วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 34



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 34
Cr. : Dailynews Online


มีเซ็งรีบกลับมารายงานมีซิลว่าพีดัมได้โผล่ไปที่ลานประลองยุทธ์บอกว่าจะขอประลองฝีมือกับพวกองครักษ์

“มันมีสิทธิอะไรเข้าประลอง เห็นว่าเป็นเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าไม่ใช่หรือ” เซจอง ถาม

“ถ้าเป็นศิษย์มุนโนก็เท่ากับเป็นองครักษ์คนหนึ่ง จะเข้าประลองก็มีสิทธิเหมือนกัน” ซอวอน กล่าว

“ถึงเขาอยู่กับท่านมุนโนก็จริง แต่ใครจะรู้ว่าเป็นลูกศิษย์หรือลูกจ๊อก ไม่เคยมีชื่อในสารบบด้วยซ้ำ ฮึ่ม....” ฮาจอง กล่าว

โฮแจ บอกกับพีดัมว่าไม่มีสิทธิเข้า ร่วมประลอง เพราะพีดัมไม่ได้เป็นองครักษ์ ขั้นหนึ่ง

“ข้ามีสิทธิแน่นอน เพราะท่านมุนโน คืออาจารย์ข้า....ทุกวันนี้ข้าจะมีลูกน้องติดตามเหมือนคนอื่นก็ได้ จึงมีสิทธิเข้าประลองเท่า กับองครักษ์ขั้นหนึ่ง ฉะนั้นข้าจึงมาขอร่วมประลองยุทธ์ โปรดอนุญาตด้วย”

“แต่ว่างานนี้เราอนุญาตให้องครักษ์จากหน่วยต่าง ๆ 32 คนมาประลอง และได้ครบตามจำนวนแล้ว ต่อให้เจ้ามีสิทธิจริง ก็ถือว่ามาช้าไป”

“ใช่ครับ ทำแบบนี้มันไม่ถูก หมอนี่ทำอะไรไม่เคารพกฎเกณฑ์บ้าง....พวกเราทั้งหมดในที่นี้ ต้องผ่านการคัดเลือก กว่าจะมีสิทธิเข้าร่วมประลองในวันนี้ ที่สำคัญ บอกว่าเป็นศิษย์ท่าน มุนโน ก็เป็นคำพูดของเขาฝ่ายเดียว....อีกอย่าง ต่อให้เป็นศิษย์ท่านมุนโนจริง ยังไงก็คือผิดกฎอยู่ดี....ออกจากที่นี่ไปซะ” องครักษ์อีกคนกล่าว พีดัมจึงกล่าวไล่องครักษ์คนนั้นไป แต่องครักษ์ไม่พอใจจนเกิดการต่อสู้กันพีดัมฝีมือดีกว่าจึงทำให้องครักษ์ได้รับบาดเจ็บ

“คนนี้ดูท่าจะไม่ไหว ถ้าไงให้ข้าแทนเขาได้ไหม” พีดัม กล่าว

“อะไรนะ เจ้ากล้ามาก่อเรื่องในงานสำคัญของเราเชียวหรือ” โฮแจ กล่าว

“แต่ทุกคน....ไม่ได้เห็นกับตาหรอกหรือ.... ว่าหมอนี่....ชักกระบี่ใส่ข้าก่อนน่ะ” พีดัม กล่าว

จุปัง และโกโต มารายงานเรื่องพีดัมให้มุนโนรู้

“เป็นความจริงหรือนี่” มุนโน ถาม

“จริงครับ คือ....ท่านรีบไปดูเถอะ จะได้รู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะเขาอ้างว่าเป็นลูกศิษย์ท่านน่ะครับ” จุปัง กล่าว

“ใช่ครับ อยู่ดี ๆ ก็โผล่มา บอกว่าจะร่วมการประลองฝีมือด้วย” โกโต กล่าว

“ใช่”

“ลูกศิษย์ข้า....พีดัมน่ะหรือ”

“ครับ เขาบอกว่าเป็นลูกศิษย์ท่าน แถมยังว่า มีฐานะเท่ากับองครักษ์คนหนึ่งจึงมีสิทธิเข้าประลองน่ะครับ” จุปัง กล่าว

มุนโนรีบมาที่ลานประลองเมื่อเห็นว่าพีดัมอยู่กับพวกองครักษ์ก็เข้าไปถาม

“มีปัญหาอะไรกัน”

“คน ๆ นี้ อ้างว่าเป็นลูกศิษย์ท่าน จะมาขอร่วมประลองยุทธ์ด้วยน่ะครับ” โฮแจ กล่าว

“ถ้าเป็นศิษย์ท่านจริง ก็มีสิทธิประลองโดยชอบธรรมอยู่แล้ว ขอเพียงท่านยืนยันให้ชัด แล้วเราค่อยอนุญาตอีกที” ชิซู สั่ง

“หนุ่มคนนี้ เป็นลูกศิษย์ท่านจริงมั้ยครับ” โฮแจ ถาม

“เจ้าตัวแสบนี่....เจ้าตัวแสบ....” มุนโน คิดในใจ

“วันนี้ ไม่ว่ายังไง ข้าก็จะประลองให้ได้” พีดัม คิด จากนั้นมุนโนก็ยอมรับว่าพีดัมเป็นศิษย์ตนเองจริง

“ในจำนวนผู้เข้าประลองทั้งหมด ให้องครักษ์นิรนามพีดัม....แทนที่ “ซองโก” แห่งหน่วย “ชองกึม” เข้าร่วมประลองได้” โฮแจ กล่าว

“ขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก” พีดัม กล่าว จากนั้นโฮแจก็ให้ผู้เข้าร่วมประลองจับหมายเลขและการประลองฝีมือรอบแรกจะมีขึ้นในตอนเที่ยง

มีเซ็งรายงานต่อมีซิลว่า แทนัมโพส่งข่าวมาว่าอีกไม่นานจะมาถึงเมืองหลวงแล้ว

“อีกไม่นานคือเมื่อไหร่”

“เอ่อ....” มีเซ็งบอกไม่ได้

“พักก่อนก็ได้ยินว่าอีกไม่นานแต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่เห็นกลับมาซะที”

“เอ่อ....ก็....นั่นสิครับพี่ใหญ่ ฮึ่ม....ไม่ ต้องห่วง รอมันกลับมาเมื่อไหร่ข้าจะหวดให้หนักเชียว เจ้าลูกคนนี้ ฮึ่ม...”

“ท่านเซจูครับ....ท่านเซจู การประลองรอบที่หนึ่ง จะเริ่มในตอนเที่ยงนี้แล้วครับ” องครักษ์ เข้ามารายงาน

“แล้วเจ้าหนุ่มพีดัมว่าไงบ้าง” ซอวอน ถาม

“เอ่อ....ท่านมุนโนไปด้วยตัวเอง ยืนยันว่าเป็นลูกศิษย์จริงครับ”

“งั้นหรือ” มีซิล ถาม

“ถึงเป็นลูกศิษย์แล้วทำไม ผู้เข้าแข่งขัน 32 คนก็ได้ครบแล้วนี่” เซจอง กล่าว

“ใช่ครับ ครบแล้วก็จริง แต่หมอนั่นสู้กับองครักษ์คนหนึ่ง แค่พริบตาไม่ทันดู ก็เล่นงานองครักษ์นั่นจนหงายเก๋งไปเลย สุดท้าย เลยได้แทนที่คนหงายเก๋งน่ะครับ”

“ซี้ด....คงไม่ใช่ตาแก่มุนโน จะมาเล่นตลกอะไรอีกล่ะ บอกว่าเป็นลูกศิษย์ แต่รู้เห็นเป็นใจมาแต่แรกแล้ว” ฮาจอง กล่าว

“ท่านมุนโน จะไม่ทำอะไรที่ซับซ้อนแบบนี้” ซอวอน กล่าว

“ฮึ่ม....ท่านรู้ได้ไง” ฮาจอง ถาม

“แต่ว่า ข้าจะไปสืบดูเอง” ซอวอน กล่าว

พีดัม ทูลองค์หญิงต๊อกมานว่าเมื่อถึงเวลาประลอง ตนเองจะทำให้ผลออกมาอย่างที่องค์หญิงต้องการ คิมยูซินจะได้เป็นผู้นำองครักษ์ ด้านเหล่าองครักษ์เมื่อเห็นฝีมือของพีดัมแล้วก็ลงความเห็นว่ามีฝีมือร้ายกาจมาก ระหว่างนั้นพีดัมก็โผล่มาคุยกับองครักษ์ทั้งสองคน

“จ๊ะเอ๋....”

“เฮ้ย....ใคร....” สององครักษ์ ตกใจ

“แหะ....ข้าเอง เฮ่อ ๆๆ ท่านทั้งสอง จะประลองกับใครจ๊ะ” พีดัม ถาม

“บ้านี่ นึกว่าตัวเองเป็นใครน่ะ หา....”

“แหม....ไม่แน่นะอาจสู้กับข้าก็ได้.... ว้าย....ต้องไปดูตารางการจับคู่ซะก่อน เฮ่อ ๆ ๆ ข้าไปล่ะ”

“เจ้าหมอนี่....”

“อ้อ..เดี๋ยว..ถ้าโชคร้ายมาสู้กับข้า ระวังบั้นท้ายให้ดีนะจ๊ะ เพราะว่าข้าชอบเล่นแต่บั้นท้าย ระวังไว้...ฮะฮ่า...เดี๋ยวก็รู้ เฮ่อ ๆ ๆ”

“อย่าเพิ่งไป....” องครักษ์ ขาน

“ระวังตะโพกให้ดีเถอะ ข้าเตือนแล้ว นะ ยะฮู้....วู้....ว้าว...” พีดัม กล่าว

“โอ๊ย....ดูมันทำเข้า หมอนี่ สติดีหรือเปล่าน่ะ”

จุปังกับโกโต เข้ามาให้กำลังใจคิมยูซิน ที่ได้คู่ต่อสู้คนแรกคือ ปาร์คอึย และบอกกับเขาว่าต้องเอาชนะให้ได้ แต่ยูซินกำลังใช้ความคิดและจริงจังกับการประลองจึงบอกทั้งสองว่าอย่ากวนจากนั้นก็เดินออกจากห้องไป จากนั้นจุปังและโกโตก็หันไปพูดกับไอชอง

“ฮ่า....ฟู่....ท่านไอชอง สู้ตายนะครับอึม....”

