

องค์หญิงต๊อกมาน ได้ให้คิมยูซินและไอชองไปหาใต้ซือวาชอน แต่ระหว่างทางถูกโพจอง และลูกน้องสะกดรอยตาม และชิงจับตัวใต้ซือไปก่อน แต่ใต้ซือได้ทิ้งจดหมายไว้ คิมยูซิน จึงตามมาช่วยได้ทัน

“ทิ้งกระบี่เดี๋ยวนี้” คิมยูซิน กล่าว

“ก็เอาซี่....ตาแก่นี่จะตายเหมือนกัน” ซกพุง กล่าว

“นี่เป็นคำสั่งท่านเซจู” โพจอง กล่าว

“ข้ารับบัญชาจากองค์หญิง ถ้าไม่รีบถอยไป ข้าจะถือว่าพวกเจ้าเป็นศัตรูกับองค์หญิงอย่างเปิดเผย....พวกเจ้าเป็นองครักษ์ กล้าขัดคำสั่งองค์หญิงเชียวหรือ” คิมยูซิน กล่าว

“นึกว่าเมื่อก่อนเคยชนะข้าแล้ว จะมาทำยโสได้หรือ....เรามาประลองอีกครั้งเอามั้ยล่ะ” โพจอง กล่าว

“หยุดเดี๋ยวนี้....พวกเจ้าทำอะไร” ไอชอง เข้ามา

“หึ....ที่เรามานี่ เพื่อทำตามพระบัญชาขององค์หญิง ถ้าอยากประลองฝีมือกับข้า วันหลังมีโอกาสอีกเยอะ”

“อีกหน่อยพวกเจ้า....จะพาใต้ซือวาชอนไปที่ไหน ข้าไม่รับรู้ แต่ยังไงจะหาให้พบ และฆ่าเขาให้ได้” โพจอง กล่าว

เมื่อองค์หญิงต๊อกมานได้ผลการคำนวณจากใต้ซือ ก็เรียกประชุมเหล่าขุนนาง

“องค์หญิงทรงเรียกประชุมด้วยเรื่องอะไรเพคะ” มีซิล ถาม

“วันนี้ที่เรียกประชุมเหล่าขุนนาง เพื่อจะทำหน้าที่....ในฐานะที่ข้าเป็นองค์หญิงครั้งแรก ....ข้าในฐานะธิดาแห่งสวรรค์คนใหม่ของชิลลา นับแต่วันนี้ จะสั่งยุบตำหนักเทพ และข้อมูลในทางดาราศาสตร์ทุกอย่าง จะเปิดเผยให้ราษฎรได้รู้ทั่วกัน เชิญใต้ซือเข้ามาได้”

“พ่ะย่ะค่ะ เชิญใต้ซือเข้ามา”

“ต่อไปบ้านเมืองเรา จะมีที่สำหรับดูปรากฏการณ์ การเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าและเดือนดาวทั้งหลาย โดยข้ามีความคิดว่าจะทำเป็นสิ่งปลูกสร้างขึ้นมา ส่วนชื่อนั้น ข้าจะให้ชื่อว่าหอดูดาว ผู้ที่รับผิดชอบในการนี้ ข้าจะมอบหน้าที่....ให้ใต้ซือวาชอนเป็นผู้ดูแล”

“ที่ฐานนั้น เราจะใช้หินก้อนใหญ่ 12 ก้อน อันสื่อถึงว่าใน 1 ปี จะมี 12 เดือน จากนั้นก็ เรียงด้วยหินสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เป็นทรงกลม ทั้งหมด 365 ก้อน ด้านบนสุด,ตั้งเป็นรูปสี่เหลี่ยมปากกว้าง ลักษณะคล้ายบ่อน้ำ อันหมายถึง 1 ใน 4 ฤดูกาลของปี ฉะนั้น มันจะหมายถึง 365 วันแล้วคูณด้วย 4 อีกครั้ง จากฐานถึงกึ่งกลาง จะมีช่องว่าง 12 ช่อง และจากกึ่งกลางถึงด้านบนสุด ก็จะมีช่องว่างอีก 12 ช่อง ทั้งหมดจึงรวมเป็น 24 ชั้น อันหมายถึง 24 ฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน และจากบนสุดลงไปจะมี 28 ชั้น สื่อถึงดาวบนฟ้า 28 ดวง” ใต้ซือวาชอน กล่าว

“ต่อไปเมื่อมีหอดูดาวแล้ว ไม่ว่าใครก็จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าได้ และนับแต่นี้ จะไม่ให้ตำหนักเทพที่ศึกษาเรื่องนี้ หรือแม้แต่ใครคนใดคนหนึ่ง....อาศัยความไม่รู้ของราษฎรแต่งเรื่องยังไงก็ได้เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเอง”

“แปลว่าองค์หญิงจะยอมสละอำนาจของตัวเองด้วยหรือ” มีซิล ทูล

“ข้ามีความคิดอย่างงั้นอยู่”

“องค์หญิง โลกนี้ นอกจากทางสายตรงแล้ว เราอาจมองเป็นทางขวางได้อีก”

“ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด”

“ถ้ามองทางตรงก็จะแบ่งได้ดังนี้คือ.... ชาวแพ่กเจ โกคูรยอ และชิลลา และในแคว้นชิลลา ยังมีแบ่งคนที่ภักดีต่อองค์หญิง ภักดีต่อหม่อมฉัน มีซิล แต่ถ้ามองในอีกแง่ ลักษณะของทางขวาง มนุษย์จะแบ่งเป็นสองประเภทเท่านั้น คือผู้ปกครอง กับผู้อยู่ใต้ปกครอง....ถ้าเรามองในทางขวาง องค์หญิงกับหม่อมฉันก็คือพวกเดียวกัน เราต่างมีหน้าที่ในการปกครองบ้านเมือง ในเมื่อชิงอำนาจจากหม่อมฉันไป องค์หญิงก็ควรรักษาให้ดี” มีซิล กล่าวทูล

“ถ้าอย่างงั้น วันหนึ่งก็จะมีคนแย่งไปจากข้าอีก”

“เพราะกลัวถูกแย่งเลยยอมทิ้งก่อนหรือ”

“นี่ไม่ใช่การทิ้ง แต่เป็นการคืนอำนาจให้แก่ราษฎร”

“ความหมายก็คือทิ้งนั่นแหละ ไม่มีอำนาจแล้วเราจะปกครองได้ยังไง”

“นางพูดจริงหรือ นั่นคือการทิ้งอำนาจ แล้วข้ายังจะปกครองบ้านเมืองได้หรือเปล่า” องค์ หญิงต๊อกมาน คิด

“จริงอยู่ องค์หญิง ตอนนี้เราเหมือนกำลังชิงอำนาจอยู่ แต่การช่วงชิงก็ควรมีกฎเกณฑ์บ้าง ทรงทำแบบนี้ ก็เท่ากับผิดกติกาชัด ๆ....ไม่งั้นองค์หญิงจะสร้างอำนาจให้เป็นที่ยำเกรงของผู้คนได้ยังไง”

“สร้างอำนาจ....ให้เป็นที่ยำเกรงหรือ” องค์หญิงต๊อกมาน คิด

“องค์หญิงจะใช้อะไรปกครองชาวชิลลาของเรา”

“ใช้อะไรปกครอง ?” องค์หญิงต๊อกมาน คิด

“ไหนลองรับสั่งหน่อยซิ....องค์หญิงจะปกครองด้วยอะไร”

“ข้าจะใช้ความจริงใจ”

“ความจริงใจ อะไรคือจริงใจขององค์หญิงไม่ทราบ ในขณะที่ราษฎรร้องตะโกนต้อนรับธิดาแห่งสวรรค์คนใหม่ องค์หญิงจะมอบอะไรให้พวกเขา” “ข้าไม่รู้อะไรเลย ข้าไม่มีพลังวิเศษในตัวหรอก”

“นี่คือความจริงใจงั้นหรือ”

“การค้นคว้านั้น ไม่เพียงให้รู้ที่มาของสรรพสิ่งในโลก ยังจะคลี่คลายสัจธรรมบางอย่างด้วย”

“แล้วยังไง”

“ในขณะที่ท่าน....อ้างว่าต้องการหาความรู้ในสรรพสิ่ง แต่กลับนำสิ่งที่ได้มาสร้างภาพลวง ให้ตัวเองดูราวกับเป็นเทพจุติลงมา” องค์หญิงต๊อกมาน ตรัส

“ชาวบ้านก็ต้องการภาพลวงอยู่แล้ว ฝน แล้งก็อยากให้มีฝนตก ต้องการใครก็ได้ที่สามารถบันดาลในสิ่งที่พวกเขารอคอย ผู้นำคนไหนที่สนองตอบในจุดนี้ได้ก็จะเป็นผู้ปกครองที่ยั่งยืน”

“ผิดแล้ว แท้ที่จริง พวกเขาต้องการความหวังต่างหาก”

“ต้องการความหวังหรือ....องค์หญิง คำว่าราษฎร หรือแม้แต่มวลชนนั้น มีความน่ากลัวแค่ไหน ทรงรู้หรือเปล่า”

“น่า....น่ากลัวหรือ นางก็รู้จักกลัวเป็นด้วยหรือ” องค์หญิงต๊อกมาน คิด

“ความหวังของราษฎร ก็คือความโลภ องค์หญิงไม่รู้หรอกว่าความโลภเป็นสิ่งน่ากลัวแค่ไหน”

“ใช่ เพราะข้าไม่เคยกลัวพวกเขา อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่พวกเขาต้องการก็แค่กินอิ่มนอนหลับในแต่ละวัน มีความเป็นอยู่ดีขึ้นเท่านั้น ไม่ได้หวังอะไรมากกว่านี้เลย”

“ชาวบ้านน่ะ ไม่อยากรู้หรอกว่าทำไมฝนถึงตกหรือไม่ตก พวกเขา....ไม่อยากรู้ว่าสุริยคราสเกิดเพราะอะไรและทำไมถึงเกิด ขอแค่มีคนทำให้ฝนตก มีคนช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดอาเพศที่มากับสุริยคราส แค่นี้ก็พอแล้ว นี่แหละคือความโง่ของราษฎร”

“นั่นเพราะว่า พวกเขาไม่มีความรู้”

“ใช่ ไม่มีความรู้ ไม่คิดจะศึกษา หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรด้วย”

“แต่ถ้าชาวบ้านมีปฏิทิน พวกเขาจะรู้เรื่องฤดูกาล รู้ว่าเมื่อไหร่เหมาะแก่การเพาะปลูก ถึงตอนนั้น แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงเกิดฝนตก แต่อย่างน้อย เมื่อมีประสบการณ์ก็จะรู้ว่า ไม่ควรใช้น้ำจนหมด ให้เผื่อไว้ตอนหน้าแล้งบ้าง หลังจากนั้น พวกเขาจะ ค่อย ๆ ปรับตัวและเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ นี่แหละคือราษฎร”

“คนที่รู้มาก ยิ่งฉลาดหลักแหลม แท้จริงมันเป็นความทุกข์มากกว่า การสอนให้พวกเขารู้เยอะ ๆ มันเป็นงานที่เหนื่อยและหนักมาก” มีซิล กล่าว

“แต่ความหวัง....จะทำให้คนยอมอดทน รับความเจ็บปวดทุกอย่าง ราษฎรที่มีความหวัง จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้บ้านเมืองเจริญขึ้น ข้าต้องการคนที่มีความมุ่งมั่นเหมือนกัน เพื่อจะสร้างชิลลา ให้เป็นเมืองใหม่”

“หรือว่า สิ่งที่เด็กคนนี้ต้องการก็คือ....” มีซิล คิด

“คำพูดเหล่านี้ ทำไมออกจากปากข้าได้ นี่ข้าพูดเองหรือ” ต๊อกมาน คิด

“องค์หญิง สิ่งที่หม่อมฉันพูดคือภาพลวงตาของชาวบ้าน ในขณะที่องค์หญิง รับสั่งถึงความหวังของราษฎร แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นภาพลวงตา หรือความฝันอันสวยงาม....สุดท้ายก็สู้ความจริงอันโหดร้ายไม่ได้อยู่ดี....จริง ๆ แล้วองค์หญิงเจ้าเล่ห์กว่าหม่อมฉันซะอีก”

“ใช่ ไม่แน่อาจเป็นอย่างงั้นก็ได้ แต่ว่า....” ต๊อกมาน คิด





..............จบตอนที่ 29.........



เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 28



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 28
Cr. : Dailynews Online


พีดัมถูกจับตัวไปพบกับมีซิล ซึ่งยังไม่ทันที่มีซิลจะสอบถามเรื่องราว พระเจ้าจินพยอง ก็เสด็จมา เพื่อดูการไต่สวนด้วย

“เจ้าใช้วิชานอกรีต ทำให้ชาวบ้านหลง เชื่อ งมงายในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ความผิดใหญ่หลวงขนาดนี้ทำเพื่อจุดประสงค์อะไร” ซอวอน กล่าว

“ข้าน้อยเพียงแต่...ถ่ายทอดบัญชาสวรรค์ตามที่รับรู้ ไม่ได้มีเจตนาอื่นเลยครับ”

“บังอาจ ใครใช้ให้เจ้าไปกราบไหว้ที่หน้าบ่อน้ำ จนทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว”

“ถ้ามีคนบงการข้าจริง นั่นก็คือสวรรค์ และถ้าใครปั่นหัวชาวบ้าน ก็คือสวรรค์เช่นเดียว กันครับ” พีดัม กล่าว

“เจ้านี่คารมไม่เบา เอะอะก็อ้างสวรรค์ ไว้ก่อน เพื่อจะลบหลู่ราชสำนักใช่ไหม”

“ข้าเป็นคนต่ำต้อยจะกล้าลบหลู่ราชสำนักได้ยังไง ข้าน้อยเพียงแต่...บำเพ็ญตนจนสามารถสื่อสารกับสวรรค์ได้...และบัญชาแห่งสวรรค์นั้น ก็อยู่ที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์”

“บัญชาแห่งสวรรค์ที่หม่อมฉันได้รับมา นั้น อยู่ที่บ่อน้ำในตัวเมืองเพคะ” มีซิล กล่าว

“ข้าว่าเจ้าคงเบื่อโลกเต็มที อยากตายใช่ไหม”

“เดี๋ยวก่อน...รู้มั้ยว่าอะไรคือบัญชาสวรรค์”

“สิ่งที่เบื้องบนสั่งมาน่ะครับท่าน” พีดัม กล่าว

“ถ้างั้น เจ้าจะรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับชะตาของตัวเองมั้ย...ถ้าบอกว่าสื่อสารกับสวรรค์ได้ แล้วจะไม่รู้ชะตาตัวเองก็แปลกไปล่ะ...เจ้ารู้มั้ยว่า เมื่อไหร่ที่ตัวเองจะสิ้นอายุขัย”

“หึ ๆ.ๆ พี่ข้าคนนี้ไหวพริบเป็นเลิศจริง ๆ”

“ใช่ ไม่ว่าเขาจะตอบยังไง สุดท้ายก็คือต้องตาย”

“ถูกต้อง” มีเซ็ง กล่าว

“ข้ากำลังถามเจ้าอยู่ รู้มั้ยว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่...วันนี้หรือเปล่า งั้นข้าจะประหารเจ้าพรุ่งนี้ แต่ถ้าบอกว่าวันหลัง ข้าจะสั่งตัดหัวเจ้าทันที...บอกมาเร็วเข้า เจ้าคิดว่าจะตายเมื่อไหร่”

“อยู่หรือไปยังไม่รู้แน่ สาอะไรกับความ เป็นตาย”

“บังอาจ จนป่านนี้ยังจะเล่นลิ้นไม่เลิกอีก ตอบคำถามท่านเซจูดี ๆ อย่าโยกโย้” ซอวอน กล่าว

“ได้ งั้นข้าก็ขอตอบตามตรง อายุขัยของข้า เทียบกับพระราชาแห่งชิลลา น้อยกว่าสามวัน ไม่เกินจากนี้” พีดัม ตอบอย่างไม่เกรง กลัว

มีซิลเจ็บใจกับคำตอบของพีดัม เพราะ นั่นหมายความว่าหากเขาตายเมื่อไหร่ เพราะเจ้าจินพยอง ก็จะต้องสวรรคตลงภายใน 3 วัน ต่อจากนั้น

“เจ็บใจนัก หมอนี่มันช่างเจ้าเล่ห์ จริง ๆ”

“คนแบบนี้ไม่เห็นต้องเจรจาให้มากเลย ลากไปตัดหัวก็สิ้นเรื่อง จะมัวเปลืองน้ำลายกับมันทำไมอีกครับ”

“ปัญหาไม่ได้แก้ง่ายอย่างงั้น พอทุกคนได้ยินคำตอบแบบนี้ เลยยิ่งไม่กล้าทำอะไรมัน เพราะกลัวจะเกิดเหตุร้ายตามมา” ซอวอน กล่าว

“เฮอะ...ท่านก็อย่างงี้ทุกทีแหละ กลัวโน่นกลัวนี่ไม่เข้าเรื่อง ใจเสาะก็ปานนั้น เฮ่ย...”

“รอบนี้ถือว่าข้าเป็นฝ่ายแพ้ หนุ่มคนนี้ช่างมีความคิดที่ปราดเปรื่องนัก...ถ้าเมื่อกี้บอก ว่าอายุขัยของเขาน้อยกว่าข้า 3 วันเหมือนที่คิดไว้ รับรองข้าจะสั่งประหารทันที เพราะคนอย่างข้าไม่เคยเชื่อเรื่องเหลวไหลแบบนี้...แต่เขา กลับยิ่งใจกล้ากว่านั้น คือเอาชะตาของฝ่าบาทมาล้อเล่น ช่างฉลาดจริง ๆ เป็นเด็กหนุ่มที่สมองเป็นเลิศนัก” มีซิล กล่าว

ต๊อกมานบอกกับยูซินและไอชองว่า สุริยคราสยังไม่เกิดในช่วงนี้

“ก็ไหนว่าไต้ซือวาชอน ได้คำนวณวันที่จะเกิดสุริยคราสแล้ว” ไอชอง ถาม

“ใช่ นั่นเพราะข้าโกหกทุกคน”

“องค์หญิง...”

“พวกท่าน...รู้สึกแปลกใจมั้ยล่ะ”

“แล้วต่อไป เราจะทำไงดี”

“นับแต่นี้ไป เราจะทำให้มีซิลเกิดความสับสน ว่าจริง ๆ แล้ว ไต้ซือวาชอนได้ช่วยข้า หรือไม่ได้ช่วยกันแน่ ปล่อยให้นางคิดไป ถ้าไต้ซือช่วยเราจริง แล้วคำนวณวันที่ได้หรือเปล่า หรือคำนวณไม่ได้ ยิ่งมีความเป็นไปได้หลายทาง นางก็จะยิ่งสับสน”

“เรื่องนี้จะทำให้นาง...เสียความมั่นใจได้หรือ” ยูซิน กล่าว

“ถึงตัวนางเอง ไม่หวั่นไหวเพราะเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยคนรอบข้างก็ต้องกลัวบ้าง”

“ใช่”

“คนที่เชื่อว่าจะเกิดสุริยคราสจริง กับที่เชื่อ ว่าจะไม่เกิด อีกไม่นานจะเกิดการถกเถียงอย่างรุนแรง ที่สำคัญข้าเชื่อในความสามารถของพีดัม สุริยคราส...จะยังไม่เกิดขึ้น” ต๊อกมาน กล่าว

“เฮ่อ...องค์หญิง ท่านอยากให้เรื่องนี้มีข้อสรุปยังไง”

“ถ้าพีดัมทำสำเร็จจริง งั้นมีซิล...จะเชื่อว่าอีกไม่นานจะเกิดสุริยคราส”

“หลังจากนั้นล่ะ” ยูซิน ถามด้วยความสงสัย

“หึ...นางก็จะประกาศให้รู้ว่า วันไหนจะเกิดสุริยคราส แต่ว่าจริง ๆ มันไม่เกิดขึ้น ถึงตอนนั้น ความน่าเชื่อถือของนางก็จะถูกลดลง”

“แม้ว่าเรื่องนี้อาจเป็นไปได้ก็จริง แต่ก็ไม่ แน่ว่าจะสำเร็จ”

“ขอเพียงให้นางรู้ล่วงหน้า ว่าจะเกิดสุริยคราสแน่นอน นางก็มั่นใจว่าต้องเกิดแน่ ไม่งั้น ชื่อเสียงที่นางสั่งสมมาก็จะถูกทำลาย นางก็เป็น คนธรรมดาคนหนึ่ง จะไม่หวั่นไหวได้หรือ”

“องค์หญิง ถ้ามีซิลเดินตามแผนที่เรา วางไว้...”

“ใช่ ข้าก็แอบกลัวอยู่ลึก ๆ แม้เปลือก นอกจะทำเป็นเข้มแข็ง แต่ภายในใจ...กลับตื่นเต้น และเครียดจนนอนไม่หลับมาหลายคืน...แต่ว่าการจะสู้กับคนที่หลักแหลมอย่างมีซิล ถึงจะรู้สึกกลัวและเครียด ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา” ต๊อกมาน หวาดหวั่น

มีซิลสืบเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจาก พีดัม จนได้รู้ว่าไฟที่เกิดขึ้น เกิดจากการใช้แว่นขยาย

“ช่างเป็นคนลวงโลกที่ต่ำช้าและเจ้าเล่ห์จริง ๆ แล้วทำไงถึงให้ป้ายหินขึ้นจากดินได้”

“วิธีนั้น ท่านน่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือ....ถ้าจะคุยแบบไม่ให้ความลับรั่วไหล ทางที่ดีน่าจะให้คนนอกถอยออกไปซะก่อน”

“หึ ๆ”

“ก็ได้ เจ้าสองคนออกไปก่อน”

“ครับ” โพจองและซกพุงออกไป

“พูดมาเดี๋ยวนี้ ป้ายหินที่ขึ้นจากพื้นดินเป็นการตบตาใช่ไหม”

“ใช่ แน่นอน ตบตาอยู่แล้ว”

“เฮอะ...นึกแล้วไม่กล้าแถต่ออีก ทำไมไม่ยืนกรานเหมือนเมื่อเช้าว่าเป็นบัญชาจากสวรรค์ อีกล่ะ หึ ๆ.ๆ” มีเซ็ง กล่าว

“บัญชาจากสวรรค์หรือ มีเรื่องแบบนี้ที่ไหนกัน”

“เจ้านี่บังอาจนัก ในที่สุดก็ยอมรับแล้วว่า ใช้วิชามารหลอกลวงชาวบ้านให้หลงเชื่อแล้วสิ”

“เฮ่อ ๆ.ๆ ข้ายอมรับแล้วจะทำไม ท่านเซจูไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้อยู่แล้ว...แน่จริงก็ไปพูดซี่ ว่าป้ายหินที่ขึ้นจากพื้นดิน เกิดจากการพองตัวของ ถั่วที่อยู่ข้างล่าง...ถ้าขืนพูดออกไป ต่อให้ชาวบ้าน โง่แค่ไหน ก็จะเริ่มสงสัยว่าก่อนหน้านี้มีพุทธรูป ขึ้นจากพื้นดินได้ยังไง”

“เพราะฉะนั้น เจ้าก็จะแอบอ้างบัญชาสวรรค์ด้วยหรือไง” มีซิล กล่าว

“ข้าน้อย...ไม่เคยคิดแอบอ้างบัญชาสวรรค์ หากแต่...เป็นความเคารพต่อเบื้องบนต่างหาก”

“ข้ามีซิล...แม้จะแอบอ้างบัญชาสวรรค์ แต่ก็เคารพเบื้องบน”

“แต่ว่า ก็ต้องมีเรื่องของสวรรค์...มาช่วยเติมแต่งให้สมจริงหน่อย” มีซิล นึกเจ็บใจที่ถูกเลียนแบบ

“หึ ๆ เฮ่อ...รู้สึกไม่ยุติธรรมเลยขอเปิดหน้าดีกว่า”

“เจ้าคิดว่าไม่ยุติธรรมงั้นหรือ”

“การที่ข้าปิดบังโฉมหน้า มันจะง่ายต่อการซ่อนเร้นความในใจด้วย...ตอนนี้ ถึงเป็นการเริ่มต้นจริง ๆ” พีดัม เผยโฉมหน้าที่แท้จริงให้ทุกคนเห็น

ชาวบ้านหลายคนยังตกใจกับข้อความบนป้ายหินไม่หาย ต่างก็แปลความหมายของข้อความไปต่าง ๆ นานา ระหว่างนั้นจุปังและโกโต ผ่านมาพอดี

“ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าหมายความว่าไง จริงมั้ยพี่น้อง คราวก่อนมีประกาศติดอยู่ทั่วเมือง จำได้หรือเปล่า” โกโต กล่าว

“ประกาศหรือ”

“ที่บอกว่ามีองค์หญิงแฝดไง ยามใดมีแฝด กำเนิด ทายาทชายจะสิ้น นั่นก็แปลว่าจะมีองค์หญิง แฝดอีกองค์ กลับมาในไม่ช้านี้”

“ไม่จริงเลยพี่น้องทั้งหลาย...ขาก...ถุย... ใครที่บอกว่า ถ้ามีองค์หญิงแฝดกลับมาจริง บ้านเมืองที่เคยอึมครึมจะสว่างไสวอีกครั้ง กลายเป็นวันใหม่ฟ้าใหม่ที่สดใส คนที่ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดมากนัก กลับไปนอนหาเห็บสุนัขให้มันมือดีกว่า อย่ามา เพ้อเจ้อแถวนี้เข้าใจมั้ย” จุปัง กล่าว

“อะไรนะ ว่าข้าเพ้อเจ้อหรือ ก็ในป้ายหินมีจารึกไว้ชัด ๆ เป็นคำทำนายของอดีตพระราชาเชียวนะ”

“ยังจะเถียงอีก เดี๋ยวก่อน เดี๋ยว ๆ คำทำนายหรือ หา...เจ้าอย่ามาทำอวดรู้หน่อยเลย เจ้าหมูเน่านี่”

“อะไรนะ”

“รู้มั้ยว่า ข้าเป็นใคร” จุปัง กล่าว

“อะไรนะ ท่านเป็นใครหรือ ถ้าข้าเป็น หมู ท่านก็เป็นกระบือล่ะ”

“ว่าข้าหรือ เจ้านี่มันวอนซะแล้ว ปาก หรือนี่ เจ้าหมูเน่า อย่ามาปั่นหัวชาวบ้านให้ยาก เลย ขนาดท่านมีซิลซึ่งเป็นธิดาแห่งสวรรค์ จน วันนี้ยังไม่พูดอะไรซักคำ แล้วจะสรุปได้ไงว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เชื่อได้หรือไม่ได้น่ะ หา...เจ้าโง่”

“โธ่เอ๊ย...โง่แล้วยังอวดฉลาดอีก ไม่เห็นหรือว่าป้ายหินเขียนอย่างชัดเจนแทบจะทิ่ม ลูกตาอยู่แล้ว” โกโต กล่าว

“อย่าว่าแต่ป้ายหินเลย ให้เป็นป้ายหยก ก็เถอะ ต้องให้ท่านมีซิลของเรา พูดคำเดียวถึง จะเชื่อได้ คนอื่นพูดอะไรเชื่อไม่ได้หมด, เพราะ มีแต่หลอกลวงต้มตุ๋นทั้งนั้น”

“หน็อย...เจ้าแก่นี่ ถ้าอย่างงั้น ท่าน มีซิลก็ออกมาพูดสิ เก็บตัวเงียบทำไมล่ะ ป้ายหินก็โผล่มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นนางจะพูดอะไร เลย โธ่เอ๊ย...”

“นางต้องออกมาพูดแน่ ไม่ปล่อยให้เงียบหรอก ใคร ๆ ก็รู้ ท่านมีซิลของเราเป็นมนุษย์กึ่งเทพ เข้าใจมั้ย”

“อะไรนะ กึ่งเทพหรือ ไม่จริงมั้ง นาง ก็เหมือนพวกเรานี่แหละ”

“หุบปาก ข้าบอกแล้วว่านางเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างเรา ๆ เพราะฉะนั้น อย่าลบหลู่ เจ้าก็เหมือนกัน ถ้าไม่ อยากตาย ต้องพูดตามข้า เข้าใจมั้ย มา...ทุกคนพูดตามข้า ท่านมีซิลจงจงเจริญ...ๆ...ๆ.ๆ.ๆ พูดตามข้าเร็วซี่ ท่านมีซิลจงเจริญ ๆ.ๆ.ๆ จงเจริญ ๆ ท่านมีซิลจงเจริญ ๆ.ๆ พูดตามข้าเร็ว ๆ ท่านมีซิลจงเจริญ ๆ.ๆ” จุปัง กล่าว

ยองชุนเข้ามาทูลให้พระเจ้าจินพยองทราบว่า หลังจากมีป้ายหินปรากฏขึ้น ผู้คนก็พา กันวิจารณ์ไม่หยุด

“เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเสียขวัญ จึงใช้ผ้าคลุมป้ายหินไว้และให้ทหารคอยเฝ้าดู แต่ข้อความที่สลักไว้ก็เป็นที่รู้กันทั่วแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ถ้าอย่างงั้นท่านมีซิลในฐานะธิดาแห่ง สวรรค์...ก็ควรที่จะ...แสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง นี้บ้าง”

“หม่อมฉันก็คิดอย่างงั้น ท่านมีซิลจะไม่ออกมา...ชี้แจงเรื่องบัญชาสวรรค์ให้ทุกคนเข้าใจบ้างหรือ” ยองชุน กล่าว

“ปัญหาแบบนี้ ควรให้ท่านมีซิลออก หน้าด้วยตัวเอง ชาวบ้านถึงจะเกิดความเชื่อมั่น อีกครั้ง ท่านว่าจริงมั้ย”

“เอ่อ...คือ...จริงพ่ะย่ะค่ะ ถ้าไงหม่อมฉัน...จะไปบอกให้ท่านมีซิลรู้”

หลังจากที่เผยหน้าให้มีซิลเห็นแล้ว พีดัมก็สารภาพว่าเขาเป็นเพียงแค่คนเดินสาส์นให้ต๊อกมานและยูซินเท่านั้น จากนั้นก็เอาจดหมายที่เขียนบอกเรื่องสุริยคราสของไต้ซือวาซอนให้มีซิลดู