“ใช่ ต้องสู้เข้าไว้ เพราะหน่วยยองวากับหน่วยบีชอนเหมือนพี่น้องแท้ ๆ แหะ ๆ ๆ” โกโต กล่าว แล้วทั้งสองก็เดินออกไป

“ตายล่ะ การประลองนี่น่ากลัวจริง ๆ เห็นมั้ย ทำให้คนเปลี่ยนได้” จุปัง บอกโกโต

“นั่นสิ กลายเป็นคู่ต่อสู้ ทั้งที่เคยเป็นเพื่อนรัก แต่....กลับไม่พูดไม่จากัน”

“ฮ่า.... แหม....ดูซิ....ลุ้นแทบแย่”

โพจอง บอกกับซกพุงว่า คนที่ชื่อพีดัม เป็นคู่ต่อสู้คนแรกของซกพุง

“ข้ารู้แล้ว ตอนอยู่เขตยีซอก็เคยสู้กับเขามาหนหนึ่ง”

“ฝีมือหมอนี่ไวมาก เจ้าต้องระวังล่ะ” โพจอง เตือน

“ข้าจะพยายามเต็มที่ ไม่ให้เขาเข้ารอบไปเจอกับท่านได้ เฮ่ย....ถ้าต้านไม่อยู่จริง ๆ ก็จะไม่ให้มันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์”

“แหะ....ใครหรือ....หึ ๆๆ เมื่อกี้ใครบอกว่าจะไม่ให้คนไหนอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์น่ะ หา....พวกท่านเป็นพวกเดียวกันหรือ....งั้น....จะเข้ามาพร้อมกันก็ได้นะ เฮ่อ ๆๆ ข้าเคยเห็นฝีมือท่าน กระจอกงอกง่อยชะมัด” พีดัม เดินเข้ามา

“บังอาจ ใครให้เข้ามาในนี้และยังเพ้อเจ้ออีก” ซกพุง กล่าว

“อุ๋ย....”

“ถ้าอยากประลองก็หัดมีมรรยาทซะบ้าง เห็นพวกเราเป็นอะไร ให้มาแหย่เล่นได้หรือ” ซกพุง กล่าว

“เฮ่อ ๆๆ แหม....พูดจาเสียงดังขนาดนี้ เหมาะจะเป็นผู้นำองครักษ์จริง ๆ” พีดัม กล่าว

“ยังไม่กลัวอีกใช่ไหม”

“อูย....แหม....ข้ากลัวแล้วก็ได้ ยอมแพ้แล้ว เห็นข้าเป็นอะไรน่ะ น่ากลัวเสียงจะ แหบก่อน แหม....ตัวก็เตี้ยแต่ทำไมเสียงดังนัก เฮ่อ ๆๆ” พีดัม กล่าว

“เฮ่ย....หึ....เจ้าหมอนี่....หึ.....เจ้าหมอนี่....” ซกพุง โกรธ

พีดัม มาพบกับยิมจง จึงถูกถามว่าทั้งสองเคยรู้จักกันหรือ

“แน่นอน ท่านน่าจะรู้จักข้าบ้าง เมื่อ กี้ไม่ได้เห็นข้าหรอกหรือ” พีดัม กล่าว

“เพราะอะไร ทำทำไม”

“หือ...ท่านอยู่หน่วย “ฮูกุก” ใช่ไหม แหะ....เท่าที่รู้ สมัยก่อนอาจารย์ข้าก็อยู่หน่วยฮูกุก แถมยังคิดค้นเพลงกระบี่ฮูกุกด้วยแน่ะ แต่ว่า ถึงข้าจะไม่เคยเห็นฝีมือท่านก็จริง อึม ๆ.... อึ้ม....มาซี่ โธ่เอ๊ย....แต่ถ้างวดนี้ท่านได้ประลองกับข้า ก็เท่ากับผู้สืบทอดสองคนมา สู้กัน....แต่ว่า ท่านไม่เคยฝึกยุทธกับอาจารย์ ข้า จะเป็นผู้สืบทอดก็ไม่ถูก ถ้าท่านเกิดแพ้ขึ้นมา ให้ข้าดูแลหน่วยฮูกุกของท่านดีกว่ามั้ง แหะ ๆๆ”

“อะไรนะ กล้ามาดูถูกข้าขนาดนี้เชียวหรือ” ยิมจง กล่าว

“อุ๊ย....ไม่กล้าหรอก แหม....เฮ่ย.... ใจเย็น ๆ เคยรู้ใช่ไหมว่า ก่อนการประลองต้องทำใจให้สงบเข้าไว้ เฮ่อ ๆ ๆ”

“ยังจะพูดอีก”

“เย็นไว้โยม เย็นไว้อย่าเพิ่งเดือด แหม....น่ากลัวเชียว เชื่อข้าเดี๋ยวก็ดีเอง”

เมื่อองค์หญิงต๊อกมานรู้ว่าพีดัมเที่ยวไปยั่วยุผู้เข้าร่วมประลองคนอื่น ๆ ให้เสียสมาธิก็ตรัสถามว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร

“หม่อมฉันมั่นใจตัวเอง แต่ไม่เคยประลองกับใคร เรียกว่าขาดประสบการณ์ด้านนี้ แล้วจะรับรองผลชนะได้ไง”

“แล้วยังไง” องค์หญิงต๊อกมานตรัสถาม

“เพลงกระบี่ทุกท่า ล้วนเป็นไปตามความคิดของเรา หม่อมฉันเลยส่งผ่านความวุ่นวายไปยังคนที่จะต่อสู้ด้วย....สิ่งที่หม่อม ฉันทำ โดยเฉพาะการกวนประสาท.....คือความตั้งใจที่จะแกล้งพวกเขา”

“การรบกวนสมาธิคนอื่น คิดว่ายุติธรรมต่อการประลองหรือเปล่า”

“ก็ไหนว่าองครักษ์ต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์ไง ใครหลงกลก็ช่วยไม่ได้ล่ะ”

“เฮ่อ....เรามีการประลองเพื่ออะไร”

“เพราะองค์หญิง อยากให้ท่านยูซินได้เป็นผู้บัญชาการองครักษ์ไม่ใช่หรือ”

“แล้วยังไง”

“หม่อมฉันกำลังช่วยองค์หญิงอยู่”

มีซิลมาถามมุนโน ถึงเรื่องที่พีดัมจะเข้าร่วมประลองด้วย

“ใช่ เขาบอกว่าอยากประลองด้วย”

“ท่านพูดเหมือนกับว่า ไม่รู้ว่าเหตุ การณ์จะมาถึงขั้นนี้งั้นแหละ....เขาเป็นศิษย์ท่านแท้ ๆ จะเป็นไปได้ไงที่ท่านไม่รู้เลย ทำไมต้องเดินหมากวุ่นวายแบบนี้”

“เมื่อเขาเป็นศิษย์ข้า ก็ย่อมมีสิทธิเข้าประลองอยู่แล้ว จะบอกว่าวางแผนได้ยังไง”

“ใช่ แน่นอนอยู่แล้ว ข้าเชื่อว่า ท่านเป็นคนเถรตรงพอที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ ทุกฝ่าย”

“ข้อนี้แน่นอน”

“จำได้ว่า นับแต่ข้ารู้จักท่าน หลายปีมานี้ ไม่เคยที่จะเสื่อมศรัทธาในตัวท่านไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม....หวังว่าคราวนี้ ท่านจะทำให้ข้าเลื่อมใสได้อีก”

พระเจ้าจินพยอง ตรัสถามยองชุนว่าการประลองไปถึงไหนแล้ว

“กำลังอยู่ในช่วงต่อสู้ดุเดือดพ่ะย่ะค่ะ แต่ได้ยินว่า มีคนชื่อพีดัมเข้าร่วมการประลองด้วย”

“คนที่ชื่อพีดัม คือคนสนิทที่อยู่กับต๊อกมานไม่ใช่หรือ” พระมเหสีมายา ตรัสถาม

“พ่ะย่ะค่ะ เพราะเป็นลูกศิษย์ท่านมุน โน จึงมีสิทธิเข้าประลองด้วย”

“ฝ่าบาท....ๆ....” มหาดเล็กเข้ามา

“มีเรื่องอะไร”

“ทูตที่ไปเมืองหังโจวกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“จริงหรือ งั้นชุนชูก็มาด้วยสิ”

“แต่ว่า...เอ่อ....แต่ว่า....ๆ....”

“ทำไมอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ล่ะ”

“เกิดอะไรขึ้นหรือไง”

“ได้ยินว่า คนของท่านมีซิลชิงตัดหน้าก่อน พาตัวคุณชาย....ออกเดินทางล่วงหน้า พ่ะย่ะค่ะ”

“อะไรนะ มีซิลพาชุนชู....”

“แล้วทำไม....นางต้องเป็นฝ่ายพาชุนชูกลับมาเองล่ะ” พระมเหสีมายา ตรัสถาม

“แต่ว่า ถ้าพวกเขาเดินทางก่อนจริง ป่านนี้ก็น่าจะมาถึงเมืองหลวงของเราแล้ว ขนาดทูตยังกลับมา แล้วทำไมยังไม่เห็นพวกเขาล่ะ” ยองชุง กล่าว

“หึ....คงไม่ใช่....มีซิล....เอาตัวชุนชูไปกักไว้ที่อื่นนะเพคะ”

“หึ....ไปจับตาความเคลื่อนไหวของมี ซิลทุกฝีก้าว ที่สำคัญ ส่งคนไปที่เมือง “ทังฮันซอง” ถามว่าคณะของชุนชูเดินทางไปถึงที่นั่นหรือยัง”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

ชุนชูเดินทางมาใกล้ถึงเมืองหลวง แต่ได้ถ่วงเวลาไว้โดยอ้างว่าเวียนหัว แทนัมโพ จึงให้คนนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดให้

“คุณชาย รีบไปต่อเถอะครับ ใกล้จะถึงเมืองหลวงอยู่แล้ว” แทนัมโพ กล่าว

“เฮ่ย....แค่นั่งเกี้ยว ข้าก็เวียนหัวจนจะแย่แล้ว ท่านแทนัมโพ”

“ครับ คุณชาย”

“หึ....ได้ยินว่าช่วงนี้ มีการประลองยุทธ์หรือ”

“หา....อ้อ....ครับ”

“อ้อ.....งั้นหรือ เฮ่ย....อากาศนี่ร้อนตับแลบจริง ๆ ว่ามั้ย เฮ่ย....เฮ่อ....” ชุนชู กล่าว

ที่เมืองหลวงการประลองของเหล่าองครักษ์เริ่มการต่อสู้เป็นไปอย่างสนุกจนสุดท้ายโฮแจได้ประกาศ

“องครักษ์คิมยูซินแห่งหน่วยยองวา.....องครักษ์ไอชองแห่งหน่วยบีชอน....โพจองแห่งหน่วยยีวาซอง....พีดัมแห่งหน่วยไร้สังกัด....องครักษ์ทั้ง 4 คนนี้ ได้เข้ารอบต่อไปในการประลอง ข้าจึงขอประกาศให้รู้ กำหนดให้บ่ายนี้ เข้าประลองในรอบ 4 คนสุดท้าย”

แม้จะได้ผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้าย แต่คิมยูซินก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

“ท่านเป็นไงบ้าง” แวยา ถาม

“มาแล้วหรือ”

“ท่าทางเหมือนจะเจ็บไม่น้อย แล้วรอบต่อไปจะสู้ไหวหรือเปล่า” ซอแจ ถาม

“คนอื่นก็คงมีบาดเจ็บเหมือนกัน” คิมยูซิน กล่าว

“หึ....”