“เที่ยงตรงของวันที่ 15 เดือนนี้จะเกิด สุริยคราสหรือ”

“เหมือนจะเป็นอย่างงั้น”

“คิดว่าข้าจะเชื่อมั้ย”

“หึ ๆ ไม่ได้บอกให้เชื่อซักหน่อย แค่ ให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองดี ๆ ว่านี่คือข้อมูลที่ถูกต้อง หรือว่าข้อมูลที่หลอกลวง ท่านต้องคิดเอา เอง เพราะทุกคนกำลังรอคำตอบจากท่านอยู่” พีดัม กล่าว

มีซิลไม่ค่อยแน่ใจนักว่า วันที่ 15 เดือนนี้จะมีสุริยคราสเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้ชาวบ้านต้องการให้มีซิลออกไปแก้ปัญหา เรื่องป้ายหินที่ผุดขึ้นมาจากน้ำเสียก่อน

“ไพ่จริง...หรือไพ่ลวง นี่คือการเดิมพันชนิดหนึ่ง คนที่ไม่มีอะไรเลยแต่อยากได้เงิน ก็ต้องวางมาดให้ขึงขัง...ข่มอีกฝ่ายให้เกิดความกลัว”

“ท่านเซจู ตอนนี้ข้างนอกกำลังวุ่นอยู่”

“นั่นสิครับ เพราะเรื่องสุริยคราสอะไรนั่น ใคร ๆ ก็เรียกหาท่านแม่กันใหญ่ แม้แต่ ฝ่าบาทด้วยแน่ะครับ” ฮาจอง กล่าว

“ฝ่าบาทด้วยหรือ”

“ใช่ครับท่านเซจู ฝ่าบาททรงตรัสว่าในฐานะที่ท่านเป็นธิดาแห่งสวรรค์ ควรออกหน้าปลอบขวัญไม่ให้ผู้คนแตกตื่น หมอนั่นเป็น คนที่ต๊อกมานส่งมาแน่ ตอนอยู่เขต “ยีซอ” มีคนจะซื้อยาก็คือหมอนี่แหละ”

“ข้ากำลังคิดอยู่ว่า องค์หญิงชอนมยอง ได้ถ่ายทอดความคิดให้แก่ต๊อกมาน” มีซิล กล่าว

“หนุ่มคนนี้น่ากลัวมากหรือ”

“ข้ารู้สึกเดาใจเขาไม่ออก แม้จะรู้ว่าเขา จับจ้องข้าอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่อาจประสานสายตาและอ่านความคิดเขาได้”

“ท่านเซจู...ข้าไม่ได้สนใจเรื่องดอกเหมย แห่งซาตาฮัม เพียงแต่อยากช่วยท่านเท่านั้น ไม่ทราบมีอะไรพอจะทำได้หรือเปล่า”

“ศึกนี้เปรียบเหมือนการเล่นพนัน แยก แยะระหว่างไพ่จริงกับไพ่ลวง”

“ใช่ เชิญท่านสั่งมาได้” ซอวอน รอรับคำสั่ง

ยูซินเข้ามาทูลให้มเหสีมายาทราบว่า จะยังไม่เกิดสุริยคราสในช่วงนี้

“นางทำแบบนี้เพื่ออะไร ทำไมต้องใส่ คำว่า “อาทิตย์สิ้นแสง” ในป้ายหินด้วย”

“เพื่อให้มีซิลเชื่อว่าอีกไม่นานจะเกิดสุริยคราสพ่ะย่ะค่ะ ถ้านางมั่นใจว่าจะเกิด ถึงเวลาไม่เกิดจริง ชาวบ้านก็จะหมดศรัทธาทันที”

“แต่ว่า แล้วต๊อกมานล่ะ นางจะกลับมาเป็นองค์หญิงได้ยังไง”

“เรื่องนี้ จะเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราส และโยงถึงความหมายของประโยคต่อไป เมื่อชาวบ้านปักใจเชื่อแล้ว วันใดที่องค์หญิงกลับมา ถ้ามีซิลจะต่อต้าน เหตุผลก็จะฟังไม่ขึ้นเลย” ยูซิน อธิบาย

“เฮ่อ....มันก็จริงน่ะนะ แต่ว่าการจะ ให้นางเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่เรื่องง่าย”

“ตอนนี้สำคัญคือลดอำนาจของมีซิล ลงก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

“หึ....หึ....”

มีซิลยังสับสนกับไพ่ลวงของต๊อกมาน แต่นางก็ยังจะใช้สติที่มีคิดไตร่ตรอง ด้าน ต๊อกมานเมื่อรู้ว่ามีซิลสับสนจึงให้ยูซินเอาวิธีคำนวณวันที่แบบปฏิทินจองกวางไปให้มีซิล

“เพื่อเป็นการตอกย้ำ ให้นางมั่นใจว่ายังไงก็จะเกิดสุริยคราสแน่นอน เพราะทีแรก นางคิดว่าเราไม่มีปฏิทินจองกวางอยู่ในมือ แต่ตอนนี้รู้ว่าเรามีปฏิทินจองกวาง จะทำให้นางเปลี่ยนความคิดใหม่”

“แต่เราทำแบบนี้ เหมือนพยายามทุกวิถีทาง จะบีบให้นางเชื่อเรื่องนี้ให้ได้หรือเปล่า”

“ใช่ ทั่วไปอาจจะคิดแบบนี้ แต่สำหรับนักวางแผนที่ฉลาดล้ำเลิศอย่างมีซิล นางจะมองการณ์ไกลยิ่งกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงต้องให้นางดู” ต๊อกมาน คิดแผนอย่างแยบยล

ยูซินนำปฏิทินจองกวางไปให้มีซิลตามที่ต๊อกมานสั่ง แต่มีซิลอารมณ์ไม่ดี พร้อมกับสั่งให้คนนำไปเผาทิ้ง แต่มีเซ็งนำไปเก็บไว้ จากนั้นมีซิลก็เรียก “ซอเม” มาพบ เพื่อถามว่าปฏิทินดังกล่าวเป็นของจริงหรือเปล่า เมื่อรู้ว่าเป็นของจริง ก็ยิ่งหวั่นใจ ว่าทำไมไต้ซือวาชอนถึงได้ร่วมมือกับต๊อกมานได้

“ท่านเซจู ข้าว่าทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นแผนลวงมากกว่า เหมือนพยายามกดดันให้ท่านเชื่อว่าพวกเขาพูดความจริงนะคะ”

“อะไรกันนี่ ธิดาเทพ เมื่อกี้ก็บอกว่าใช่ปฏิทินจองกวางจริง ๆ”

“ถึงจะมีปฏิทินเล่มนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าไต้ซือวาชอนจะยอมเข้ากับพวกเขาซักหน่อย”

“พอที....ท่านซอวอน ทำไมไม่เห็นพูดซักคำล่ะ”

“หลายปีก่อน ตอนข้าไปรบที่เมือง “ซก ฮัม” จำได้ไหมว่าท่านเคยพูดอะไรกับข้าบ้าง ถ้าใจคนหวั่นไหว กองทัพก็จะง่อนแง่น และสุดท้ายก็คือทำให้บ้านเมืองสั่นคลอน ท่านเซจู คำตอบทุกอย่าง อยู่ในใจท่านเรียบร้อยแล้ว ที่แล้วมา ข้าเชื่อในการประเมินสถานการณ์ของท่านเสมอ อย่าคิดว่าเรารู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง แต่ว่าต้องดูจากพฤติกรรมมนุษย์ด้วย” ซอวอน กล่าว ทำให้มีซิลสั่งคนให้ไปตามยูซินมาพบ

โพจองมาตามคิมยูซินไปพบมีซิล ต๊อกมานรู้จึงสั่งให้เขาทำตัวตามปกติ ไม่ต้องกลัว และสั่งให้พูดคุยตอบโต้ด้วยความมั่นใจ เมื่อมาพบมีซิลแล้ว นางจึงถามถึงวันที่เกิดสุริยคราส

“ไต้ซือวาชอนเป็นคนพูดด้วยตัวเองหรือเปล่า ท่านได้ยินกับหูใช่ไหม”

“องค์หญิงต๊อกมานได้ยินก่อน แล้วค่อยมาบอกเราอีกที” ยูซิน กล่าว

“ถ้าอย่างงั้นท่านเคยตามไต้ซือวาชอน ไปวัด “ทันชอง” ซักครั้งหรือเปล่า”

“ในระหว่างคำนวณวันที่ ไต้ซือวาชอนไม่จำเป็นต้องกลับไปประจำที่วัดทันชองของเขาเหมือนเดิม เพราะเขารู้เรื่องวันเวลาเป็นอย่างดี เลยไม่จำเป็นต้องไปน่ะค่ะ”

“ข้า....ข้าไม่ได้ไปด้วย แต่อาจมีคนอื่นไปกับเขาแทน”

“หา....ท่านนึกว่านั่นเป็นที่ไหน ให้ใครก็ได้ตามไปส่งเดชได้หรือ” มีซิล กล่าว

“เป็นที่สำหรับทำนายอนาคตไม่ใช่หรือ”

“งั้นหรือ เท่าที่ข้ารู้ เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวธรรมดา”

“รายละเอียดข้าก็ไม่รู้มากนัก”

“ท่านยูซิน ความจริงคือไม่เกิดสุริยคราส แต่ต๊อกมานยืนยันว่าเกิดแน่ จะเป็นไปได้ไหมว่านางหลอกแม้แต่ท่านน่ะ”

“ข้าไม่รู้ว่าสิ่งที่ท่านพูด หมายถึงอะไร”

“เอาเถอะ เราคุยแค่นี้พอแล้ว เชิญท่านกลับไปได้ เดี๋ยวก่อน ไปบอกองค์หญิงต๊อกมานของท่านด้วยว่า ข้าไม่เชื่อว่าจะเกิดสุริยคราส ฉะนั้นแผนของนางถือว่าล้มเหลว เข้าใจหรือเปล่า” มีซิลกล่าว ทำให้ยูซินคิดไปว่า เขาเป็นคนทำให้เสียงานหรือ

มีซิลจับพิรุธของยูซินได้จากสายตา และว่าต๊อกมานยังอ่อนหัดนัก และไม่รู้จักที่ จะเลือกใช้คน

“แปลว่าคิมยูซินมาพูดเท็จกับท่านหรือคะ”

“เขาแสดงออกว่าไม่กลัวข้า จ้องตาเขม็งยืนยันว่าจะเกิดสุริยคราสแน่นอน แสดงให้เห็นว่า น่าจะได้รับคำสั่งไม่ให้หลบตาอันเป็นการเผยพิรุธ แต่ว่าคำพูดเขาคือโกหกชัด ๆ....ถ้านาง จะหลอกข้า ก็ต้องหลอกแม้แต่คิมยูซินด้วย แต่ว่าต๊อกมานเป็นคนอ่อนต่อโลกเกินไป จึงไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้”

“เอ่อ....พี่ใหญ่ คือ....แม้ข้าจะเชื่อว่าท่านมองคนไม่ผิด แต่นี่เป็นเรื่องสำคัญ เราไม่ควรตัดสินจากแววตาหรือท่าทีของคน ๆ เดียวแล้วจะบอกว่าเกิดหรือไม่เกิดน่ะครับ” มีเซ็ง กล่าว

“เจ้าพูดมาก็ถูกเหมือนกัน”

“แต่ว่า ถ้าเกิดสุริยคราสจริงก็แปลว่าไต้ซือวาชอนแปรพักตร์ และถ้าเขาแปรพักตร์จริง แต่ทำไมใช้เวลาไม่นานก็คำนวณวันที่ที่จะเกิดสุริยคราสได้ล่ะคะ....ทั้งสองอย่างนี้ ล้วนแต่ไม่น่าจะเป็นไปได้”

“แต่ว่า เรายังต้องพิสูจน์ลายมือของไต้ซือวาชอนว่าเขียนจดหมายจริงหรือเปล่า ปกติเขาจะไม่ให้คำตอบง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไม่ใช่หรือ....แต่นี่พูดเหมือนสรุปแน่ชัดว่าจะเกิดในตอนเที่ยงของวันที่ 15 นี้”

“ปกติการคำนวณของเขามักจะเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้บางส่วน” มีซิล นึกถึงไต้ซือวาชอน

“นั่นสิคะท่าน เขาจะตัดส่วนที่อาจจะคลาดเคลื่อน เพื่อคำนวณให้ถึงเป้าหมายที่แม่นยำที่สุด”

“ใช่ ถ้าข้าไม่พอใจ ถามว่าทำไมช้านัก เขาก็จะตอบว่าเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ มันเป็นแค่สถิติ ถึงเวลาอะไรก็เกิดได้หมด จึงให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้”

“หมายความว่า....”

“จดหมายฉบับนั้น เป็นของปลอม ที่สำคัญ...”

“นั่นสิครับ เพราะเรื่องสุริยคราสอะไรนั่น ใคร ๆ ก็เรียกหาท่านแม่กันใหญ่ แม้แต่ฝ่าบาทด้วยแน่ะครับ” ฮาจอง กล่าว

“ฝ่าบาทด้วยหรือ....อีกอย่างก็คือ ทุกครั้งที่ข้าบอกว่าจะทำพิธีบวงสรวง ราชสำนักก็จะแตกตื่นไปหมด แต่คราวนี้กลับเป็นฝ่าบาท มาเร่งให้ข้าออกหน้าเร็ว ๆ เพื่อเป็นการปลอบขวัญชาวบ้าน”

“งั้นก็แปลว่า ไพ่ที่อยู่ในมือต๊อกมานเป็นไพ่ลวงงั้นหรือ” มีเซ็ง สรุป

พวกองครักษ์พูดกันให้ทั่วว่าจะไม่มีการเกิดสุริยคราสขึ้น ทำให้พีดัมที่ถูกจับขังไว้ได้ยิน และเกิดความหวาดกลัว จึงคิดที่จะหนี ยิ่งทำให้มีซิลเชื่อเข้าไปอีกว่าสุริยคราสจะไม่เกิดขึ้นแน่ ๆ นางจึงให้จับพีดัมขังไว้ เพื่อรอการเผาทั้งเป็นในวันรุ่งขึ้น

มีซิลไปยืนยันกับพระเจ้าจินพยองว่าสุริยคราสจะไม่เกิดขึ้นแน่ ทั้งยังออกไปประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้

“เดี๋ยว ๆๆ ทุกคนเงียบก่อน เป็นความจริงหรือเปล่า”

“ถามโง่ ๆ ขนาดท่านมีซิลยืนยันด้วยตัวเองเชียวนะ”

“ถ้าเป็นอย่างที่บอกแต่แรกก็คือจะเกิดวันนี้”

“โธ่เอ๊ย....แดดออกเปรี้ยงขนาดนี้ ถ้าวันนี้ไม่เกิดสุริยคราสก็เท่ากับโกหกล่ะ”

“ใช่ ๆ”

“ไม่เกิดก็ดีแล้ว เท่ากับท่านมีซิลลบ คำทำนายได้ จริงมั้ย”

“ท่านมีซิลจงเจริญ เย้....” ชาวบ้านต่างพากันสรรเสริญมีซิล

เวลาผ่านไปจนบ่ายคล้อย มีซิลยิ่งมั่นใจว่า จะไม่มีการเกิดสุริยคราสขึ้นจริง ๆ แล้ว พีดัม ก็ถูกนำตัวขึ้นหลักประหาร โดยมีชาวบ้านที่มามุงดู เปล่งเสียงสาปแช่ง ส่วนต๊อกมานก็รู้สึกผิดต่อพีดัมไม่น้อย

“หึ....องค์หญิงไม่ต้องรับผิดชอบแทน เป็นความผิดของข้ามากกว่า”

“เปล่าเลย ท่านทำดีแล้ว ที่ข้ารู้สึกเสียใจ นั่นเพราะว่า....สุริยคราสจะเกิดในวันนี้”

แล้วต๊อกมานก็นึกถึงคำของไต้ซือวาชอน ที่บอกว่าการคำนวณการเกิดสุริยคราสอาจคลาดเคลื่อนไม่เกินหนึ่งวัน เพราะการคำนวณเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์ ส่วนใหญ่มักอิงกับสถิติ จึงมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ง่าย ซึ่งต๊อกมานเชื่อว่าวันนี้ยังไงก็ต้องเกิดสุริยคราสขึ้นแน่ และเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อพระอาทิตย์ค่อย ๆ มืดลงทีละนิด ทำให้พีดัมเอาคำพูดของต๊อกมาน มาประกาศให้ทุกคนรู้

“ยามใดมีแฝดกำเนิด ทายาทชายจะสูญสิ้น....แคยางสู่สรวงสวรรค์ อาทิตย์จะสิ้นแสง แคยางกำเนิดใหม่ ชิลลารุ่งเรือง”




..............จบตอนที่ 28.........



วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 27



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 27
Cr. : Dailynews Online


คิมยูซินยอมถวายตัวเป็นแขนขาให้ต๊อกมาน เพราะนางตัดสินใจเลือกบ้านเมืองแล้ว

“ถ้าข้าทำอะไรผิด ก็ต้องขออภัยก่อน.... สำหรับข้าแล้ว การจะเทิดทูนใครซักคน ต้องทุ่มเททุกสิ่งให้แก่คนนั้น และถ้ารักใครแล้ว ก็จะมอบจิตใจให้เขาทั้งหมด....แต่จริง ๆ แล้ว ข้าไม่อาจแบ่ง ความรู้สึกเป็นสองส่วนได้ ฉะนั้นนับแต่นี้ไป ข้าจะตัดความรู้สึกส่วนตัว....ที่มีต่อเจ้าทั้งหมด....ข้ายินดีจะทำงานให้เจ้า คอยเป็นแขนและขา เป็นคนชี้แนะแนวทาง แต่จะไม่มีความรักให้อีก แม้ข้าจะเลือกเจ้าก็จริง แต่เจ้ากลับเลือกอำนาจแทน จึงทำให้ข้าต้องตัดใจ ยอมรับเจ้าเป็นนายของข้า” ยูซินกล่าว

“ท่านยูซิน....”

“นอกจากทางนี้แล้ว คงไม่มีวิธีอื่นที่จะทำ เพื่อเจ้าได้อีก นอกเหนือจากนี้ คงไม่มีทางไหนที่จะให้เจ้าเห็นใจข้าด้วย แต่อย่าเข้าใจผิด ถึงเราจะทำงานด้วยกันก็จริง แต่จะไม่มีเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง ไม่มีโดยสิ้นเชิง....แม้ว่าเจ้า....อาจเป็นห่วงว่าซักวันข้าจะกลายเป็นหมากให้หลอกใช้ แต่เชื่อว่าถึงตอนนั้น เจ้าจะยิ่งเป็นทุกข์กว่าข้าหลายเท่า เพราะเมื่อข้าอยู่ใต้อาณัติของเจ้า ก็จะหวังพึ่งในการมุ่งสู่อนาคต....นี่คือสิ่งที่เรียนรู้จากเจ้า เมื่อเราเป็นผู้นำคนอื่นก็ต้องสร้างความหวังและกำลังใจแก่ลูกน้อง เพราะฉะนั้นข้าจะทำอย่างงั้นด้วย ข้าอาจจะบังคับให้เจ้ายืดหยัดสู้ต่อไป ข้าจะไม่ให้เจ้าล้มลงง่าย ๆ แม้ว่าอีกหน่อยเจ้าจะอ้างว้าง เดินบนเส้นทางที่มืดมิดคนเดียว ข้าก็จะเดินตาม เงียบ ๆ คอยดูให้เจ้าไปถึงเป้าหมาย....ต่อไปข้าจะไม่ลงโทษเจ้าอีก ไม่ให้เจ้าผูกถุงทรายเหมือนแต่ก่อน และยิ่งไม่จับมือเจ้าด้วย นี่คือสิ่งที่ข้าเลือกแล้ว”

“นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปจะเหลือเพียงข้าคนเดียว” ต๊อกมาน คิด

ไอชองไม่เข้าใจการกระทำของยูซิน จึงถามด้วยความสงสัย ยูซินจึงเล่าให้ฟังว่า เขาได้ยกดินแดนเมืองอัมยางจูให้พวกโพยาไปแล้ว

“แล้วใต้ซือวาซอนล่ะ” ต๊อกมาน ถาม

“อีกไม่นานจะส่งตัวให้เราแทน”

“ถ้าอย่างงั้น รบกวนท่านยูซินช่วยอพยพ ชาวหมู่บ้าน “ทากิด” ไปจากที่นั่นโดยเร็ว และหาทางส่งข่าวให้คนของมีซิลรู้ว่าใต้ซือวาซอนอยู่ในมือพวกเรา เพราะไม่นาน ต้องมีทหารไปตีเมือง ซังยางจู แน่”

“น้อมรับคำสั่ง”

“ส่วนข้า จะไปพบใต้ซือวาซอนเดี๋ยวนี้” ต๊อกมาน กล่าวพร้อมรีบไปทันที

ซอแจเข้ามารายงานให้แวยาทราบว่า ข้างนอกมีข่าวลือเกี่ยวกับองค์หญิงแฝดแห่งแคว้นชิลลา

“แล้วคนที่คิมยูซินทำงานให้ จะเป็นหนึ่งในองค์หญิงแฝดหรือเปล่า”

“ข้าก็คิดอย่างงั้น” แวยา กล่าว

“เอ่อ....เดี๋ยว....ถ้างั้น ลำพังแค่นางคิดจะคืนฐานะเดิมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว เราจะไว้ใจการทำงานของคิมยูซินได้หรือ”

“แต่อย่างน้อยสำหรับพวกเรา ก็ขอมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งไว้ก่อน”

“ใช่ แล้วพวกเรา..ก็จะได้สร้างหลักปักฐานอีกครั้ง” ซอแจ กล่าว

“แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็เชื่อฟังยูซินไปก่อน แล้วค่อยดูสถานการณ์อีก”

“ตกลงตามนี้”

ยูซินสั่งให้ทุกคนไปช่วยอพยพชาวบ้าน ออกจากเมือง “ซังยางจู” ไป “อัมยางจู” แทน ถ้าเป็นไปได้อยากให้เสร็จภายในคืนนี้

“ถึงที่นั่นจะมีคนชื่อ “ชอนกวาง” คอยต้อนรับ แล้วทุกคนก็ฟังเขา จัดสรรที่ดินแบ่งแยกกันไป”

“ครับ”

“อย่าเพิ่งหลงดีใจ....นึกว่ายกดินแดนให้เราแล้ว เราจะภักดีต่อเจ้า” แวยา กล่าว

“ข้ารู้ แต่นี่คือ....ข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนไม่ใช่หรือ....ตราบใดที่ข้าไม่ผิดสัญญา พวกเจ้าก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งข้า”

“แล้วจะให้ข้าทำอะไรบ้าง”

“ช่วยฝึกการยิงธนู ตามแบบของชนเผ่าคาย่า” ยูซิน กล่าว

“ฝึกยิงธนูหรือ”

“นอกจากนี้ยังต้องหัดเพาะปลูกและจัดเป็นกองทัพขึ้นมา”

“เรื่องการเพาะปลูก หรือแม้แต่จัดตั้งเป็นกองทัพก็ยิ่งดี ไม่เป็นผลเสียต่อเราซักนิด” แวยา กล่าว

ซอแจพาต๊อกมานไปพบใต้ซือวาซอน พอต๊อกมานพูดถึงเมืองมานโน ซอแจก็จำได้ว่านางคือเด็กที่ทำให้เกิดฝนตกในหมู่บ้านคนนั้น

“ใช่ ท่านจำได้แล้วหรือ ข้าก็คือต๊อกมาน”

“นี่แปลว่า เจ้าก็คือ....องค์หญิงแฝดแห่งแคว้นชิลลาที่ชาวบ้านลือกันหรอกหรือ ใช่ไหม” ซอแจกล่าว

“หึ ๆ คงจะใช่นะ”

“ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ หึ ๆ”

“แล้วท่านล่ะ มาอยู่นี่ได้ไง”

“ตอนนั้น หลังจากที่หมู่บ้านถูกกวาดล้าง ระหว่างหลบหนี พอดีเจอคนของกลุ่มโพยามาช่วยข้าไว้”

“หึ....แสดงว่า คนในหมู่บ้านนั้น ก็รวม กับผู้อพยพด้วยหรือ”

“ใช่ ส่วนใหญ่มารวมกันหมด แต่ยังไงก็ตาม วันนี้ได้มาพบเจ้าอีกครั้ง ข้ารู้สึกดีใจอย่าง บอกไม่ถูก แหะ....”

“ใช่”

“งั้นขอตัวก่อน....เอ่อ....เดิมทีเราจะฆ่าท่านด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาขอไว้เลยไม่ได้ลงมือ จงอย่าลืมซะล่ะ เฮอะ....อะไรจะบังเอิญขนาดนี้ เฮอะ....เหลือเชื่อจริง ๆ” ซอแจ กล่าว

มีซิลโกรธมากเมื่อรู้ว่าพวกต๊อกมานไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านทากิด พร้อมสั่งให้ซอวอนไปพาตัวใต้ซือวาซอนกลับมาให้ได้ ส่วนต๊อกมานเมื่อได้เจอกับใต้ซือวาซอนจึงถามเกี่ยวกับเรื่องการเกิดสุริยคราส

“จากข้อมูลที่ได้ เป็นการยากที่จะคำนวณ” ใต้ซือวาซอน กล่าว

“ข้ามีปฏิทิน “จองกวาง” อีกเล่ม.... เคยมีคน ๆ หนึ่งบอกข้าว่า จริง ๆ ปฏิทินเล่มนี้ก็ไม่ได้สมบูรณ์นัก แต่ถ้าเป็นเรื่องวันเวลา มันจะคำนวณได้แม่นยำ ยิ่งกว่าปฏิทินเล่มอื่น”

“แล้วทำไม....ข้าต้องทำงานให้เจ้า” ใต้ซือวาซอน ทำเป็นไม่สนใจ

“คราวก่อนท่านบอกว่าจะเกิดราหูอมจันทร์ ทำให้ชาวคาย่าถูกขับไล่และล้มตายเป็นจำนวนมาก..ท่านก็เป็นชาวคาย่า และเป็นนักดาราศาสตร์ ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ”

“หึ....หน้าที่ของช่างเหล็ก คือผลิตเครื่องมือต่าง ๆ บางคนอาจใช้ดาบไปฆ่าคน บางคนก็ใช้มีดทำอาหาร บางคนใช้มีดในการผ่าตัด แล้วทั้งหมดนี้ ต้องให้ช่างเหล็กรับผิดชอบด้วยหรือไง”

“แต่ว่า ช่างเหล็กมีสิทธิเลือกว่าจะขายเครื่องมือให้ใครหรือไม่ขายก็ได้ ทำไมต้องใช้ความรู้ที่ท่านมี ไปเข่นฆ่าพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ถึงพอใจหรือไง” ต๊อกมาน กล่าว

“แล้วเจ้าล่ะ ไม่เหมือนข้าหรือ”

“ใช่”

“เจ้าก็เหมือนกัน ต้องการจะโค่นล้มท่านมีซิล เลยอยากรู้วันที่จะเกิดสุริยคราส ที่จริงนักปกครองคนไหน ๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้น ส่วนนักวิชาการก็ไม่ต่าง ก็คือ...เป็นเครื่องมือให้พวกเขาอีกที เพราะฉะนั้น มีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องช่วยเจ้าทำงาน” ใต้ซือวาซอน กล่าว

โพจองและซกพุงตามหากลุ่มโพยา แต่ไม่พบใครนอกจากข้อความที่เขียนไว้ว่า “ไต้ซือวาชอนอยู่กับพวกเรา จากต๊อกมาน” ซอวอนจึงรีบไปรายงานให้มีซิลทราบ

ต๊อกมานทิ้งหนังสือจองกวางไว้ให้ไต้ซือวาชอน เพราะนางมั่นใจว่าเขาต้องอ่าน และเริ่มคำนวณการเกิดสุริยคราสอย่างแน่นอน เมื่อได้วันที่แน่ชัด ต๊อกมานก็จะใช้กลวิธีแบบเดียวกับที่มีซิลใช้หลอกชาวบ้าน

มีซิลเริ่มร้อนใจเมื่อรู้ว่าต๊อกมานได้ตัวไต้ซือวาชอนไป และยังไปเข้ากลุ่มโพยาอีกด้วย

“ท่านเซจู ข้าอยากรู้ว่านักบวชรูปนี้ มีความสำคัญแค่ไหน ไต้ซือวาชอนคนนี้ คือผู้ดูแลดอกเหมยแห่งซาตาฮัมใช่ไหม” ซอวอนกล่าว

“ใช่”

“ถ้างั้นตอนนี้ธิดาเทพก็เสียชีวิตไปแล้ว เรายิ่งต้องพึ่งไต้ซือวาชอนมากขึ้นน่ะสิ”

“ใช่ ต้องพึ่งเขา พูดถูกเลย แหะ ๆ ๆ”

พีดัม ต๊อกมาน และไอชอง นั่งคุยกันถึงที่มาของคำทำนายที่ว่าแฝดกำเนิด ทายาทชายจะสูญสิ้น ซึ่งพีดัมอยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นของคำทำนายมาจากไหน

“ข้าเคยได้ยินพ่อบอกว่าสมัยพระราชาองค์แรกแห่งราชวงศ์ชิลลาได้ทรงตรัสไว้ และสลักบนป้ายหินด้วย....กล่าวกันว่าเป็นความลับของราชวงศ์ มีจดบันทึกไว้ในห้องตำราหลวงเท่านั้น” ไอชองกล่าว

“หึ....ถ้างั้นความลับนี้ถูกเปิดเผยเมื่อไหร่”

“สมัยพระราชาองค์ที่ 18 องค์ชาย “ยูจี” คิดการใหญ่ ก่อให้เกิดกบฏ” ยูซินกล่าว

“หลังจากนั้นพระเจ้า “ซิลซอง”.... ถูกทหารกบฏไล่ล่า จึงเอาป้ายหินที่สลักข้อความไปด้วย แต่ระหว่างทางก็สิ้นพระชนม์”

“ก็เลยเป็นเหตุให้ข้อความบนป้ายหิน ถูกเปิดเผย”

“แต่ปัญหาอยู่ที่....ป้ายหินได้หักเป็นสองท่อนขณะตกหน้าผา สิ่งที่อยู่ข้างกาย พระเจ้าซิลซอง คือคำว่ายามใดมีแฝดถือกำเนิด ทายาทชายจะสูญสิ้นเท่านั้น”

“หมายความว่า ข้างหลังยังจะมีข้อความอื่นอีกหรือ”

“ใช่ แต่ว่าป้ายหินอีกครึ่งหนึ่งสลักคำอะไรไว้บ้าง และไปตกหล่นอยู่แถวไหน จนป่านนี้ยังไม่มีใครรู้เลย” ไอชองกล่าว

“งั้นก็แปลว่าถ้าเจอป้ายหินอีกครึ่ง ไม่แน่ชะตาอาจจะเปลี่ยนก็ได้”

“ใช่”

“ถ้าอย่างงั้น เราน่าจะลองไปหาดู”

“จะมีทางหาได้ยังไง เรื่องผ่านไปตั้ง 200 ปีแล้ว” ต๊อกมานกล่าวอย่างไม่มั่นใจ

“องค์หญิง ตอนนี้ในตัวเมือง ชาวบ้านต่างก็วิจารณ์เรื่องประกาศเกี่ยวกับองค์หญิงแฝด”

“ต้องเป็นแผนของมีซิลแน่ ที่คิดเอาเรื่องนี้กดดันฝ่าบาท เราคงต้องรีบไปหาป้ายหิน....”