“ถ้างานนี้ท่านทำสำเร็จ เป้าหมายที่เราวางไว้ อย่างน้อยก็ร่นเวลาได้อีกสามปี.... เพราะฉะนั้นท่านต้องชนะ” แวยา กล่าว

“แข็งใจไว้หน่อยนะ เพราะท่านมีภาระหนักยิ่งกว่าใคร” ซอแจ กล่าว

“โอ๊ะ....เฮ่อ....” คิมยูซิน เจ็บแผล

ไอชองผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้าย คู่ต่อสู้ด่านต่อไปคือคิมยูซิน ลูกน้องจึงเข้ามาถามความรู้สึก

“ข้าจะพยายามสู้เต็มที่”

“ถ้าท่านใช้กำลังห้ำหั่นกับเขาเต็มที่ สุดท้ายอาจต้องไปพบท่านโพจอง จะมิยิ่งลำบากหรอกหรือ เอ่อ....ป่านนี้แล้ว ท่านยังไม่ได้คุยกับเขาอีกหรือ”

“เจ้าจะพูดอะไรกันแน่ จะให้ข้าทุจริตในการแข่งขันหรือไง....นี่คือการประลองฝีมือ ทั้งข้าและยูซิน ไม่เคยคิดอะไรนอกเหนือ จากนี้”

ซกพุง เข้ามาถามโพจองว่ายังพอสู้ไหวมั้ย และตนเองก็รู้สึกละอายใจที่พ่ายแพ้

“หึ....อย่าพูดอย่างงั้น พีดัมเค้าเก่ง จริง ๆ”

“หึ....ยังไงเจ้าต้องเอาชนะพีดัมให้เร็วที่สุด เพื่อออมกำลังไว้ รอบสุดท้ายจะได้ไม่กินแรงมาก”

“หึ....”

“ยูซินกับไอชองเป็นเพื่อนรัก ไม่แน่อาจรวมหัวทำอะไรบางอย่าง....ความถนัดของเจ้าพีดัม คือการกระโดดและโต้ตอบฉับไว แต่ว่า ตอนนี้เขาเจ็บที่หน้าแข้งขวา ถ้าโดดไปทางขวาจะค่อนข้างลำบาก” ซกพุง กล่าว

แทพุงจะนำน้ำมาให้พีดัมดื่ม แต่พบว่าเขากำลังนอนหลับอยู่ และเป็นห่วงว่าพีดัมจะได้รับบาดเจ็บจนเดินไม่ไหว ด้านมีเซ็งออกตามหามีซิลในห้องทำงานและที่ประลองยุทธแต่ ก็ไม่พบ

“ที่แท้มาอยู่นี่หรอกหรือ เฮ่ย...ปล่อยให้ หาตั้งนาน เหนื่อยแทบแย่ เฮ่ย...”

“เมื่อกี้ฮาจองมาบอกเรื่องชุนชูให้รู้ ข้าก็อยากพบเจ้าเหมือนกัน ตกลงเขามาถึงหรือยัง” มีซิล ถาม

“เฮ่ย...ยังมั้ง ไม่เห็นจะได้ข่าวเลย แต่ได้ยินว่า ข้ามเขากึมอูซานมาแล้ว คงใกล้จะถึงเมืองหลวงเต็มที เฮ่อ...”

“อะไรนะ”

“ข้ามเขากึมอูก็ถึงเมืองหลวงแล้วนี่ทำไม ยัง...” ซอวอน กล่าว

“เฮอะ...เพราะว่า...โอ๊ย...อยากจะบ้า เพิ่ง รู้ว่าขี่ม้าไม่เป็นถึงได้ช้าขนาดนี้ เฮ่ย...หึ ๆ ๆ เฮ่ย ...แต่ว่า เขาไม่เหมือนข้าหรอกนะอย่างน้อยเขาก็ ไม่มีอะไรเก่งซักอย่าง แหะ ๆ ๆ” มีเซ็ง กล่าว

แทนัมโพ เสนอที่จะสอนขี่ม้าให้กับชุนชู

“เมื่อก่อนข้าก็เคยคิดจะหัดขี่ม้า แต่พอเอาเข้าจริง มันไม่ง่ายอย่างที่คิด...เมื่อกี้ได้ยินว่า ท่านจะสอนข้าหรือ”

“หึ...ใช่ครับคุณชาย”

“งั้นก็ได้ ข้าจะลองดูซักครั้ง”

“นั่งได้ถูกท่าแล้ว ลำดับต่อไปก็คือจับเชือกให้แน่น”

“เอ่อ...ข้าเริ่มกลัวแล้ว ขอลงไปดีกว่า”

“คุณชาย ยังไม่ทันให้มันวิ่งเลย”

“ข้าไม่ฝึกแล้ว”

“หึ...เฮ่ย...”
“เฮ่ย...เฮ่อ...แค่ขึ้นไปนั่งเดี๋ยวเดียว ข้าก็รู้สึกเหนื่อยแย่แล้ว แถวนี้มีโรงเตี๊ยมมั้ยข้าจะพักหน่อย”

“หา...แค่ขึ้นไปนั่งยังไม่ทันทำอะไรเลย คุณชาย เราต้องรีบเดินทางนะครับ”

“บอกให้ไปหาโรงเตี๊ยม”

มุนโน ทูลถามองค์หญิงต๊อกมานว่าได้รับสั่งให้พีดัมทำอะไรพิเศษหรือไม่ เพราะเขาได้ไปประลองโดยไม่บอกตนเอง แต่องค์หญิงตรัสปฏิเสธ จากนั้นก็รีบเสด็จไปที่ลานประลอง

“ทุกคนฟัง นี่คือการประลองในรอบสี่คนสุดท้าย คิมยูซินแห่งหน่วยยองวา ไอชองแห่งหน่วยบีชอน สองคนเดินมาข้างหน้า ทั้งคู่แสดงความเคารพ องครักษ์ทั้งสอง เข้าประจำที่ เริ่มการประลองได้” โฮแจ กล่าว จากนั้นทั้งสอง ก็ประลองฝีมือกันโดยมีกองเชียร์เป็นองครักษ์หน่วยของตน สุดท้ายคิมยูซินเป็นฝ่ายชนะได้เข้าสู่รอบสุดท้าย จุปังรีบเข้ามาแสดงความยินดี

“ระวัง ๆ ค่อย ๆ เดิน ช้า ๆ ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบ ปล่อยให้นอนลงก่อน ค่อย ๆ นะ แหม...ดูซิเนี่ย...”

“ท่านยูซิน ท่านทำดีมากเลย” โกโต กล่าว

“นั่นสิเป็นการต่อสู้ที่มันมาก สู้เก่งขนาดนี้ทำไมเมื่อก่อนไม่เห็นลงแข่งล่ะ” จุปัง กล่าว

“ข้าดูจนเกือบร้องไห้แน่ะ อ้อ...น้ำอยู่นี่ มา...ค่อย ๆ ดื่มนะ ไม่ต้องรีบ” แทพุง กล่าว

“ท่านไอชองก็เหลือเกิน สู้ไม่ได้ยังทำให้ท่านยูซินเปลืองแรง...” จุปัง กล่าว จากนั้นไอชองก็เดินเข้ามาหาคิมยูซิน

“ฝ่ายแพ้ยังเดินไหว ฝ่ายชนะกลับหมดแรง เป็นการต่อสู้ที่สนุกนัก”

“อืม...ในเมื่อผ่านข้าไปได้ ตำแหน่งผู้นำ องครักษ์ก็ต้องเป็นของเจ้า เข้าใจมั้ย” ไอชอง กล่าว

“ตบมือเร็วเข้า” จุปัง บอกทุกคนแล้วก็หัวเราะกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นแทนัมโพ เข้ามาตามชุนชู ที่ห้องพักแต่ก็ไม่พบชุนชูได้หนีออกจากโรงเตี๊ยม เพื่อไปแอบดูการต่อสู้ที่ลานประลอง ซึ่งโพจองกำลังประลองฝีมือกับพีดัม

“ผลที่ออกมา พีดัมเป็นฝ่ายชนะ...ได้สิทธิไปแข่งรอบสุดท้าย เนื่องจากนี่ก็ใกล้เย็นแล้ว ฉะนั้น รอบสุดท้าย...ให้ไปประลองฝีมือในพรุ่งนี้ เช้า” โฮแจ กล่าว

“ไม่ต้องรออีกแล้ว ข้าขอสู้กับท่านยูซิน เดี๋ยวนี้เลย” พีดัม กล่าว

“คิมยูซินแห่งหน่วยยองวา เชิญออกมา หน่อย พีดัมบอกว่าจะขอสู้ต่อ เจ้ามีความเห็นยังไงบ้าง”

“ถ้าเขาคิดว่าสู้ไหว ข้าก็ไม่ปฏิเสธ”

“หึ ๆ”

“ถ้าอย่างงั้น อีกหนึ่งชั่วยามให้หลัง ยาม เย็นของวันนี้ ให้มาแข่งในรอบสุดท้าย” โฮแจ กล่าว

ยองชุนเข้ามารายงานพระเจ้าจินพยองว่าโพจองเป็นฝ่ายแพ้หนุ่มที่ชื่อพีดัม

“ไหนบอกว่าโพจอง ไม่เคยประลองยุทธ แพ้ใครมาก่อนไงล่ะ” พระมเหสีมายา ตรัส

“หึ...ขนาดเอาชนะโพจองได้ แสดงว่าน่าจะเก่งไม่น้อย” พระเจ้าจินพยอง ตรัส

“พ่ะย่ะค่ะ ถ้าสุดท้ายพีดัมเป็นฝ่ายชนะจริง ๆ ก็แปลว่าทั้งพีดัม ยูซินและโพจองชนะคนละหนึ่งรอบ ถึงตอนนั้นอาจต้องใช้การออกเสียงเพื่อคัดเลือกผู้นำ”

“ถ้าอย่างงั้น โพจองก็จะมีโอกาสมากกว่า ใคร”

“ถ้ายูซินเป็นฝ่ายชนะ ได้เป็นผู้นำองครักษ์ อีกหน่อยก็จะเป็นกำลังสำคัญให้ต๊อกมาน” พระมเหสี มายา ตรัส

ฮาจอง มาบอกมีซิลว่าโพจองแพ้ให้แก่พีดัม

“พีดัม” มีซิล คิด

“ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ทำเป็นคุยโตโอ้อวด ตั้งแต่ประลองมาไม่เคยแพ้ใคร เฮ่ย...นึกแล้วต้องเป็นแบบนี้ เฮ่ย...”

“ก็แปลว่ารอบสุดท้าย กลายเป็นพีดัมเข้าชิงกับยูซินงั้นสิ ท่านเซจู เรื่องนี้เราจะทำไงดี” เซจอง กล่าว

“เอ๊ะ...เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนท่านแม่ สองคนนี้ เป็นคนขององค์หญิงต๊อกมานหมดนี่นา”

“ตายล่ะแล้วทำไม...” เซจอง กล่าว

“ข้าต้องไปดูเองซะแล้ว” มีซิล กล่าว

“หา...ไปดูเอง ถึงท่านไปเองก็ไม่ช่วยอะไรหรอกครับ” ฮาจอง กล่าว

เมื่อมาถึงที่ลานประลอง โพจองก็รีบขอโทษมีซิล แต่นางได้บอกว่าโพจองได้ทำเต็มที่แล้ว ทำได้แค่นี้ก็ถือว่าเก่งมาก ด้านองค์หญิงต๊อกมานรู้ว่าพีดัมมีแผนอะไรอยู่จึงเข้าไปหา

“ถ้าหาก...สิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่ คือเรื่องที่ข้าเป็นห่วงละก็ ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้าเลย”

“เรื่องที่องค์หญิงทรงเป็นห่วง คือผลการต่อสู้ของท่านยูซินใช่ไหม” พีดัม ทูล

“แพ้หรือชนะ ข้ายอมรับได้ แต่ทำอย่างงั้น ข้ารับไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเจ้าคิดทำจริง ก็ขอให้เลิกคิดซะ โดยเฉพาะท่านยูซิน...ไม่มีวันร่วมมือกับเจ้าแน่” องค์หญิงต๊อกมานตรัส จากนั้นคิมยูซินและพีดัมได้ต่อสู้กัน

“หึ...ตั้งใจสู้หน่อย ได้ไหม”

“หึ...ข้าก็ตั้งใจอยู่แล้วนี่” พีดัม กล่าว

“หึ...ย้าก...ถ้าเจ้าทำเล่น ๆ ข้าจะฆ่าเจ้าซะ หึ...เข้าใจไว้ด้วย หึ...โอ๊ะ...” คิมยูซิน กล่าว

“มองให้มันไกลหน่อย หึ...ระหว่างท่านกับงานใหญ่ขององค์หญิง งานนี้แทบไม่มีความหมายเลย”

“ห้ามลบหลู่การประลองนะ ย้าก...ลุกขึ้นมาสู้ต่อ ฮึ่ม...”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ.... เจ้าสองคน เห็นการ ประลองอันมีเกียรติเป็นของเล่น ยังคู่ควรเป็นองครักษ์อีกหรือ” ชิซู เดินเข้ามา

“มุนโนให้พีดัมลงแข่ง ไม่แน่อาจจะเพื่อกันโพจองไว้ เพื่อให้คิมยูซินเป็นผู้ชนะในที่สุด” ซอวอน กล่าว

“การประลองอันมีเกียรติของเรา จะให้ มุนโนมาย่ำยีได้หรือ” ชิซู กล่าว

“ข้าก็หวังว่าคงไม่ใช่ แต่ผลที่ออกมาดูไม่ค่อยปกตินัก” ซอวอน กล่าว

“ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาเล่นตลก”

“ถ้ามุนโนวางแผนจะเดินทางนี้จริง เราจะยิ่งควบคุมได้ง่ายมากกว่า” มีซิล กล่าว

“ข้าเข้าใจดี”

“ท่านวอนซังฮา...มีอะไรจะพูดงั้นหรือ เห็น การประลองเป็นของเล่นยังไงกัน” มีซิล กล่าว

“ข้าวอนซังฮาชิซู ชั่วชีวิตฝึกกระบี่มายาวนาน ถ้าหากเมื่อกี้ข้าดูผิดว่าพวกเขาไม่ได้สมรู้ร่วมคิด ข้ายินดีที่จะ...ควักลูกตาเป็นการชดเชยความผิด ทันที” ชิซู กล่าว

“ตกลงยังไงกันแน่” โกโต กล่าว

“จะควักตาแล้ว” จุปัง กล่าว

“ท่านมุนโน เชิญท่านพูดหน่อยซิ กล้าบอกมั้ยว่า นี่เป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรมน่ะ...ถ้าหาก...แม้แต่ครูฝึกอย่างท่านยังคิดว่าพวกเขาสู้กันอย่างเป็นธรรม งั้นหน่วยองครักษ์ ก็ควรยุบได้แล้ว” ชิซู กล่าว

“หา...เอางั้นเลยหรือ...เป็นเรื่องแล้วมั้ยล่ะ...” ทุกคนตกใจ

“พี่จุปัง เกิดอะไรขึ้นน่ะช่วยอธิบายหน่อยซิ” แทพุง ถาม

“ข้าก็ไม่รู้ ดูไปก่อน” จุปัง กล่าว

“ตกลงใครเป็นฝ่ายชนะ” ชุนชู ถาม

“อย่าถามมากน่ะ” จุปัง กล่าว

“ผู้ชายคนนั้นโผล่มาทำไม” ชุนชู ถาม

“พูดไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวพ่อ...เจ้าเป็นใครน่ะ” จุปัง ถาม

“ข้าหรือ...คิมชุนชู...” ชุนชู กล่าว




..............จบตอนที่ 34...........



วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 33



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 33
Cr. : Dailynews Online


ต๊อกมานกับคิมยูซินเจอข้อความที่เขียนไว้ว่า “ต๊อก...อ๊อก...อิลชิล....บังลา....ซาปัง”

“หมายถึงอาณาจักรใหม่อันยิ่งใหญ่” ยูซิน กล่าว

“ต่อด้วยแผ่ขยายกว้างไกล”

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ชิลก็คืออาณาจักรใหม่”

“ลา คือการแผ่ขยาย”

“นี่ก็คือ....ความหมายที่สามของชื่อแคว้นชิลลา”

“แล้วตรงนี้เขียนอะไรอีก”

“สาม....รวมเป็น....หนึ่ง...”

“ปึกแผ่น”

“ต๊อกอ๊อกอิลซิล บังลาซาปัง ความหมาย ก็คือ....รวม 3 แคว้นให้เป็นปึกแผ่น” ยูซิน สรุปความหมายของทั้งหมด

“หา....หึ....”

เมื่อถึงเวลาที่ต้องตอบคำถาม ซกพุงและยิมจงสารภาพว่าหาความหมายของชื่อแคว้นชิลลาได้เพียง 2 ความหมายเท่านั้น มุนโนจึงเตรียมที่จะสรุปว่าในรอบนี้คงไม่มีใครชนะ

“ต๊อกอ๊อกอิลชิล บังลาซาปังคือคำตอบครับ ชิลคือต๊อกอ๊อกอิลชิล ลาคือบังลาซาปัง” ยูซิน พูดแทรกขึ้นมา

“ใช่ ถูกต้อง เจ้าตอบถูกจริง ๆ แล้วรู้ความหมายหรือเปล่า”

“ความหมายก็คืออาณาจักใหม่อันยิ่งใหญ่ บารมีปกคลุมทั่วแดนน่ะครับ”

“ถ้าอย่างงั้น ความหมายแท้จริงของสองประโยคนี้ หมายถึงอะไรกันแน่....ข้าถามว่าความหมายแท้จริงของสองประโยคนี้หมายถึงอะไร....ทำไมไม่ตอบข้าล่ะ”

“ข้ายังไม่ทันตีความ ว่าจะมีความหมายอื่นน่ะครับ....รู้แต่หมายถึงอาณาจักรใหม่ แผ่บารมีไปทั่วแดน แค่นี้ก็เป็นความหมายลึกซึ้งพอแล้ว” ยูซิน กล่าว

“หึ....ใช่ แค่นี้ก็พอแล้ว ที่แล้วมาการเลือกองครักษ์ ส่วนใหญ่มักใช้การประลองฝีมือเป็นเกณฑ์ตัดสิน แต่คราวนี้เพื่อให้เข้าใจถึงจุดประสงค์ของพระเจ้าจินฮึงที่ทรงก่อตั้งหน่วย องครักษ์ จึงได้ตั้งโจทย์นี้ขึ้นมา ดีที่คิมยูซินมีความพยายาม...ค้นหาคำตอบมาจนได้ งั้นอีก 10 วันข้างหน้าจะมีการประลองยุทธ ขอให้ทุกคนจดจำหน้าที่องครักษ์ให้ดีด้วย”

“ครับ”

“การแข่งขันรอบที่สอง คิมยูซินเป็นฝ่ายชนะ” มุนโน กล่าว

มีเซ็งได้ยินมาว่ามุนโนไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของยูซินสักเท่าไหร่ แต่เพราะเขาเป็นคนเถรตรง ถ้าไม่ใช่คำตอบจริง ๆ เขาคงไม่ยอมปล่อยให้ยูซินชนะ

“แม้แต่เจ้าก็เชื่อว่า เขาไม่รู้คำตอบจริงงั้นหรือ”

“ข้าไม่เชื่อหรอก ทั้งองค์หญิงต๊อกมาน และคิมยูซิน รู้คำตอบแล้วทั้งคู่” มีซิล กล่าว

“แล้ว....ในเมื่อรู้อยู่ แล้วทำไมไม่ตอบไปเลยล่ะ”

“ข้าเคยบอกแล้วว่าต่อให้รู้คำตอบจริงก็ไม่มีใครกล้าพูด”

“อ้อ....แหะ....ใช่ ฮึ่ม....”