“สรุปก็คือ ต้องเปิดเผยเรื่องฝาแฝด ข้าถึงจะได้รับการยอมรับ เห็นทีข้าคงต้องติดประกาศเหมือนกัน ท่านไปพาลูกน้องมานี่ ถึงเวลาที่เราจะลงมือบ้าง” ต๊อกมานกล่าว

ต๊อกมานย้อนกลับมาหาไต้ซือวาชอนอีกครั้ง เพื่อถามเรื่องการคำนวณตัวเลข แต่ไต้ซือไม่ร่วมมือด้วย เพราะรู้ว่าต๊อกมานคงจะใช้วิธีเดียวกับมีซิล ไต้ซือจึงเล่าเรื่องของเขาให้ต๊อกมานฟัง

“ครอบครัวข้าที่อยู่เผ่าคาย่า เป็นตระกูลนักวิชาการ ที่ศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย แต่แล้ว หลังจากเผ่าคาย่าล่มสลาย ราชสำนักก็สังหารพวกเราเป็นกลุ่มแรก ตอนนั้นข้าเห็นพ่อเสียชีวิตกับตา รู้มั้ยเพราะอะไร”

“เพราะพวกเขาไม่อยากให้....ความรู้ของเผ่าคาย่าตกไปอยู่กับแคว้นชิลลา”

“ถูกต้อง ตอนนั้นแม่ทัพ “ซาตาฮัม” เป็นคนช่วยให้ข้าพ้นจากความตาย เปลือกนอกเหมือนมีซิลหลอกใช้ข้า แต่ข้าก็ไม่ได้ทำเพื่อนางจริง ๆ หากแต่เพื่อตอบแทนบุญคุณของซาตาฮัมต่างหาก” ไต้ซือวาชอนกล่าว

“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ มีซิลใช้เรื่องเหล่านี้ทำลายคนอื่นอีกมากมาย”

“นั่นเป็นเรื่องการเมืองไม่เกี่ยวกับข้า.... เจ้าก็เหมือนกัน จะใช้ความรู้ของข้าเพื่อประโยชน์ บางอย่าง...ที่จริงข้าก็ไม่ได้ต่อต้าน เพียงแต่ว่า ข้าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำงานให้เจ้า....ไหน ๆ ข้าก็แก่เต็มทีแล้ว ไม่อยากให้คนที่ไม่รู้จักมาหลอกใช้ข้าอีก เพราะฉะนั้นจะฆ่าก็ลงมือเถอะ ....หึ....”

“เฮ่ย....”

ต๊อกมานเดินกลับออกมาอย่างผิดหวัง แต่นางก็ดีใจที่ได้เจอกับจุปังและโกโต ที่ยูซินไปพบเข้าโดยบังเอิญ ทั้งสองเพิ่งรู้ว่าต๊อกมานเป็นองค์หญิง จึงทำตัวไม่ถูกนัก แต่ไอชองก็ไม่ยอมให้พวกเขาทำตัวตีสนิทกับต๊อกมานเหมือนเมื่อก่อน

“คำนับเร็วเข้า นางคือองค์หญิงต๊อกมาน”

“ตาเถร โอ๊ย....อยากจะเป็นลม องค์หญิง ๆ” จุปังกล่าว

“องค์หญิง ๆ”

“ไม่เป็นไร อย่ามากพิธีนักเลย....”

“องค์หญิง....เราต้องรักษากฎเกณฑ์ไว้” ไอชองกล่าว

“ได้ยินว่า องค์หญิงมีเรื่องสำคัญจะให้ข้ารับใช้ เชิญสั่งมาได้”

“หึ....ใช่ สิ่งที่ข้าต้องการ คือกระดูกคนและปัสสาวะของแมว”

“อะไรนะ กระดูกคนและปัสสาวะแมวหรือ” ยูซินย้ำเพราะไม่แน่ใจ

“ใช่ รีบไปหาเร็วเข้า หามาให้เยอะที่สุด”

“ปัสสาวะเหมียวเนี่ยนะ” จุปังทำหน้าขยะแขยง

จุปังกับโกโตเล่าเรื่องของโซวาให้ยูซินฟัง และบอกว่าตอนนี้นางถูกยิงได้รับบาดเจ็บเป็นตายอย่างไรก็ไม่รู้ ซึ่งพวกเขาคิดที่จะบอกต๊อกมาน แต่ถูกยูซินห้ามไว้ เพราะเกรงว่าจะทำให้ต๊อกมานว้าวุ่นใจ

ที่หน้าวังมีนกตกลงมาตายมากมาย โดยไม่ทราบสาเหตุ พระเจ้าจินพยองไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ด้านเซจองเดาว่าน่าจะเป็นลางร้าย มีแต่ยองชุนที่ไม่อยากให้พระเจ้าจินพยองคิดมาก จึงทูลว่าอาจเป็นเพราะเจอภัยธรรมชาติก็พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ แต่เซจองไม่คิดเช่นนั้น อีกทั้งยังทูลว่าที่หน้าสุสานอดีตพระราชา ก็ปรากฏซาก นกตายเป็นฝูงอยู่ที่พื้นเช่นกัน

ด้านต๊อกมานก็เริ่มแผนการของ นางเช่นเดียวกับที่มีซิลสร้างปรากฏการณ์ให้เกิดอาเพศขึ้น ต๊อกมานทำงานเกือบสำเร็จทุกอย่าง เหลืออย่างเดียวคือการกล่อมให้ ไต้ซือวาชอนร่วมมือด้วยไม่ได้ ส่วนยูซินก็ขอช่วยต๊อกมาน แต่นางว่าเขามีงานอย่างอื่นที่จะต้องทำ และขอให้เขากลับไปที่บ้านสักครั้ง พร้อมกับให้ยูซินนำจดหมายไปมอบให้พระมเหสีมายาด้วย เพราะอาจต้องขอความช่วยเหลือบางอย่างจากนาง ซึ่งเมื่อพระมเหสีมายาทราบเรื่องก็ยินดีที่จะช่วยต๊อกมานทุกอย่าง ขอเพียงให้บอกมา

ยูซินกลับมาบอกให้ต๊อกมานรู้ว่า พระมเหสีมายายินดีที่จะช่วยนางทุกอย่าง

“หึ....ใช่ จนวันนี้ข้ายังไม่เคย....เรียกนางว่าเสด็จแม่ซักคำ”

“ถึงเรียกหรือไม่เรียก นางก็คือแม่อยู่ดี”

“ใช่ รวมถึงแม่ที่เลี้ยงดูข้าจนเติบใหญ่ นั่นก็เหมือนกัน ใครก็ตามที่เป็นแม่ ล้วนเป็นผู้ให้ที่ไม่หวังอะไร หึ....การเจรจากับไต้ซือวาชอน ดูเหมือนไม่ง่ายอย่างที่คิด”

“เขายังไม่ยอมช่วยเราอีกหรือ”

“ใช่ หึ....ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับเขา ข้ามักรู้สึกกลัว ไม่ว่าจะพูดดีพูดร้ายยังไง เขาก็ไม่สะดุ้งสะเทือน แถมเหตุผลที่เขาตอบโต้ ก็ฟังขึ้นซะด้วย บอกว่าข้า....ก็เห็นแก่ผลประโยชน์ หวังจะหลอกใช้เขาเหมือนกัน คนที่มีความคิดแบบนี้ ใครก็โน้มน้าวลำบาก” ต๊อกมานกล่าว

“งั้นเราก็เปลี่ยนวิธีใหม่ ลองฟังว่าจริง ๆ แล้วเขาต้องการอะไร ถึงจะไม่พูดจากปาก ไม่เรียกร้องเงื่อนไขตรง ๆ เราก็ต้องเดาให้รู้ว่าเขาต้องการอะไร เพราะอีกหน่อยองค์หญิงก็ไม่สามารถไปถามชาวบ้านทีละคน ว่าขาดเหลือ อะไรบ้าง และยิ่งไม่อาจไปข่มขู่เพื่อจะขอ ความร่วมมือ....เหมือนเด็กแบเบาะที่บอกไม่ได้ว่าต้องการอะไร แต่แม่ก็สามารถอ่านออกได้....องค์หญิงต้องใช้ความรู้สึกของแม่ไปเรียนรู้ความคิดคนอื่น และนี่คือหน้าที่สำคัญที่องค์หญิงต้องทำในอนาคต” ยูซินกล่าว

ที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของวังหลวงมีเลือดซึมออกมา ทำให้นางกำนัลที่มาพบเห็นต่างพากันตกใจ และต้องการให้มีซิลที่ทุกคนคิดว่าเป็นธิดาสวรรค์มาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเซ่นไหว้ มีเซ็งมาดูเหตุการณ์แล้วแกล้งทำเป็นโวยวาย แล้วก็แสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าสามารถห้ามเลือดของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้ง่าย ๆ แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ชาวบ้านยังคงให้ความนับถือมีซิล

มีซิลรีบไปเป่าหูพระเจ้าจินพยองเกี่ยวกับอาเพศที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนแตกตื่นไปทั่ว แล้วแนะว่าให้รีบหาทางแก้ไข พระเจ้า จินพยองจึงตัดปัญหาด้วยการให้มีซิลมาทำพิธี 7 วัน 7 คืน ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายของ มีซิล เพราะสิ่งที่นางต้องการในคราวนี้ก็คือการกำหนดรัชทายาท

ในที่สุดไต้ซือวาชอนก็ทนลูกตื๊อของต๊อกมานไม่ไหว จนยอมที่จะทำนายวันเกิดสุริยคราสให้ ซึ่งเรื่องนี้ต๊อกมานบอกให้พีดัมรู้คนเดียวเท่านั้น เนื่องจากพีดัมบอกว่าเขาเป็นคนไม่กลัวใคร ซึ่งต๊อกมานเกิดความกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมีซิล จึงให้พีดัมไปทำแทน

แล้วคืนนั้นก็เกิดปรากฏการณ์นกเรืองแสงบินอยู่เหนือตำหนักของชอนมยอง ทำให้นางในต่างพากันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น

“นี่ ๆ ๆ ดูนั่นสิ เห็นมั้ย โอ้โห.... แหม....ถึงเราจะทำเอง แต่เห็นแล้วก็อดทึ่งไม่ได้”

“นั่นสิ เพิ่งรู้ว่ากระดูกมนุษย์สะท้อนแสงได้ด้วยหรือนี่”

“นั่นสิ”

“ทำไมต๊อกมานรู้วิธีนี้ได้ล่ะ”

“จะบ้าหรือ เรียกชื่อตรง ๆ ได้ไง แหม ....แต่พูดก็พูด ทำไมองค์หญิงถึงได้ฉลาดนักนะ”

“นี่....นางเคยบอกว่า ตอนอยู่ทะเลทรายเคยเห็นกระดูกคนอยู่ตามพื้นทราย เลยมาผูกกับตัวนกไง”

“ลูกพี่ ว่าแต่....นางให้นกบินไปบินมา เพื่อจะทำอะไรน่ะ” โกโตถามด้วยความสงสัย

มีเซ็งได้ข่าวว่ามีนกประหลาดมาบินอยู่เหนือตำหนักขององค์หญิงชอนมยอง ทำให้นางรู้สึกแปลกใจ เพราะไม่ใช่ผลงานของตน อีกทั้ง ซอวอนยังมาบอกให้รู้ว่า ที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีชาว บ้านแห่มากราบไหว้ เนื่องจากมีคนมาจุดธูปโดยไม่ใช้ไฟได้ แต่นั่นก็เป็นเพราะพีดัมแปลงตัวเป็นชายอัปลักษณ์ไปกราบไหว้บ่อน้ำแล้วใช้แว่นขยายส่องกับแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดความร้อนที่กระดาษ ไฟจึงติดขึ้นมาได้ ชาวบ้านที่เห็นต่างก็มองเป็นเรื่องแปลกประหลาด และคิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“ท่านเซจู”

“เหตุการณ์เป็นไงบ้าง”

“เฮ่ย....แม้จะส่งทหารไปคุมไม่ให้ชาวบ้านแตกตื่นเกินไป แต่ข่าวก็ไปเร็วมากจนยากจะสกัดไว้ได้” ซอวอน กล่าว

“แล้วข้อความบนป้ายหินที่โผล่มาเขียนอะไรไว้บ้าง”

“เขียนว่า....เขียนว่า....”