“เฮ่ย....ปวดหัวจริง ทำเป็นลึกลับซับซ้อน เฮ่ย....”

“เขาจงใจจะให้บทเรียนแก่ต๊อกมาน หรือว่า....จะบอกนางทางอ้อมว่าไม่เหมาะจะเป็นประมุขแห่งชิลลากันแน่ อะไรคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของมุนโนนะนี่” มีซิล คิดอย่างสงสัย

ต๊อกมานสงสัยในคำถามของมุนโน นางจึงไปขอคุยกับเขาตามลำพัง

“เพราะสาเหตุนี้ใช่ไหม ท่านถึงคัดค้านไม่อยากให้ข้าปกครองชิลลา นั่นเพราะว่า ท่านคิดว่าข้าไม่อาจสานต่อเจตนารมณ์ของอดีตพระราชา”

“ใช่”

“หึ....เพราะว่า....ข้าเป็นผู้หญิงใช่ไหม” ต๊อกมาน ถาม

“ขอทรงอภัย เป็นอย่างงั้นจริง ๆ”

“หึ....พูดให้ตรงก็คือท่านไม่เชื่อความสามารถของผู้หญิง เป็นอย่างงั้นใช่ไหม” ต๊อกมาน กล่าว

“มันก็ไม่เชิงนัก จากที่เห็นผลงานของมีซิล ทำให้หม่อมฉันรู้ว่าไม่ควรประมาทปัญญาของผู้หญิง”

“แล้วเพราะอะไร”

“ทรงมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ที่จะปก ครองบ้านเมือง” คำถามของมุนโน ทำให้ต๊อกมานหยุดคิด

“ข้าต๊อกมาน....เชื่อว่าตัวเองพร้อมทุกด้าน มีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อบ้านเมือง”

“เรากำลังคุยเรื่องบ้านเมือง ไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติส่วนตัวขององค์หญิง”

“ถ้าอย่างงั้น ชิลลาต้องการให้พัฒนาด้านไหนบ้าง....ได้ยินว่าก่อนพระเจ้าจินฮึงจะสวรรคต ได้ทรงถอนพระทัยอย่างหนัก เมื่อรับสั่งถึงอนาคตของแคว้นชิลลา....ทรงเป็นห่วงว่าแคว้นเราจะถูกกลืน นี่คือเป้าหมายหลักใช่ไหม....มีซิล....เป็นคนที่ไม่อาจแยกแยะ....ผลประโยชน์ส่วนตัวออกจากเรื่องของบ้านเมืองได้ เพราะนางไม่ใช่เชื้อพระวงศ์โดยกำเนิดที่จะห่วงบ้านเมืองจริง และนางก็ไม่มีสิทธิด้วย แต่ว่า ข้าเป็นเชื้อพระวงศ์ ที่จริงการเป็นเชื้อพระวงศ์ ก็ไม่มีอะไรสำคัญนัก สำหรับข้าแล้วเป็นเพียงบันไดขั้นแรก ที่จะเข้ามาทำงานใหญ่เท่านั้น.... แต่ว่า ตอนนี้สิ่งที่ท่านต้องวิเคราะห์ให้หนักก็คือ มาถึงยุคสมัยนี้แล้ว เราจะใช้ระบอบไหนในการปกครองดี....ท่านอยากให้พระราชามีอำนาจมากขึ้น หรือขุนนางมีอำนาจมากกว่า” ต๊อกมาน กล่าว พีดัมที่แอบฟังอยู่อึดอัด

“ต้องเป็นพระราชาอยู่แล้ว แต่ว่ายังไงก็ไม่ใช่ผู้หญิง” มุนโน กล่าวยืนยัน

ยูซินบอกให้พ่อแม่ของเขารู้ว่า เขารู้ความหมายที่มุนโนถาม แต่ไม่สามารถที่จะพูดได้

“จะเป็นหนึ่งในชนเผ่า หรือเป็นที่สองในแคว้นใหญ่ ตอนนี้เราอยู่ในแคว้นชิลลา” ยูซิน กล่าว

“ความหมายของเจ้าคือยอมเป็นรอง คนอื่นงั้นหรือ เหมือนสมัยก่อนพระเจ้า “คูยอน” ใช่ไหม”

“ใช่ครับ ต้องทนกับกระแสต่อต้านจากขุนนางอื่น สร้างผลงานให้เหนือกว่าพวกเขา ขณะเดียวกันก็ห้ามคิดใฝ่สูงเกินตัว ต้องอยู่ใต้อำนาจของพระราชา”

“แต่ว่า คนที่เจ้ารับใช้คือองค์หญิงต๊อกมาน ถ้าเจ้าเป็นราชบุตรเขยก็มีสิทธิเป็นพระราชาได้”

“นั่นเป็นเรื่องที่ห้ามเด็ดขาด ถ้าให้ชาวคาย่าอย่างข้าขึ้นครองราชย์ ขุนนางชิลลาทั้งหลายก็จะไปเข้ากับมีซิล เกิดการต่อต้านพวกเราอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น เท่ากับเผ่าคาย่าเปิดศึกกับชิลลาด้วย”

“หึ....”

“ท่านพ่อ ข้ายินดีแลกกับชีวิตตัวเองก็จริง แต่ว่าข้าไม่มีสิทธิเอาชีวิตชาวคาย่าทั้งหลาย เป็นเดิมพันในงานนี้ด้วย....เลยขอสละสิทธิที่ควรได้ ให้องค์หญิงได้ครองแคว้นชิลลา เป็นการเปิดทางให้ชาวคาย่าของเราด้วย” ยูซิน กล่าว

มุนโนถามต๊อกมาน ว่านางรู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร จนวันนี้ถึงยังไม่มีผู้หญิงได้ครองเมือง

“สมัยก่อนพระเจ้า “อุยแจ”....บัญญัติให้สืบราชสมบัติเฉพาะโอรสเท่านั้น ก็เพื่อตัดปัญหาไม่ให้ฝ่ายในมีการชิงดีชิงเด่น หากฝ่ายในมีการชิงอำนาจจริง ก็แปลว่าอำนาจของพระราชา อ่อนด้อยลง แล้วตอนนี้ ถ้าองค์หญิงขึ้นครองราชย์ คนที่อยากเป็นราชบุตรเขยก็จะมีการแก่งแย่งอย่างรุนแรง อีกอย่าง เพียงแค่ผู้หญิงหวังจะครองราชย์ ก็เป็นประเด็นให้ขุนนางถกเถียงอย่างหนักได้แล้ว...ไหนจะมีราษฎรอีก ชาวบ้านจะเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้ยังไง ต่อให้ทรงสร้างหอดูดาวและเปิดเผยเรื่องปฏิทิน แต่ชาวบ้านยังคิดแต่เรื่องบนบานศาลกล่าว คิดว่าจะเข้าใจเรื่องผู้หญิงครองเมืองได้หรือ....องค์หญิงจะสร้างความแตกแยกแล้วค่อยก้าวสู่อำนาจ เป็นเป้าหมายที่สำคัญหรือไง หากเป็นอย่างงั้นจริง ทำไมต้องเป็นองค์หญิงด้วย....เราเคยมีนักปกครองที่เป็นหญิงซ้ำยังสร้างคุณูปการมากมาย แม้แต่มีซิลก็เป็นได้” มุนโน กล่าว

“มีซิล....เป็นไม่ได้หรอก”

“เพราะอะไร เพราะนางไม่ใช่เชื้อพระวงศ์หรือ”

“ไม่ใช่ เพราะนางไม่มีอุดมการณ์ มีซิล ....มีคุณสมบัติในการเป็นผู้นำก็จริง แต่นางไม่เคยคิดครองเมือง จึงไม่มีสิทธิจะเป็นประมุขแห่งชิลลา....เรื่องแบบนี้ต้องเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น ถึงรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร.... ท่าน บอกว่าข้าจะสร้างความแตกแยกกว่าจะมีอำนาจงั้นหรือ ท่านเคยบอกว่า มีเหตุผลหลายอย่างที่ข้าไม่ควรครองราชย์ แต่ข้ามีสามข้อ ที่คิดว่าสมควร...ข้อที่หนึ่ง ความเจ็บแค้น ข้าจะใช้ความเจ็บแค้นของตัวเองเป็นเยี่ยงอย่างแก่ราษฎรที่ถูกมีซิลกดขี่ ข้อสอง เนื่องจากข้าเป็นเชื้อพระวงศ์ จึงสามารถปกครองเหล่าขุนนางได้” ต๊อกมาน กล่าว

“แล้วไงอีก”

“ข้อสาม คงต้องบอกว่าท่านมุนโนช่วยเหลือ โดยเฉพาะคำถามสองในการแข่งคัดเลือกองครักษ์ ทำให้ข้ามีเป้าหมายชัดเจนขึ้น”

“นั่นคืออะไร”

“เหมือนที่ข้าชอบทำในสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้ ก็ให้แคว้นชิลลา ร่วมสร้างฝันที่เป็นจริงพร้อมกับข้าด้วย”

“สร้างยังไง ใช้อะไรสร้าง” มุนโน ถาม

“เหมือนที่มีซิลเคยทำ ใช้ฐานะธิดาแห่งสวรรค์ คำนวณปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหลายอย่าง หรือแม้แต่เพ้อฝัน....หวังลม ๆ แล้ง ๆ”

“อะไรคือความเพ้อฝัน”

“ความหวังไงล่ะ....ทุกคนที่เป็นชาว ชิลลา ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือองครักษ์ ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่คิดในใจ และพร้อมจะให้ความร่วมมือทันที เมื่อมีการริเริ่ม และท่านเคยบอกว่า เป็นสิ่งที่ข้าไม่มีวันจะทำได้ เป็นความฝัน....ที่ไม่มีวันเกิดจริงในชิลลา นั่นแหละคือความหวัง” ต๊อกมาน กล่าว

หลังจากที่ต๊อกมานคุยกับมุนโนเรียบร้อยแล้ว จึงชวนโซวาไปเยี่ยมที่หลุมศพขององค์หญิงชอนมยอง

“พี่หญิง ข้าคิดถึงท่านจัง ท่านว่า....ข้าจะทำได้ไหม....ข้าสามารถทำได้จริงหรือเปล่า”

ด้านพีดัมหลังจากที่แอบฟังต๊อกมานคุยกับมุนโนแล้ว ก็อดเก็บมาคิดไม่ได้ว่า รวมสามแคว้นเป็นหนึ่ง หมายความว่าอย่างไร แล้วพีดัมก็นึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองเป็นเด็ก สมัยที่มุนโนพาไปโกคูรยอและแพ็กเจ พร้อมบอกด้วยว่า สิ่งที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อพีดัมเพียงคนเดียว แล้วมอบของสิ่งหนึ่งให้ แต่สุดท้ายของสิ่งนั้นก็ถูกโจรแย่งไป เขาจึงไปเอาคืน พร้อมกับฆ่าพวกโจรตายทั้งหมด มุนโนที่ตามไปช่วยเห็นเหตุการณ์แล้วถึงกับตะลึง

“ข้าใส่ยาพิษไว้ในอาหาร แล้วหลอกให้พวกเขากินของนี่ ท่านเคยบอกว่าไม่ให้ใครดูใช่ไหมครับ” พีดัม กล่าว

“เจ้าฆ่าพวกเขาหมดเลยหรือ”

“อึม....”

“เจ้ากล้าถึงขนาดฆ่าคน” มุนโน ถาม

“ก็พวกเขาทำร้ายข้าก่อน แถมยังแย่งของ ๆ ข้าไปอีกนี่ครับ ที่สำคัญ เป็นของที่อาจารย์สั่งห้ามไว้ด้วย ข้าก็เลย....วางยาฆ่าซะให้หมด หึ ๆๆ....ข้าแกล้งเอาอาหารมาให้ พวกเขากินอย่างตะกละตะกลาม โดยไม่รู้ว่าข้าวางยาไว้ หึ ๆๆ เฮ่อ ๆๆ” พีดัมหัวเราะชอบใจ

เมื่อคิดได้ดังนั้น พีดัมจึงรีบไปที่วัด อ้างกับไต้ซือว่ามุนโนใช้ให้มาเอาหนังสือที่ฝากไว้ เมื่อได้มาแล้วเขาจึงรีบเปิดดู

“นี่คือแผนที่ของสามแคว้น สิ่งที่ อาจารย์เตรียมไว้ คือแผนที่ของสามแคว้นหรือนี่....เขาบอกว่าทำเพื่อข้า วันเกิดของยิน-มยอง ใครคือยินมยองน่ะ วันเกิดข้านี่นา.... ยอนจง... เจ้านี่เป็นใครอีก”

แล้วพีดัมก็เปิดหนังสือเล่มต่าง ๆ ดู นึกสงสัยในคำพูดของโซวา ที่บอกว่าเขาเป็นลูกใคร

มีซิลมาพบยูซิน เห็นเขากำลังเหม่อ จึงถามว่าคิดอะไรอยู่

“ท่านมีธุระอะไร”

“พรุ่งนี้เป็นวันประลองยุทธ์แล้วสิ”

“หรือว่า คิดถึงตอนอยู่เขตยีซอ เคยประมือกับยูซินใช่ไหม...อย่าคิดมากอีกเลย ใคร ๆ ก็รู้ ตอนนั้นเจ้าบาดเจ็บที่มือ” ซกพุง กล่าว

“ตอนนั้น ที่ข้าแพ้คิมยูซิน ไม่ใช่เพราะเจ็บมือหรอก”

“อะไรนะ”

“เหมือนที่บอกเมื่อกี้ อย่าประมาทคู่ต่อสู้เป็นอันขาด ถ้าหาก....มีสิบคนกำลังจะสู้กับคนคนหนึ่ง สิบคนนั้นจะไม่ทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อเล่นงานศัตรูคนเดียวแน่ เพราะถือว่าตัวเองมีกำลังมากกว่า แต่ว่าหนึ่งคนที่จะสู้กับสิบคน กลับคิดไม่เหมือนกัน คนคนนั้น เขาจะเอาชีวิตเข้าแลก เพราะนอกจากตัวเองแล้ว จะไม่มีใครสามารถปราบสิบคนนั้นได้อีก....ฉะนั้นในแง่ของความคิด สิบคนนั้นถือว่าแพ้ตั้งแต่แรก”

“ความจริงเจ็บมือหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญคือ....ความรู้สึกทางใจมากกว่า”

“แต่ตอนนั้นเจ้า....แค่กระบี่ยังจับไม่ได้เลย”

“นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะตอนอยู่เขตยีซอ ข้าไม่คิดสู้กับเขา ในขณะที่คิมยูซิน บุกมาเพื่อจะสู้ตาย ข้าจึงเป็นฝ่ายแพ้เขาในแง่ความคิด” โพจอง กล่าว

“ความคิดในใจ สำคัญยิ่งกว่าอะไร โพจองไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะประมาทได้ ตรงข้าม...เขา เป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นจงอย่าชะล่าใจแม้แต่น้อย”

“แล้วเพราะอะไร ท่านต้องมาบอกให้ข้ารู้ด้วย”

“เพราะว่า ข้าอยากเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดจริงจัง....ถ้าเจ้ารับมือไม่ไหวหรือยอมแพ้ง่าย ๆ มิเป็นเรื่องน่าเสียดายหรือ ข้าน่ะ ชอบดูการต่อสู้ที่ก้ำกึ่ง อีกอย่างคือจนถึงวันนี้ ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นศัตรูกับข้า” มีซิล กล่าว

แวยาได้กลับมาอยู่ชิลลาอย่างเปิดเผย เพราะยูซินเป็นคนให้เขามาเป็นลูกบุญธรรมของพ่อตน ทำให้เขากับแวยาต้องกลายเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และยังทำให้เขาได้เป็นองครักษ์ด้วย

“ท่านน่ะ อยากแต่งงานกับองค์หญิงต๊อกมานเพื่อเป็นราชบุตรเขย จากนั้นก็เป็นพระราชาใช่ไหม” แวยา กล่าว

“เพราะอย่างงี้ ถึงทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยองค์หญิงจนได้รับการยอมรับอย่างทุกวันนี้ไง”

“เฮ่อ....ข้าไม่เคยคิดอย่างงั้น” ยูซิน ปฏิเสธ

“หึ....ปากก็ต้องพูดแบบนี้อยู่แล้ว เอาเป็นว่า ข้าจะช่วยท่านแน่นอน เราเป็นชาวคาย่าเหมือนกัน....ไม่ว่าข้าจะเป็นใหญ่ หรือท่านจะเป็นใหญ่ก็ไม่ต่าง ขอเพียงชาวคาย่าได้ครองแผ่นดินชิล ลาก็พอ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีแห่งการล่มสลายของชนเผ่า ข้ายินดีช่วยท่านเต็มกำลัง เพราะฉะนั้น ยังไงก็ต้องเป็นผู้นำองครักษ์ให้ได้ แล้ว....เราจะไม่มีวันหักหลังท่าน....หึ....” แวยา บอกอย่างจริงจัง

พีดัมเห็นวันเกิดในสมุดที่เขาได้มา จึงคิด ว่าเป็นของต๊อกมาน เลยรีบไปหานาง พร้อมกับเตรียมดอกไม้ไปด้วย

“เป็นห่วงเขาหรือ....แหะ ๆ ข้าเคยสู้กับคนชื่อโพจองอะไรนั่น ไม่เห็นจะเก่งตรงไหน เชื่อว่าท่านยูซิน....”

“การประลองคืออีกอย่าง ไม่เหมือนการต่อสู้ที่วุ่นวาย ที่สำคัญโพจอง....ไม่เคยแพ้ใครในการประลองยุทธ์ หนำซ้ำเท่าที่ประเมินความสามารถของสองคนนี้ ถ้าใครประมาทก็จะมีผลต่อแพ้ชนะทันที....อีกอย่าง ท่านยูซินเพิ่งประลองเป็นครั้งแรก มันคงไม่ง่ายนัก.....แต่ยังไงเขาต้องเป็นผู้นำองครักษ์ให้ได้ หึ....เจ้าทำอะไรน่ะ”

“หึ ๆ คือ....วันนี้ เป็นวันเกิดองค์หญิงไม่ใช่หรือ ระหว่างทางก็เลยเด็ดมาให้ ผู้หญิงนี่แปลกพิลึก ทำไมชอบดอกไม้ก็ไม่รู้” พีดัม กล่าว

“หึ ๆ ชอบดอกไม้แล้วทำไม น่าแปลกมากหรือ”

“ก็มันกินไม่ได้นี่นา ใช้งานก็ไม่ได้”

“เอาเป็นว่าขอบใจ แต่ว่า....ข้าไม่ได้เกิดวันนี้ ข้าน่ะเกิดปี “ซินยอ” วันที่ 10 เดือน 6” ต๊อกมาน กล่าว

“เอ่อ....อ้าว....นึกว่าเป็นวันนี้ซะอีก แหม ....ข้านี่แย่จริง จำผิดจำถูก เฮ่อ ๆ ๆ” พีดัม กล่าว

“หึ....อาจเพราะเป็นผู้ชายอยู่นาน ข้าก็ลืมเรื่องนี้ไปด้วย แต่ไม่นึกว่าเจ้ายังเห็นข้าเป็นผู้หญิงอยู่”

“หึ....อ้อ....องค์หญิง หม่อมฉันอยากหาความรู้ให้มากขึ้น ช่วยพาไปหอตำราหลวงได้ไหม ทุกครั้งที่เห็นท่านยูซินพูดจาเป็นหลักเป็นฐาน หม่อมฉันรู้สึกอิจฉามากเลย”

“งั้นก็ได้” ต๊อกมานกล่าว พร้อมกับพาพีดัมไปที่หอตำราหลวง

“หึ ๆ ๆ”

“ข้าบอกคนดูแลไว้แล้ว ให้เจ้าเลือกอ่านได้หมด”

“ขอบพระทัยองค์หญิง”

พีดัมเริ่มค้นหาข้อมูลของคนที่ชื่อ“ยอนจง” จนได้รู้เรื่องราวของมีซิลว่า ก่อนหน้านี้นางเคยเป็นนางสนมของพระเจ้าจินจิ และมีลูกด้วยกันหนึ่งคนชื่อ “ยอนจง” ซึ่ง พีดัมอดคิดไม่ได้ว่า เขากับ “ยอนจง” น่าจะเป็นคนคนเดียวกัน เพราะมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายมีซิล

พีดัมถูกตามตัวมาพบกับมีซิล นางชมว่าเขาถูกมุนโนสอนมาดี ทั้งฉลาดและใจกล้า

“เทียบกับท่านคงห่างอีกไกล” พีดัม กล่าว

“มาเทียบกับข้าหรือ?”