“เขียนอะไร”

“เป็นคำทำนายเมื่อ 200 ปีก่อนที่หายสาบสูญ เกี่ยวกับเรื่องฝาแฝด ทายาทชายจะสูญสิ้น และข้อความต่อจากนั้นน่ะครับ”

“อะไรนะ”

“แล้ว....เขียนว่าไงอีก”

“ข้าคัดลอกทุกประโยคมาให้ดู”

“ดาวแคยางสู่สวรรค์ อาทิตย์จะสิ้นแสง วันใดที่ดาวแคยางกลับสู่สวรรค์ จะเกิดสุริยคราส ดาวแคยางดวงใหม่ จากฟากฟ้ามายังโลกมนุษย์ ....วันใหม่แห่งชิลลาจะยิ่งสดใส....ฟ้าใหม่กระจ่างเรืองรอง ส่องทั่วปฐพีชิลลา”

“นี่เป็นการแต่งขึ้น”

“แต่งขึ้น”

“ไปจับคนที่ไปเซ่นไหว้มาพบข้าเดี๋ยวนี้ มันกล้าบังอาจลบหลู่ธิดาสวรรค์อย่างข้า แถมยังมอมเมาประชาชน สมควรจะจับมาตัดหัวซะ รีบไปจับตัวมา” มีซิลกล่าว

พีดัมถูกจับตัวไปคาดคั้นเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ ที่เกิดขึ้น และเขาก็พูดให้มีซิลเชื่อว่าสุริยคราสจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่แท้จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอุบายของต๊อกมาน เพราะตอนนี้มีซิลรู้ว่าไต้ซือวาชอนถูกจับตัว และรู้ว่าไต้ซืออยู่ในกำมือพวกต๊อกมาน ที่สำคัญธิดาเทพได้เสียชีวิต ไปแล้ว จะทำให้นางไม่มั่นใจ ไม่รู้ว่าที่ไต้ซือ วาชอนกำลังคำนวณวันเกิดสุริยคราส จะรู้แน่หรือเปล่า

พระมเหสีมายาทราบเรื่องป้ายหิน และข้อความบนป้ายจากเมียคิม

“นี่....นี่มันคือข้อความ....แผ่นนั้นใช่ไหม”

“เพคะ เราเคยเอาบันทึกที่อยู่ในหอตำราหลวง คัดลอกให้ต๊อกมานแผ่นหนึ่ง”

“ตายล่ะ ลูกคนนี้....กล้าวางแผนขนาดนี้เชียวหรือ”

“ใช่แล้วเพคะ เพราะนอกจากนี้แล้วไม่มีวิธีอื่น เป็นแผนที่เสี่ยงอันตรายขององค์หญิงแน่นอน....เป็นข้อความที่องค์ปฐมราชา “ย็อคกอแซ” เขียนไว้จริง ๆ ถ้าพระราชามีลูกแฝด ทายาทชายจะสูญสิ้นและมีประโยคต่อจากนี้อีกเพคะ”

“ใช่ ไม่ผิดจริง ๆ เมื่อใดที่ดาวแคยาง กลับสู่สวรรค์ อาทิตย์จะสิ้นแสง” มายากล่าว

“ถ้าพูดถึงดาวแคยาง ใคร ๆ ก็รู้ว่าหมายถึงองค์หญิงชอนมยองทั้งนั้น นั่นหมายความว่า ถ้าองค์หญิงสิ้นพระชนม์เมื่อไหร่ จะ เกิดสุริยคราสหรือเปล่าเพคะ”

“หา....แคยางดวงใหม่ วันใหม่แห่งชิลลา สดใสเรืองรอง ต้องมีดาวดวงใหม่มาแทนที่ชิลลาจึงจะเจริญอีกครั้ง อนาคตยิ่งสดใสงั้นหรือ”

“ดาวดวงใหม่มาแทนที่ คงไม่ใช่หมายความแค่ดาวบนฟ้าเท่านั้น” เมียคิมกล่าว

“หมายถึงลูกอีกคน ดาวแคยางอีกดวงหนึ่ง หรือก็คือต๊อกมานนั่นเอง”

พระเจ้าจินพยองทราบเรื่องแผ่นป้ายและข้อความที่ปรากฏ ทำให้เกิดความตระหนก เพราะคำทำนายบ่งบอกไปที่องค์หญิงต๊อกมาน เนื่องจากนางอยู่ในตำแหน่งดาวแคยาง อย่างไรก็ดี พระเจ้าจินพยองก็ยังไม่ปักใจเชื่อนัก

“ทั้งหมดเป็นเรื่องราวที่ต๊อกมานกุขึ้น เพคะ” พระมเหสีมายากล่าว

“พูดแบบนี้หมายความว่าไง”

“ฝ่าบาท นี่เป็นแผนชั้นเยี่ยมที่องค์หญิงต๊อกมานทรงคิดเพคะ”

“หมายถึงการแอบอ้างข้อความบนป้ายหินน่ะหรือ”

“ท่านพูดถูกแล้ว เพราะนั่นเป็นข้อ ความที่ข้าแอบคัดลอกให้ต๊อกมาน จากบันทึกราชวงศ์ที่เก็บอยู่ในหอตำราหลวงของเรา”

“น้องหญิง เจ้าทำแบบนี้ได้ไง” พระเจ้าจินพยองไม่เข้าใจ

“หม่อมฉันคิดแล้วว่าถ้าจะคืนฐานะองค์หญิงให้นาง แต่เราไม่เปิดเผยเรื่องลูกแฝดคงเป็นไปไม่ได้แน่” มเหสีมายา กล่าว

“โดยเฉพาะข้อความที่จารึก ไม่ได้บอกว่าการมีลูกแฝดเป็นเรื่องอัปมงคล เพียงแต่เป็นคำกล่าวสำหรับการบุกเบิกแผ่นดินใหม่เท่านั้น”

“แสดงว่า...เพื่อไม่ให้เรื่องฝาแฝดเป็นอาถรรพณ์ นางก็เลย...”

“ใช่ค่ะ เป็นแผนการที่แยบยลและใคร ก็นึกไม่ถึง”

“แต่ว่า ถ้าจะให้ตรงกับข้อความนี้ก็ต้องเกิดสุริยคราส แล้วทำไงถึงจะให้เกิดได้ล่ะ” พระเจ้าจินพยอง ร้อนใจ






..............จบตอนที่ 27.........



วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 26



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 26
Cr. : Dailynews Online


ที่วัดวาต๊อก มีซิลเดินทางมาพบไต้ซือ วาชอน

“หลายวันนี้ท่านคงเหนื่อยมากสินะ” มีซิล ถาม

“หญิงที่ชื่อโซวานั่น อาการที่นางเป็นหนักกว่าที่คิดไว้เยอะ การรักษาจึงต้องใช้เวลา เพราะไม่อาจเห็นผลได้ง่าย ๆ”

“ที่ข้ามาวันนี้ ไม่ใช่เพราะเรื่องโซวาหรอกค่ะ”

“หา....”

“อีกไม่นาน จะเกิดสุริยคราสใช่ไหม”

“หึ....ท่านไม่ควร....เอาเรื่องนี้ไปบอกท่านเซจูส่งเดช”

“นั่นเป็นเพราะว่า เหตุการณ์มันบังคับน่ะครับ แหะ ๆ” มีเซ็ง แก้ตัวแทน

“หมายความว่า ยังจะไม่เกิดใช่ไหม” มีซิล ถาม

“ในฐานะคนที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์ คงไม่อาจสรุปว่าเกิดหรือไม่เกิดแน่” วาชอน กล่าว

“แต่ว่า ถ้าท่านกล้าเอ่ยปากนั่นก็แสดงว่า...”

“ถึงอย่างงั้น กว่าจะคำนวณวันที่ได้แม่นยำ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเว้นแต่จะได้ปฏิทินจองกวางมาช่วยเสริมอีกเล่ม” วาชอน กล่าว

“หา....เอ๊ะ....เดี๋ยวก่อน ท่านเคยบอกว่าปฏิทิน “จองกวาง” กับ “แทเมียง” มีความแม่นยำที่แตกต่างกันมากไม่ใช่หรือครับ” มีเซ็ง ถาม

“ใช่ เป็นอย่างงั้นก็จริง แต่ว่า ถ้าจะคำนวณเรื่องวันที่ รู้สึกปฏิทินจองกวางจะแม่น กว่าปฏิทินแทเมียงหลายเท่า”

“ปฏิทินจองกวางหรือ” มีซิล ถาม

ต๊อกมาน ได้เปลี่ยนการแต่งตัวจากองครักษ์มาเป็นผู้หญิงเต็มตัว และมุ่งมั่นที่ จะทวงสิทธิการเป็นองค์หญิงกลับคืนมา โดยนั่งสนทนากับ คิมยูซิน ไอชอง และพีดัม

“ชาวบ้านมักมีความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งมีซิลรู้จุดอ่อนข้อนี้ดี....ถ้าไม่ยึดเรื่องการทำนาย มีซิลจะไม่มีวันล้มได้ ต่อให้มีกำลังทหารหรือขุนนางเป็นพวกก็ทำอะไรนางไม่ได้ เพราะอิทธิพลของนาง เกิดจากความศรัทธาของชาวบ้าน ที่คิดว่านางเป็นเทพ....ก่อนอื่นเราจึงต้องทำลาย ภาพลวงตาที่นางแสร้งว่าตัวเองเป็นธิดาแห่งสวรรค์ ....เพราะฉะนั้น คนแรกที่นางจะต้องสูญเสีย ก็คือไต้ซือวาชอน ไปซะเถอะท่านยูซิน ข้าอยากให้ท่าน....ไปตามทางของตัวเองดีกว่า ข้าน่ะไม่อยาก เห็นแก่ตัว ขอให้ท่านมาทำงานกับข้าด้วย อย่างน้อยที่สุด ข้าก็เห็นว่าไม่สมควร”

“เพราะอะไร” คิมยูซิน ถาม

“เพราะทางที่ข้าจะเดิน...เป็นทางหายนะ ...เส้นทางที่องค์หญิงบอกให้ข้าไป เป็นทางแห่งความสุข แต่ที่ข้าจะเดินเป็นทางที่ไม่มีใครกล้าเสี่ยง ซึ่งทางนี้...ข้าไม่อยากให้ท่านไปด้วย”

“เพราะเห็นข้าแล้วนึกถึงองค์หญิงใช่ไหม รู้สึกผิดอย่างงั้นเชียวหรือ”

“ไม่ใช่ เดิมทีข้าก็รู้สึกผิดเหมือนกัน แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างงั้น ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าท่าน ข้าจะนึกถึงเรื่องบางอย่าง ซึ่งทำให้รู้สึกสะเทือนใจ...ครั้งหนึ่ง เราเคยหนีไปด้วยกัน เป็น ความผูกพัน ฮือ...ทุกครั้งที่อยู่กับท่าน ข้าจะนึกถึงเหตุการณ์ช่วงนั้น มันทำให้ข้าหวังจะพึ่งพาท่าน ที่สำคัญ อยากให้ตัวเองเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคน หนึ่ง เห็นแววตาท่านแล้ว ข้าก็อดจะคิดวางมือไม่ได้ แต่ว่า ถ้าเราคิดเล่นการเมืองด้วยจิตใจที่อ่อนแอ มันคือทางตายเท่านั้น เพราะฉะนั้น ข้า ไม่ต้องการ...ข้าขอเพียง...น้ำใจจากท่านก็พอแล้ว ความจริงใจจากท่านในฐานะปุถุชนคนธรรมดา มันจะหล่อเลี้ยงให้ข้าเข้มแข็งขึ้น ถ้าเราไปด้วยกัน ข้าก็อาจจะ...เห็นท่านเป็นหมากตัวหนึ่งในการทำงาน ถ้าหาก...เป็นอย่างงั้นจริง มันคงจะทารุณไม่น้อย”

“ต๊อกมาน”

“ฮือ...ข้าจึงอยากให้ท่าน...ตัดใจ...ปล่อย ข้าไปซะ” ต๊อกมาน กล่าว

ต๊อกมานให้ ไอชอง และพีดัม ไปจับตัว ไต้ซือวาชอนที่อยู่ในวัดที่ชื่อวาต๊อก ขณะเดียวกันซอแจ และแวยา ที่เป็นโจรป่าก็ต้องการจับตัวไต้ซือวาชอนเช่นกัน และได้เข้ามาสังเกตการณ์ บริเวณวัด เมื่อเห็นเกี้ยวของมีซิลออกไปจากวัด แล้ว ทั้งสองก็บุกเข้าไปที่วัดฆ่า 2 องครักษ์ที่เฝ้า วัดอยู่ แล้วเข้าไปเพื่อจะจับตัวไต้ซือวาชอน ด้าน จุปัง โกโต และโซวา ที่ถูกคุมขังอยู่ได้ยินเสียงการต่อสู้ก็ร้องขอให้คนช่วย โกโตที่ร่างกายแข็งแรง ได้ใช้พลังจนสามารถพังประตูออกมาได้ทั้งสามจึง รีบหนีออกไปจากที่ขัง แต่มาได้แค่ครึ่งทางโซวาก็ ถูกองครักษ์ของมีซิลยิงจนตกเขา

ด้านต๊อกมาน ไอชอง และพีดัม มาที่วัดวาต๊อก เพื่อจับตัวไต้ซือวาชอน แต่ก็ไม่ทัน ไอชองเจอจดหมายปังอยู่ที่ข้างฝา

“เป็นฝีมือกลุ่ม “โพยา” คนของเผ่าคาย่าที่รวมตัวกัน” ไอชอง กล่าว

“กลุ่มโพยา คืออะไรน่ะ” พีดัม ถาม

“หา...หึ...” ต๊อกมาน ตกใจ

“บอกข้าหน่อยสิ อยากรู้ว่ามันคืออะไรน่ะ” พีดัม ถาม

“ถ้าพวกนี้คิดจะลงมือจริง เป้าหมายต่อไป ต้องเป็นครอบครัวท่านยูซินแน่” ไอชอง กล่าว

“มันเรื่องอะไรกันแน่ บอกข้าหน่อยได้ไหม กลุ่มโพยาคืออะไร...ทำไมไม่พูดล่ะ” พีดัม ถาม

โพจอง กลับมารายงานมีซิลว่าไต้ซือวาชอนถูกกลุ่มโพยาจับตัวไป

“ถ้าอย่างงั้น แล้วนางในที่ชื่อโซวาเป็นไง บ้าง” มีเซ็ง ถาม

“ในระหว่างต่อสู้ จุปังกับโกโตพาโซวาหนี ออกจากที่กักขังน่ะครับ จุปังกับโกโตไม่รู้หนีไปไหน แต่โซวาถูกจับกลับมาอีก พร้อมสภาพที่บาดเจ็บ กำลังรักษาอยู่น่ะครับ” โพจอง กล่าว

“เฮ่ย...พวกกลุ่มโพยาไม่น่ามาทำให้เราเสีย เรื่องเลย พี่ใหญ่ เราส่งทหารไปปราบพวกมันซะดี มั้ย” มีเซ็ง ถาม

“ข้าจะให้สายลับออกทำงานก่อน” มีซิล กล่าว

ฮาจองเข้ามารายงานเรื่องธิดาเทพให้เซจอง รู้

“ธิดาเทพตายแล้วหรือ” เซจอง ถาม

“เห็นบอกว่าอย่างงั้นน่ะครับ คนในตำหนัก เทพแอบเอาศพไปฝังเงียบ ๆ ไม่บอกใคร” ฮาจอง กล่าว

“แถมยังมีพวกกลุ่มโพยา จับตัวนักบวชที่ชื่อวาชอนไปอีก” เซจอง กล่าว

“ใช่ครับ ท่านแม่เลยสั่งการ ยังไงก็ต้องช่วยเขากลับมาให้ได้ ท่าทางเหมือนจะเป็นคนสำคัญมากน่ะครับ”

“สมัยก่อนที่แม่เจ้ามีอำนาจขึ้นมา, คนที่มีผลงานมากสุดก็คือธิดาเทพ แต่ทำไมเป็นแบบนี้ ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ”

“ทุกวันนี้ในวังก็รู้สึกอึมครึมพิกล น่าแปลก จริง ๆ”

“นั่นเพราะว่าใครต่อใคร.....ไม่กล้าแตะปัญหาสำคัญที่ค้างคาอยู่”

“ปัญหาอะไรครับ” ฮาจอง ถาม

“ก็เรื่องรัชทายาทไงล่ะ เฮ่ย...ตามหลักเวลา นี้ น่าจะเป็นโอกาสของเรามากกว่า”

“ก็ถึงว่าน่ะสิครับ เฮ่ย...ท่านแม่ก็แปลกไม่รู้คิดอะไรอยู่”

“เห็นทีจะอยู่เฉยไม่ได้ซะแล้ว เราคงต้องทำอะไรบางอย่าง” เซจอง กล่าว

พระมเหสีมายา มาทูลพระเจ้าจินพยองว่า ต๊อกมาน มาปรากฏตัวในวัง

“นางมาขอร้องหม่อมฉัน หม่อมฉันเลยพาเข้าไปในตำหนักเทพ”

“หา...ทำไมคิดเองทำเองเสร็จสรรพแบบนี้ เกิดนางถูกจับได้มิแย่หรอกหรือ” พระเจ้าจินพยอง ตรัส

“ดูเหมือนว่านางจะมีความคิดบางอย่าง หม่อมฉันจึงยอมที่จะช่วยนาง”

“ความคิดหรือ ปัญหาก็คือความคิดนี่ แหละ เพราะเราต่างไม่รู้ว่าทุกวันนี้นางคิดอะไรอยู่ ไม่ได้การ ไม่ว่านางจะทำอะไรก็ช่าง มันเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น...ถ้านางจะเรียกร้องฐานะกลับคืน เรื่อง ฝาแฝดก็จะถูกเปิดเผย ซึ่งถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นจริง เราก็จะแย่ตามไปด้วย”

“หม่อมฉันเป็นแม่ที่เสียลูกชายไป 3 ลูก สาวไป 1 คน แล้วตอนนี้จะให้เสียคนสุดท้ายไป อีกหรือเพคะ”

“พระมเหสี เมื่อเราเปิดเผยเรื่ององค์หญิง แฝดไม่ได้ นั่นก็เท่ากับว่า ต๊อกมานจะไม่มีวันได้ รับการยอมรับในชิลลา เพราะฉะนั้นสิ่งที่นางทำ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” คิมซอยอน ทูล

“เฮ่ย...หึ...”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบังอาจทูลซักนิด นับแต่องค์หญิงชอนมยองสิ้นพระชนม์ไป ข้าง นอกก็มีข่าวลือจนทำให้ผู้คนหวั่นไหว พร้อมกับ โจรผู้ร้ายที่ชุกชุม ฉวยโอกาสปล้นชิงทรัพย์สิน” ยองชุน กล่าวทูล

“เฮ่ย...”