“หึเทียบกันไม่ได้ล่ะสิ....ปกติอาจารย์มักไม่พอใจข้าอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็หาว่าร้ายกาจ เดี๋ยวก็ว่าโหดเหี้ยม....แถมไม่มีความปรานี ฆ่าคนง่าย ๆ ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ ฟังดูเหมือนกับว่า....คล้ายท่านยังไงชอบกล”

“แล้วยังไง เจ้ายอมรับตามที่เขาพูดหรือ....เป็นคนใจไม้ไส้ระกำ ฆ่าคนเป็นผักปลาน่ะ” มีซิล กล่าว

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ข้าเคยฆ่าคนแล้วรู้สึกผิด แต่กลับหัวเราะออกมาไม่รู้ตัว หึ ๆ พออาจารย์เห็นเข้าก็เลยว่า”

“ถ้าอย่างงั้น เจ้าก็อย่าหัวเราะสิ แค่ยิ้มนิด ๆ ที่มุมปาก ให้ดูเหมือนกับว่า เราไม่สนใจ”

“ยิ้มแบบนี้ ใช่หรือเปล่า” พีดัมกล่าว

เมื่อมุนโนรู้ว่าพีดัมไปเอาหนังสือที่วัดก็แสดงความไม่พอใจ แต่พีดัมอ้างว่า มุนโนเคยบอกว่าของพวกนี้เป็นของเขา

“สมัยก่อนอาจารย์เคยพูดแบบนี้จริง ๆ บอกว่า....ทุกอย่างเตรียมการเพื่อข้าทั้งนั้น ....ถ้าข้าจะดู....ของที่เป็นของตัวเองก็ผิดด้วยหรือ” พีดัม กล่าว

“ยังจะเถียงอีก....”

“พรุ่งนี้....ข้าจะเข้าร่วมการประลองฝีมือ”

“เจ้าน่ะหรือจะประลองด้วย ใครอนุ ญาตให้เจ้าไปร่วมประลอง ถ้ากล้าไป เราก็ถือว่าขาดกัน” มุนโน ประกาศเสียงแข็ง

“หมายความว่า ท่านยอมรับข้าเป็นลูกศิษย์แล้วใช่ไหม....หึ....ถ้าไม่ใช่ศิษย์ท่าน ทำไมต้องบอกว่าจะตัดขาดกับข้า....เป็นเพราะว่า....เหตุการณ์ในตอนนั้นใช่ไหม....ตอนนั้นข้ายังเด็กอยู่ เพราะความเป็นเด็กถึงได้ยิ่งวู่วาม ไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ตั้งแต่นั้นมา แม้จะเห็นข้าเป็นลูกศิษย์ แต่ก็ไม่เคยพูดดีด้วย แม้แต่ความห่วงใยก็ไม่มีให้อีก....ข้านับถือท่านเหมือนพ่อแท้ ๆ แล้วจู่ ๆ ท่านก็เปลี่ยนไปเหมือนคนแปลกหน้า....ถ้าข้าทำผิดจริง ท่านก็ควรบอกให้รู้ว่าผิดอะไรบ้าง ตอนนั้นข้าเพียงแต่....อยากให้ท่าน....ชมซักคำว่าข้าทำดีก็พอ” พีดัม กล่าว

“เจ้าฆ่าคนโดยไม่ยั้งคิด กลับห่วงแต่ว่าจะถูกข้าตำหนิ แต่กลับไม่มีความเสียใจต่อผู้ตายซักนิดงั้นหรือ”

“ฮือ....เพราะเรื่องนี้ใช่ไหมครับ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านเลยไม่ไว้ใจ ไม่ให้ความรักต่อข้าและเริ่มกลัวข้าด้วย....โลกนี้มีอาจารย์ที่กลัวลูกศิษย์ด้วยหรือ....ฮือ..ตอนนั้น ข้ายังไร้เดียงสานัก อย่างน้อยที่สุด ท่านน่าจะกอดข้าบ้างและค่อย ๆ สั่งสอน” พีดัม กล่าวพร้อมกับเดินจากไป

ก่อนถึงวันประลองพีดัมบอกกับต๊อกมานว่า เขาจะช่วยให้ยูซินได้เป็นหัวหน้าองครักษ์ ตามที่นางต้องการ แต่ดูเหมือนว่าต๊อกมานจะไม่เข้าใจความคิดของพีดัมนัก

เมื่อถึงวันประลอง โฮแจแจ้งกติกาให้ทุกคนได้รับทราบ

“เมื่อมาพร้อมแล้ว ข้าจะเริ่มพูดกติกาให้ฟัง การประลองจะเริ่มในเวลาเที่ยงตรง ทุกคนต้องใช้กระบี่ไม้ที่เตรียมให้จึงจะลงแข่งได้ หากมีฝ่ายหนึ่งล้มลงจนลุกไม่ขึ้น หรือยอม สละสิทธิก็แปลว่ารู้ผลทันที และเมื่อประกาศผลแล้ว หากมีการบาดเจ็บล้มตาย ก็ห้ามผูกใจเจ็บต่ออีกฝ่ายหนึ่ง แต่ถ้าสองฝ่ายฝีมือก้ำกึ่ง ก็จะให้ท่านมุนโนและท่านชิซูชี้ขาดในขั้นสุดท้าย ที่สำคัญการประลองนี้ จุดประสงค์เพื่อคัดเลือกผู้นำคนใหม่ จึงไม่เพียงองครักษ์ในเมืองหลวง แม้แต่ต่างเมืองก็มีสิทธิเข้าร่วมประลอง หลังจากผ่านการคัดเลือก จึงมีทั้งสิ้น 32 คน ทุกคนคำนับท่าน “วอนซังฮา” ของเรา” โฮแจ กล่าว

พีดัมโผล่มาที่ลานประลองยุทธ์ พร้อมกับยืนยันกับต๊อกมานว่า งานในวันนี้ เขาจะขอมีส่วนร่วมด้วย




..............จบตอนที่ 33............



วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 32



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 32
Cr. : Dailynews Online


ในการแข่งขันรอบแรกมุนโนได้ทดสอบไหวพริบของโพจองและยูซิน ซึ่งในรอบแรก โพจอง เป็นฝ่ายชนะไป

“ยินดีด้วยนะ” ซกพุง กล่าว

“ยังเหลือการแข่งขันรอบสองรอบสามอีก อย่าเพิ่งมายินดีตอนนี้เลย”

“หึ....ข้าว่าแข่งไปก็เสียเวลาเปล่า ไม่ว่าด้านไหน ๆ เจ้าก็ชนะหมด คนอื่นจะเก่งกว่าเจ้าได้ยังไง เจ้าว่าจริงมั้ย”

“โดยเฉพาะฝีมือท่านโพจอง ยิ่งไม่มีใครสู้ได้” ยิมจง กล่าว

“อึม....”

“แต่ว่า ได้ยินว่าตอนอยู่เขต “ยีซอ” ท่าน เคยสู้กับท่านยูซินแล้วแพ้เขาใช่ไหม”

“เฮ่อ ๆ ๆ ตอนนั้นเผอิญข้าก็อยู่ด้วย อาจเพราะท่านโพจองบาดเจ็บที่ข้อมือ ไม่สามารถ จับกระบี่ได้ถนัด”

“ไม่เกี่ยวหรอก ตอนนี้ท่านยูซิน....ต่างจากเมื่อก่อนจริงๆ ถ้ามีโอกาสได้ประลองฝีมือกับเขาอีก ข้าจะขอแก้ตัวอีกครั้ง” โพจอง กล่าว

“จริงอยู่ ดูเหมือนฝีมือท่านยูซินจะก้าวหน้าขึ้นก็จริง แต่ว่าเหตุการณ์ตอนนั้นมันชุลมุน ไม่เหมือนการประลองฝีมือ....ถ้าเป็นการประลอง เจ้าเคยเห็นท่านโพจองแพ้ใครมั้ย”

“หึ....แน่นอน แต่ว่า ถึงอย่างงั้นก็ต้องประลองก่อนถึงจะรู้”

พีดัมมาพบมุนโน เขาถามมุนโนถึงการแข่งขันในรอบที่สอง ว่าจะให้แข่งอะไร แต่มุนโนว่า ที่อยากรู้เพราะคิมยูซินสั่งให้มาสอดแนมใช่หรือไม่

“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่อย่างงั้น ข้าเพียงแต่... อยากรู้เท่านั้น”

“ถ้าคิดว่าเขาเป็นเพื่อนเจ้าเลยจะไปเผยความลับละก็ ข้าจะลงโทษเจ้าแน่”

“ข้าไม่พูดหรอกครับ อย่าห่วงไปเลย”

“มีอะไรจะพูดอีกหรือ ถามว่ามีอะไรจะพูดอีกใช่ไหม”

“หึ....ไม่มีครับ ไม่มีอะไร” พีดัม ปฏิเสธ ทั้งที่จริงอยากรู้ใจจะขาด ว่าตัวเองเป็นลูกใครกันแน่

การคัดเลือกผู้บัญชาการองครักษ์รอบที่สองเริ่มขึ้น มุนโนประกาศให้ทุกคนรู้ถึงกติกา

“การคัดเลือกผู้บัญชาการองครักษ์ รอบ ที่สองกำลังจะเริ่มขึ้น....เป็นที่รู้กันมานานว่า ชื่อแคว้นชิลลาของเรานั้น ได้จากการขนานนามของพระเจ้า “จีจึง” ครั้งหนึ่งพระเจ้าจินฮึงเคยตรัสว่า คำว่า “ชิลลา” นั้นมีความหมายสามอย่าง และหมายรวมถึงองครักษ์ด้วย....หัวข้อทดสอบรอบที่สองก็คือ ให้เวลา 3 วัน ไปหาความหมายสามอย่างของคำว่าชิลลา มาให้ข้า”

ทั้งโพจองและคิมยูซินรีบตามหาความหมายของคำว่าชิลลา โดยยูซินมาปรึกษาต๊อกมาน

“ชื่อเมืองหลวงว่า “ซอนาบู” ก็หมายถึงเหล็กอยู่แล้ว”

“ถ้าหมายถึงเหล็กจริง ก็คือ....แหล่งกำเนิด ของแร่เหล็กงั้นหรือ”

“ใช่ สมัยก่อนบรรพชนที่มาบุกเบิก ได้ชื่อว่าเป็นตระกูลแห่งการผลิตเหล็กกล้า โดยมีสายแร่ที่ “คัมอึนโพ” และ “ดัลชอง” เป็นแหล่งผลิตเหล็กที่ดีที่สุด” ไอชอง กล่าว

“ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชิลลามีความเจริญ ด้านโลหะและเครื่องทองสัมฤทธิ์มากกว่าใครในละแวกนี้”

“หึ....เพราะอย่างงี้นี่เอง เราจึงมีทั้งเครื่องมือการเกษตรและอาวุธมากกว่าแคว้นอื่นที่อยู่รอบข้าง”

“ใช่ ถ้าหาก....เอาความหมายนี้เชื่อมโยงกับหน่วยองครักษ์....”