“ที่สำคัญ ได้ยินว่ากลุ่มโพยาเริ่มมีการเคลื่อนไหวด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“กลุ่มโพยาหรือ”

“จดหมายที่เราพบในวัดแห่งหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” คิมซอยอน ทูล

“เพราะเราขับไล่เผ่าคาย่าออกไปเลยทำให้พวกเขาไม่พอใจ ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นความ ผิดของข้าทั้งนั้น เฮ่อ...ข้าช่างทำบาปไว้มากนัก”

คิมยูซินกลับมาที่บ้านก็พบกับคิมซอยอน

“ท่านพ่อ”

“เฮ่อ...เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ บาดเจ็บ ตรงไหนหรือเปล่า...ไม่เป็นไรใช่ไหม”

“ครับ”

“เด็กคนนั้น...ตอนนี้ต๊อกมานเป็นไงบ้าง”

“องค์หญิงต๊อกมาน...”

“องค์หญิงอะไรกัน พูดจาระวังปากหน่อย สิ้นองค์หญิงชอนมยองแล้วจะมีองค์หญิง ที่ไหนอีก”

“ท่านพ่อ”

“ทีหลังห้ามพูดเหลวไหลแบบนี้อีก ไม่มี องค์หญิงแล้ว”

“ต๊อกมานอยากกลับเข้าวังหลวง ให้ทุก คนยอมรับในฐานะองค์หญิงน่ะครับ” คิมยูซิน กล่าว

“อะไรนะ เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือเปล่า ...ถ้านางเผยตัวในฐานะองค์หญิง ก็แปลว่ายอม รับเรื่องฝาแฝด และหากเป็นอย่างงั้น ทั้งนางและ พระมเหสีก็จะถูกปลดหรือแม้แต่เนรเทศด้วยซ้ำ แล้วอย่างงี้ นางจะทวงสิทธิความเป็นองค์หญิงกลับคืนได้ยังไง....พ่อก็รู้ว่านางน่าสงสาร แต่ว่าเรา ก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นสัจธรรม เหมือนน้ำที่ไม่ มีวันไหลสู่ที่สูง ไม้ก็ไม่มีวันผ่าหินได้ พระอาทิตย์ ไม่เคยขึ้นทางตะวันตก มันเป็นเรื่องตายตัวไปแล้ว ...ยูซิน รู้มั้ยว่าตอนนี้ บ้านเรากำลังเผชิญกับอะไร บ้าง...เปิดอ่านดู ถ้าเดาไม่ผิด เป้าหมายของพวก มันก็คือบ้านเรา”

“ทำไมต้องเป็นเราด้วยครับ”

“สาเหตุเพราะเราเนรเทศชาวคาย่าออกจากที่นี่ ไม่เพียงแค่นี้ กลุ่มโพยาคิดว่าเราหวังอยู่สบายเลยเข้ากับแคว้นชิลลา กลายเป็นความแค้นที่สั่งสม นานวันเข้าเราจะไม่สามารถปกป้องเผ่าคาย่าได้อีก ถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังคิดแต่เรื่องส่วนตัวฝ่ายเดียว ไม่นำพาต่อความอยู่รอดของวงศ์ตระกูลอีกหรือ....ยูซิน....”

คิมยูซิน รู้สึกสับสน แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของต๊อกมานที่ให้ตนเข้มแข็ง อย่าท้อง่ายๆ ก็มีกำลังใจมากขึ้น

“ใช่ น้ำไม่มีวันไหลสู่ที่สูงฉันใด ไม้ก็ ไม่มีวันผ่าหินได้ ถ้าไม่ยอมรับเรื่องฝาแฝดก่อน จะไม่มีทางเปิดเผยเรื่องฐานะของต๊อกมาน ต่อให้ข้าทรยศบ้านตัวเอง ก็ไม่อาจช่วยอะไรเจ้าได้ ไม่มีทางเลย” คิมยูซิน คิด จากนั้นก็กลับมาหาพ่อ

“ยูซิน”

“ข้าเห็นด้วยกับคำพูดของท่าน ตอนนี้เรากำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่ แต่ว่าต่อไปจะ ทำไงดีครับ ถ้ากลุ่มโพยาจะเล่นงานเราจริง แล้วเราต้องไปกวาดล้างให้หมดหรือเปล่า พอหมดกลุ่มนี้ก็จะมีกลุ่มอื่นมาเล่นงานเราอีก” คิมยูซิน กล่าว

“ที่พูดนี่หมายความว่าไง”

“เพราะเราเป็นชนชั้นปกครองของเผ่าคาย่า ฝ่าบาทจึงต้องการให้มาอยู่ใกล้ ๆ มีซิล ก็พยายามจะให้เราเป็นพวกให้ได้ แต่ว่าถ้าไม่มีความนับถือจากชาวบ้าน ครอบครัวเรา ก็เท่ากับ ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง”

“แล้วยังไง”

“ถึงเวลาที่เราต้องเดิมพัน....แลกกับชื่อเสียงเกียรติยศที่บ้านเรามี ให้ทุกอย่างนี้มาอยู่ที่ตัวข้าเถอะ”

“เดิมพันที่เจ้าหรือ”

“ท่านพ่อ ท่านจงเชื่อข้าได้ไหม ข้าอยากให้ท่านไว้ใจ มอบทุกอย่างให้ข้าจัดการแทน”

“เขาคิดจะทำอะไรกันแน่” ฮูหยิน คิม ถาม

“ในเมื่อรับปากเขาไปแล้วก็จงเชื่อเขาเถอะ” คิมซอยอน กล่าว จากนั้นก็มีธนูเข้ามาและมีข้อความว่า “ฆ่าคิมซอยอนกับคิมยูซิน” ทำให้ฮูหยินคิม ตกใจและกลัวมาก

มีกลุ่มคนร้าย เข้าวังมาจับตัวคิมยูซิน จึงเกิดการต่อสู้กัน คิมยูซินจับคนร้ายทั้งสองได้ แต่ก็ปล่อยตัวและสั่งให้คนร้ายจับตัวเองมัดไว้ และปิดตา แล้วให้พาไปพบหัวหน้าของคนร้ายทั้งสอง

ซอแจ ได้พูดเรื่องคิมซอยอน กับแวยา

“การที่คิมซอยอนได้รับความเคารพจากชนเผ่าคาย่า เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยสัญญาว่าจะดูแลปกป้องชาวบ้านอย่างดี....ตอนที่รบกับแคว้นแผ่กเจ ที่เราช่วยคิมซอยอนให้ปลอดภัย ไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้หรอกหรือ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างที่คิด....ชาวคาย่าถูกเนรเทศไปอยู่เมือง “ซัง ยางจู” ระหว่างอพยพยังมีหลายร้อยคนที่เสียชีวิต โดยที่คิมซอยอน....ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเราเลยสัญญาก็เป็นแค่ลมปากเท่านั้น” ซอแจ กล่าว

“แล้วยังไง”

“ข้ากำลังวางแผนจะพาทหาร 1 พันคนไปเปิดศึกกับแคว้นชิลลาเร็ว ๆ นี้ และก่อนอื่น คือสังหารลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคิมซอยอนคือคิมยูซิน ให้มันรู้สำนึก....”

“ท่านครับ....ขอรายงาน หึ....” ลูกน้อง เข้ามา

“มีเรื่องอะไร” ซอแจ ถาม

“คือ....หึ....คิมยูซินยอมถูกจับง่าย ๆ น่ะ ครับ”

จุปัง และโกโต หนีออกมาได้แต่ก็เสียใจที่ไม่สามารถช่วยโซวาออกมาด้วยได้ ระหว่างที่ทั้งสองเดินดูที่หมู่บ้านก็พบว่าชาวบ้านกำลังมุงดูประกาศอยู่ทั้งสองจึงเข้าไปดู

“ปียิมซู....พระมเหสีมายาประสูติ....พระธิดาแฝด” ชายคนหนึ่ง กล่าว

“ต๊าย....ธิดาแฝด....จริงหรือนี่....ไม่เห็นรู้เลย” พวกชาวบ้าน กล่าว

“เพราะได้ธิดาแฝดจึงพ้องกับคำทำนายที่ว่าทายาทชายจะสูญสิ้นซึ่งถือเป็นหายนะของบ้านเมือง”

“ฮ้า....ตายล่ะ...”

“พระขนิษฐาแฝดขององค์หญิงชอนมยองซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในเมืองซอนาบูของเรา”

“หา...อยู่เมืองหลวงหรือ...จริงหรือนี่....”

“ฉะนั้น สมควร...ที่ต้องปลดพระมเหสี”

“หา....ปลดพระมเหสี....เป็นไปได้ไง....ไม่มีทางหรอก....”

“ทำไมในวังปิดบังเรื่องนี้ตั้งนานล่ะ”

“หลีกไป ๆ ถอยไป ๆ....ไม่ให้อ่านแล้ว....ห้ามอ่าน....” พวกทหารเข้ามาแกะประกาศ

เมื่อมีประกาศออกมา พระเจ้าจินพยอง จึงเรียกยองชุนมาถาม

“ทหารกำลังตามเก็บอยู่ ไม่นานคงจะหมด แต่ชาวบ้านก็พูดกันปากต่อปาก....” ยองชุน ทูล

“แล้วใครกล้าบังอาจไปติดประกาศแบบนี้”

“กำลังสืบสวนอยู่พ่ะย่ะค่ะ อาจเป็นแผนชั่วของพวกมีซิลก็เป็นได้”

“ตกลงแล้วว่า เรื่องนี้ให้ระงับไว้ก่อนไงล่ะ” พระเจ้าจินพยอง ตรัส

“แต่ว่า ถ้าไม่ใช่ฝีมือคนของมีซิลก็น่าแปลก แล้วจะเป็นใคร” ยองชุน ทูล

“เอ่อ....เด็กคนนั้น....ไม่แน่อาจเป็นฝีมือของนางก็ได้”

“ต๊อกมาน องค์หญิงแฝดหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“องค์หญิงอะไรกัน ระวังปากหน่อย.... นางจะทำลายข้าด้วยหรือไง เพราะข้าตัดขาดกับนาง เลยจะมาแก้แค้นก็ได้”

โพจองนำประกาศที่ติดอยู่มาให้ซอวอนดู

“ตอนนี้ติดอยู่มากน้อยแค่ไหน” ซอวอน กล่าว

“ทหารในเมืองกำลังเร่งเก็บอยู่ทุก ที่ครับ แต่ถ้าจะปิดปากชาวบ้าน เห็นทีคงยากหน่อย”

“ข้าว่ามีคนรู้เยอะก็ยิ่งดี”

“นั่นสิครับ ถึงจะเป็นความลับในวัง แต่ถึงเราไม่พูด ซักวันก็ต้องมีคนรู้อยู่ดี ไม่เห็นต้องกลัวเลย หึ ๆ....หึ....ทำไมมองข้าอย่างงั้น” ฮาจอง กล่าว

“ท่านเซจู ฮาจองพูดมีเหตุผลนะ ให้ชาวบ้านรู้ซะจะได้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วเรา....ก็จะมีข้ออ้างในการทำงาน” เซจอง กล่าว

“ถึงอย่างงั้นก็ต้องดูทิศทางลมเรื่องบางอย่างอาจเป็นประโยชน์ต่อเรา แต่ถ้ายากจะควบคุมสถานการณ์ก็ต้องระวังไว้เหมือนกัน” ซอวอน กล่าว

“ไม่เห็นต้องคิดเล็กคิดน้อยให้วุ่นวายเลย ทำไปตรง ๆ นี่แหละ ข้อเสียของท่านก็คือชอบลังเลโน่นนี่ น่ารำคาญชะมัด เฮ่ย”

“ท่านแม่ หึ....ท่าน....มองอะไรหรือครับ” ฮาจอง ถาม

“เปล่านี่” มีซิล กล่าว

เซจอง พอใจที่ฮาจองมีการวางแผนที่ดี

“ข้าก็คิดเป็นเหมือนกันแหละ เราไม่ต้องเปิดประเด็นเรื่ององค์หญิงแฝดให้ยุ่งยาก แค่ปล่อยข่าวไปถึงชาวบ้านพวกเขาก็จะพูดกันเอง จริงมั้ยครับ เฮ่อ ๆ” ฮาจอง กล่าว

“ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบหายเหมือนไม่มีอะไรเกิด ทั้งที่เราเป็นฝ่ายได้เปรียบคน ที่เห็นใจองค์หญิงชอนมยองเมื่อหายเศร้าแล้ว ต่อไปเรื่ององค์หญิงแฝดจะกลายเป็นหัว ข้อใหม่สำหรับพวกเขา ถึงตอนนั้น เราก็จะถือโอกาสสวมรอย” เซจอง กล่าว

“ใช่ ข้าก็ว่างั้น”

“จากนั้นก็ถอดถอนพระมเหสี รวมถึงฝ่าบาท ซึ่งเป็นต้นคิดให้ปิดบังเรื่องนี้ ยิ่งต้องถูกถอดจากบัลลังก์ด้วย”

“อึม ๆ”

“อีกอย่าง เรื่องนี้ให้เป็นความลับระหว่าง เราสองคนล่ะ” เซจอง กล่าว

“แน่นอน คนที่ไปติดประกาศ ข้าก็ให้ลูกน้องจัดการไปแล้ว รับรองไม่มีใครรู้เห็นอีก จริง มั้ยครับ ฮ่า ๆ” ฮาจอง กล่าว

โพจองสงสัยเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นฝีมือของต๊อกมาน แต่ซอวอน คิดว่าเป็นฝีมือของ ฮาจอง

“พ่อเขามีสิทธิได้ครองราชย์ แล้วเรื่องอะไรจะอยู่เฉยล่ะ” ซอวอน กล่าว

“แต่ว่า ท่านแม่ไม่ได้สั่งให้ทำงานแบบนี้ เราไปบอกนางดีมั้ยครับ” โพจอง กล่าว

“ท่านเซจูก็รู้แก่ใจเหมือนกัน” ซอวอน กล่าว

“เมื่อรู้ว่าใครทำ แล้วทำไมไม่พูดซักคำล่ะครับ”

“เพราะเห็นว่ามันเป็นวิธีที่ดี...แต่ว่า ถ้าให้ นางออกคำสั่งด้วยตัวเองก็เหมือนไม่รักษาคำพูด เลยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะดีกว่า”

“ถ้าอย่างงั้น แล้วเราจะ...” โพจอง กล่าว

“เราก็รอดูความเปลี่ยนแปลง บางครั้งสิ่งที่เหนือความคาดหมาย อาจนำผลดีมาสู่ฝ่ายเราก็ได้ แต่ถ้าเลวร้ายจริง ๆ ค่อยโยนความผิดให้ท่านเซจองรับไป” ซอวอน กล่าว

“ท่านพ่อกับท่านแม่ ความคิดเฉียบแหลมจริง ๆ”

“พ่อไม่ได้เก่งหรอก เพียงแต่...ดูจาก สีหน้าแม่เจ้าก็พอรู้ การมองคนและการวิเคราะห์ของนาง เหนือกว่าสมัยก่อนพระเจ้าจินฮึงซะอีก ใครก็ไม่สามารถ...ตบตาท่านเซจูได้”

คิมยูซินยอมให้พวกโพยา จับตัวจนได้พบกับซอแจ

“เจ้าคือคิมยูซินหรือ” ซอแจ ถาม

“หลานของแม่ทัพ “คิมมูลัก” ลูกชายใต้เท้าคิมซอยอนก็คือข้า” คิมยูซิน กล่าว

“เราส่งภาพเต่าให้พ่อของเจ้าได้เห็นแล้ว บอกให้รู้ว่าพวกเจ้าจะมีรายชื่ออยู่ในบัญชีการแก้แค้นของเรา”

“เรื่องนี้ข้ารู้”

“ถ้าอย่างงั้น ทำไมยังมารนหาที่อีก”

“ข้าขอพบหัวหน้ากลุ่มหน่อยได้ไหม”

“ข้าก็คือหัวหน้ากลุ่ม”

“ถ้างั้น ท่านอยู่ฝ่ายไหนของเผ่าคาย่า”

“เรื่องพวกนี้เจ้าไม่มีสิทธิมาถาม” ซอแจ กล่าว

“งั้นข้าก็มาผิดแล้ว เพราะที่มานี่มีเรื่องหลายอย่างจะถามพวกท่าน”

“อะไรนะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ...หึ...ต่อให้เจ้า มีวาทศิลป์จะเกลี้ยกล่อมให้ข้ายอมจำนนก็ช่าง แต่เรื่องบางอย่าง มันไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้อีก...ครอบครัวเจ้าหวังเสวยสุขจึงไปอิงกับแคว้น ชิลลา โดยเฉพาะพ่อเจ้า เคยสัญญาว่าจะปกป้อง ชนเผ่าคาย่าแต่กลับทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่เพียง ชาวบ้านต้องถูกเนรเทศ แม้แต่ผู้หญิงเด็กเล็กก็ต้องตายในระหว่างทาง ที่สำคัญ...จนวันนี้ยังมีชาว บ้านไร้ที่อยู่ อดอยากหิวโหย”

“ไม่ว่าเผ่าคาย่าจะล่มสลาย หรือถูกขับไล่ก็เป็นเรื่องธรรมดา”

“หา...อะไรนะ เจ้าคนสารเลวนี่...หึ...ยัง มีหน้ามาพูดอีกหรือ...บอกเหตุผลมาซิเป็นเพราะอะไร”

“เพราะคนในเผ่าแตกความสามัคคีนานแล้ว...ขนาดบ้านเมืองล่มสลาย ยังมีขุนนางที่แบ่ง เป็นสองฝ่ายและบาดหมางกันเอง เพราะฉะนั้น ต่อให้มีผู้นำที่เก่ง ก็ไม่สามารถปกครองชาวบ้านได้อีก” คิมยูซิน กล่าว

“ในที่สุดฝ่ายสกุลคิมของพวกเจ้าจึงยกชนเผ่าให้แคว้นชิลลาง่าย ๆ ในขณะที่พวกเราปกป้องบ้านเมืองสุดชีวิต ฮือ...แล้วพวกเจ้ายังไม่ ถือว่าขายชาติอีกหรือ”

“เพราะฉะนั้น ท่านเลยจะฆ่าคนที่เหลือให้หมดใช่ไหม”

“อะไรนะ”

“ท่านมาสังหารข้า ปองร้ายพ่อข้าคิมซอยอน ฆ่าบุคคลสำคัญของแคว้นชิลลา จากนั้นจะ เกิดอะไรขึ้นอีก ถ้าท่านเป็นผู้ครองแคว้นชิลลา จะทำไงกับเรื่องนี้ ถ้าตอนนี้เป็นข้าจะสั่งประหารชาวเผ่าคาย่ากว่าแสนคนให้หมด แล้วถ้าเป็นท่านจะคิดยังไง...โดยเฉพาะขุนนางชิลลาที่จ้องเล่นงานเราอยู่ นี่เป็นโอกาสดีสำหรับพวกเขา กลุ่ม โพยาจะมีความหมายอะไร พวกท่านกำลังจะทำร้ายชาวบ้านนับแสนให้พินาศย่อยยับ ท่านมีสิทธิ ทำอย่างงั้นหรือเปล่า คิดว่าตัวเองเป็นใคร”

“แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย เราจะถูกกลืนหายไปกับประวัติศาสตร์ และสุดท้ายก็คือตายเหมือนกัน เราจึงไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว”

“ไม่มีก็หาทางเข้าสิครับ มันเป็นหน้าที่ของผู้นำอยู่แล้ว และนี่คือ...เหตุผลที่เรายอมอยู่กับพวกท่าน แม้ตายก็ไม่เกี่ยง”

“ไม่มีก็หาทางอื่นไป เพราะนี่คือหน้าที่ของผู้นำ และนี่...คือเหตุผลที่ชาวบ้านยอมเชื่อฟังและภักดีต่อท่าน แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้วางมือไป ซะ” คิมยูซิน กล่าว

“อย่าอยู่เลย ตายซะเถอะ” ซอแจ กล่าว

“หยุดก่อน...มาเพื่อจะพูดเรื่องนี้ใช่ไหม เพื่อจะบอกเราว่าไม่มีสิทธิเป็นผู้นำชนเผ่าคาย่างั้นหรือ” แวยา กล่าว

“เจ้าเป็นใคร” คิมยูซิน ถาม

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” ซอแจ กล่าว

“เพียงเพื่อจะอธิบายเรื่องนี้ จึงยอมมารนหาที่...หึ ๆ...ถ้านี่คือการเดิมพัน ดูเหมือนเจ้าจะจ่าย น้อยไปหน่อย”

“ถ้าอยากเดิมพันกับข้าก็ต้องบอกชื่อมาก่อน”

“ชื่อข้าน่ะหรือ ข้าเป็นฝ่าย “แทคาย่า”....” แวยา กล่าว

“อย่าบอกให้เขารู้นะ” ซอแจ กล่าว

“ถ้าเจ้าอยากรู้ชื่อข้าจริง ก็แปลว่าโอกาสจะตายก็มีมากขึ้นด้วย คนที่อยากรู้ชื่อข้า จะต้องแลกด้วยชีวิตของเขา”

“ถ้าข้าไม่พร้อมจะตาย คงไม่มาถึงที่นี่หรอก”

“ข้าเป็นผู้สืบทอดคนสุดท้ายของฝ่ายแทคาย่า ลูกชายคนโตขององค์ชาย “แว-กวาง” แห่งเผ่าคาย่า ข้ามีชื่อว่า “แวยา”...หรือก็คือ...ผู้นำที่แท้จริงของกลุ่มโพยา งั้นตอนนี้...เจ้าจะเพิ่มเดิมพันให้ข้าได้หรือยัง”

ไอชองรายงานต๊อกมานว่ามีซิลมีสายลับอยู่ทุกที่ ตอนนี้กำลังสืบข่าวของใต้ซือวาชอนอยู่

“กลุ่มโพยาเป็นหน่วยรบใต้ดิน แค่สายลับ ไม่มีทางพบได้หรอก ถ้าข้าเป็นมีซิล จะใช้วิธีที่รวดเร็วทันใจกว่านี้”

“ข้าไม่รู้ว่ามีซิลเป็นใครและไม่สนใจอยากรับรู้ แต่ถ้าตอนนี้เป็นข้า จะให้คนของเผ่าคาย่ามายืนเรียงแถว แล้วค่อย ๆ ตัดหัวทีละคน บีบให้พูดว่าพวกมันอยู่ไหน” พีดัม กล่าว

“บังอาจนัก....หมายความว่า เราต้องไปฆ่าชาวคาย่าทีละคนหรือไง” ไอชอง กล่าว

“เปล่า ข้าไม่ได้หมายความอย่างงั้นซักหน่อย ท่านนี่ ทำไมชอบคิดอะไรตื้น ๆ อยู่เรื่อย เป็นเพื่อนสนิทท่านยูซินใช่ไหม มิน่าถึงได้นิสัยเหมือนกัน” พีดัม กล่าว

“เมืองซังยางจู เป็นที่อยู่ของชาวคาย่าที่ถูกขับไล่ออกไป เราจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ พีดัม ไปดูหมู่บ้านของเผ่าคาย่า”

“หึ....ด้วยความยินดี หึ ๆ”

คิมยูซินตกลงกับซอแจ และแวยา ว่าตนเองจะจงรักภักดีกับกลุ่มโพยา เพื่อแลกกับความปลอดภัยของเผ่าคาย่า โดยมอบที่ดินที่เขามีอยู่ให้กับชาวคาย่า

“จะเอาที่ดินผืนนี้ แลกกับชีวิตเจ้าและพ่องั้นหรือ คิดว่าชีวิตพวกเจ้ามีค่าถึงเพียงนี้หรือเปล่า” แวยา ถาม

“ไม่ใช่ ที่ข้าอยากจะแลกเปลี่ยน...คือความภักดีของพวกเจ้า” ยูซิน กล่าว

“เจ้าคงไม่ได้บ้าไปหรอกนะ ความภักดี ของเราหรือ” ซอแจ กล่าว

“สมัยก่อนพ่อของเจ้า องค์ชาย “แว- กวาง” แห่งแทคาย่า กับผู้ครองแคว้นคนสุดท้ายของบ้านข้า เคยร่วมมือในการปกครองแต่ล้มเหลว ปัจจุบันเราจะทำให้เป็นจริงอีกครั้ง”

“หึ...มันก็...เป็นเดิมพันที่สูงดี ร่วมมือหรือ จะร่วมมือกับเราใช่ไหม”

“พวกเจ้าต้องการดินแดน แต่ข้าต้องการกำลังคน” คิมยูซิน กล่าว

“คิมยูซิน เจ้าคิดทำอะไรกันแน่” แวยา ถาม

“ข้ายอมทุ่มทุกอย่างเพื่อจะมาที่นี่ ถ้าจะให้ข้าเผยไต๋อีก เจ้าก็ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยนเหมือนกัน”

พีดัมกับทหารองครักษ์ไปแอบดูที่หมู่บ้านพบโพจองจับพวกชาวบ้านมาบังคับถามที่ซ่อนของพวกโพยา ชาวบ้านคนหนึ่งได้โกหกโพจองว่า พวกเขาอยู่ในหมู่บ้าน “ทากิด” แต่พีดัมสังเกตรู้ว่าพวกชาวบ้านน่าจะโกหก จึงจับชาวบ้านอีกคนมาถามจนได้เห็นข้อความที่เขียนด้วยรหัสลับ บอกว่ากลุ่ม โพยา อยู่ที่หมู่บ้าน “โนปัง” จึงรีบกลับไปรายงานต๊อกมาน

“ทำไมเจ้ารู้ภาษายึกยือพวกนี้ด้วยหรือ” ไอชอง ถาม

“พวกนี้ อาจารย์เคยใช้ส่งข่าวกับข้าบ่อย ๆ”

“แล้วอาจารย์เจ้า เกี่ยวข้องกับ...หน่วย รบใต้ดินกลุ่มนี้ด้วยหรือ” ต๊อกมาน ถาม

“เมื่อก่อนเคยได้ยินว่าเขาเป็นชาวคาย่าเหมือนกันน่ะนะ”

“เอาเป็นว่า เมื่อรู้ตำแหน่งแน่ชัดแล้ว เราจะส่งคนไปปราบเดี๋ยวนี้ ข้าจะไปเกณฑ์คนของหน่วยบีชอนมา” ไอชองกล่าว

“ไม่ต้องหรอก เราไปเดี๋ยวนี้เลย” ต๊อกมาน กล่าว

“แต่ว่า...มีแค่พวกเราไม่กี่คน...”

“ถ้ายิ่งถ่วงไว้นาน ชาวบ้านที่โกหกจะยิ่งมีอันตรายมากขึ้น เราต้องรีบไปช่วยใต้ซือวาชอน อย่าให้เกิดเหตุร้ายอีก ที่สำคัญถ้าเราไม่อยากบาดหมางกับกลุ่มโพยา ก็ควรทำงานเงียบ ๆ ดีกว่า ฉะนั้น ไปแค่ไม่กี่คนก็พอแล้ว”

“เห็นด้วยเต็มที่เลย ยิ่งพาคนไปเยอะ ยิ่งเกะกะมากกว่า” พีดัม กล่าว

“ถ้าอย่างงั้น เราจะไปเดี๋ยวนี้” ต๊อกมาน กล่าว

เมื่อต๊อกมานและพวกมาถึงก็ถูกล้อมโดยคนของซอแจ แต่ก่อนที่จะถูกทำร้าย คิมยูซินก็เข้ามาช่วย

“เป็นคนที่รู้จักหรือ” แวยา ถาม

“ใช่แล้ว ทุกคนเก็บอาวุธไว้ก่อน” ต๊อกมานกล่าว

“พวกเขาเป็นใครกันแน่” แวยา ถาม

“เมื่อกี้เจ้าถามว่าสิ่งที่ข้าทำเพื่ออะไรใช่ไหม....นี่คือคำตอบ”

“เอ่อ....ท่านยูซิน” ต๊อกมาน กล่าว

“คนนี้ คือคำตอบในการแลกเปลี่ยนของข้า นางคือนายของข้า....ที่จะปกครองชิลลา” คิมยูซิน กล่าว

“ท่านยูซิน ทำไมท่าน....” ต๊อกมาน ตะลึง

“นับแต่นี้เจ้าก็คือ....นายของพวกเราทุกคน พวกเจ้ายังไม่คุกเข่าให้นายเหนือหัวอีกหรือ” คิมยูซิน กล่าว

“นางคือนายใหม่ของเรา ทุกคนให้การต้อนรับ” แวยา ประกาศ






..............จบตอนที่ 26........