“ก็คือการเพิ่มกำลัง และนี่คือ....ความหมาย แรกของการเป็นองครักษ์” ต๊อกมานหาความหมายแรกได้สำเร็จ

ส่วนความหมายที่สองนั้น ซกพุงกับเหล่าองครักษ์ก็ช่วยกันหาจนสำเร็จเช่นกัน

“ความหมายที่สอง เราตีความจากอักษรฮั่นดูก็ได้” ซกพุง กล่าว

“คำว่า “ชิล” นั้น หมายถึงไม้ที่ถูกโค่นแล้วยังงอกใบใหม่ กลายเป็นแตกสาขาออกไป”

“ส่วนคำว่า “ลา” ก็หมายถึงเอาทุกอย่างรวม ในที่เดียวกัน”

คำตอบในข้อที่สามนั้น ทั้งโพจองและคิม ยูซินยังหาคำตอบไม่ได้ จึงย้อนกลับมาถามต๊อกมานอีกครั้ง

“แตกแยกออกไป แล้วรวมทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียวหรือ”

“ใช่ ตรงนี้จะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชิลลาด้วย”

“สมัยก่อนเริ่มต้นที่หัวหน้า 6 ชนเผ่ายกย่องให้คนต่างถิ่นแต่มีความรู้อย่างพระเจ้า “ย็อคกอแซ” เป็นปฐมราชาองค์แรกของแคว้นชิลลา”

“พวกเขาไม่เพียงยอมรับคนต่างถิ่น ยังให้เกียรติถึงขนาดขึ้นครองราชย์ เป็นพระราชาองค์แรกของเรา” ต๊อกมาน กล่าว

“ใช่ ไม่เพียงแต่คนต่างถิ่น ต่อให้เชลยศึก ที่ถูกจับมา เราก็ไม่เคยรังเกียจพวกเขา อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเรา เราจะยิ่งยอมรับได้เร็วขึ้น”

“เปิดกว้างสำหรับเรื่องที่เราไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ชิลลายิ่งเจริญ ถ้าอย่างงั้น ความหมายที่สองของแคว้นชิลลา ก็คือการสร้างคนรุ่นใหม่หรือเปล่า”

“ใช่ สมัยก่อนพระเจ้าจินฮึง....ทรงส่งเสริมท่านมุนโนกับท่านมีซิล รวมถึงท่านซอวอนให้มีความก้าวหน้า แต่เนื่องจากท่านซอวอนมีฐานะต่ำต้อย ท่านมุนโนก็ไม่มียศศักดิ์ จึงต้องหันไปส่งเสริมท่านมีซิลแทน”

“ทรงดูคนที่ความสามารถของเขา ไม่เกี่ยงว่าเป็นชายหรือหญิง ถ้าใครทำได้ก็จะยิ่งไปไกล” ยูซิน กล่าว

“ใช่ ซ้ำยังไม่เกี่ยงชาติกำเนิด ขอเพียงมีความสามารถโดดเด่น, พระองค์ก็จะทรงสนับสนุน โดยเฉพาะในหน่วยองครักษ์ คนไหนมีความรู้ก็จะได้ทำงานในราชสำนักด้วย”

“สนับสนุนคนใหม่ ให้บ้านเมืองมีความเข้มแข็งหรือ”

“แต่ว่า น่าจะมีความหมายอื่นรวมอยู่ด้วย มันคืออะไรกันนะ” โพจอง กล่าว

“รู้จักเพิ่มศักยภาพในตัวเอง สร้างคนใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ แค่นี้ก็เป็นความหมายที่สามแล้วนี่ แต่ว่ากลับไม่มีใครเข้าใจถึงจุดนี้” ต๊อกมานเริ่มรู้ว่าเจตนาของมุนโนก็คือ ให้เธอตีความว่าหน้าที่ของผู้นำแคว้นชิลลาต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อมีซิลเข้าใจความหมายที่มุนโนต้องการสื่อให้ต๊อกมานรู้ก็แค้นใจ

“เจ้ามุนโนคนนี้....เจ้าหมอนี่....”

“เอ๊ะ....พี่ใหญ่ ท่านบ่นพึมพำอะไรน่ะ”

“มีอะไรหรือครับท่านเซจู”

“ท่านแม่ ท่านโกรธเรื่องอะไรหรือ เพราะคำถามเขา มันยากมากหรือไง....เอ่อ....ความหมายของชื่อชิลลาใน 2 ข้อแรก ข้าก็รู้ แต่ว่า ความหมายที่สามนี่สิ คิดลำบาก” ฮาจอง กล่าว

“มันไม่ใช่....ไม่ใช่คำตอบที่ใครก็สามารถ คิดได้”

“พูดแบบนี้หมายความว่าไง” ซอวอน สงสัย

“อย่าว่าแต่องครักษ์ธรรมดา แม้แต่โพจองก็คิดไม่ได้”

“อ้าว....งั้น....คิดไม่ได้แล้วเราจะชนะได้ไงล่ะพี่ใหญ่”

“ไหน ๆ โพจองก็เป็นฝ่ายชนะรอบแรกไปแล้ว ถ้าคำถามข้อสอง ยกเลิกไปเพราะไม่มีใครตอบได้ งั้นโพจองแค่ชนะการประลองในรอบสุดท้ายก็ถือว่าพอแล้ว”

“แต่ว่าท่านเซจู....”

“ข้อสองให้สละสิทธิการตอบซะ ท่านไปบอกโพจองตามนี้”

เซจองนั่งนิ่งไป เมื่ออยู่กันตามลำพังกับ มีซิล ทั้งสองจึงปรึกษากัน

“กำลังคิดหนักเพราะคำถามของมุนโนอยู่ใช่ไหม....ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนักหรอก เพราะคนที่รู้คำตอบจนถึงวันนี้ มีเพียงเราสองคนเท่านั้น”

“แต่เรื่องแบบนี้มันก็ไม่แน่นัก เกิดปะเหมาะเคราะห์ร้าย มุนโนก็รู้คำตอบอีกคนล่ะ” เซจอง กล่าว

“ไม่มีทางหรอก ข้าเชื่อว่ามุนโนเอง ก็ไม่น่าจะรู้คำตอบนี้ได้ อย่างเก่งก็แค่คาดเดา.... แน่นอนว่า คนฉลาดอย่างองค์หญิงต๊อกมานไม่แน่อาจรู้คำตอบก็ได้ แต่ว่า ถึงนางรู้ก็เท่านั้น นางจะเข้าใจเองว่าคำตอบนี้เป็นความลับ ไม่สามารถพูดออกมาได้”

“เฮ่อ....จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ยินคำถามนี้ คือจากพ่อข้า,ใต้เท้า “ยีซอบู” ซึ่งตอนนั้นข้าก็อยู่กับเขา”

“ใช่ และนั่นเป็นรับสั่งสุดท้ายของพระเจ้า “จีจึง” ซึ่งตอนนี้ได้สูญหายไปนานแล้ว” มีซิล กล่าว

“เฮ่อ....นั่น....เหมือนฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง”

มีซิลนึกถึงภาพตัวเองในอดีต เมื่อครั้งที่เป็นสนมของพระเจ้ากึมยุน เมื่อพระองค์ไม่ ทรงคิดแต่งตั้งนางเป็นมเหสี จึงทิ้งโอรสที่เกิดจากพระองค์ไว้โดยไม่เหลียวแล เพราะนางมีเสนาบดีอยู่ในมือ ก็เหมือนมีทหารนับแสน

“ฝ่าบาท จะทิ้งหม่อมฉันจริงหรือเพคะ ....ที่สำคัญ ยังมีลูกชายของเราด้วย ให้เป็นลูกที่เกิดจากสนมได้หรือเพคะ หม่อมฉัน....ถึงขนาดปิดบังราชโองการของอดีตพระราชา เพื่อให้ฝ่าบาท ได้ทรงครองราชย์อย่างทุกวันนี้นะเพคะ”

“มีซิล ต่อไปห้ามพูดเรื่องราชโองการอีก จำไว้ด้วย” กึมยุน กล่าว

ซอวอนมารอฟังคำตอบจากมุนโน พร้อมขอร้องให้มุนโนมาอยู่ข้างเดียวกัน แต่เขาปฏิเสธ และว่าขออยู่เป็นกลาง ไม่เข้ากับฝ่ายไหนทั้งสิ้น เมื่อรู้ดังนั้น ซอวอนจึงรีบกลับมารายงานให้มีซิลทราบ และว่ามุนโนไม่ร่วมมือ แต่ก็ไม่คัดค้าน มีซิลว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น

มีซิลประกาศให้องครักษ์รู้ว่าพระเจ้ากึมยุน มีความประสงค์ที่จะสละบัลลังก์

“ก่อนอดีตพระราชาจะสวรรคตได้มีรับสั่ง....ผู้สืบบัลลังก์ต่อจากพระองค์นั้น ไม่ใช่โอรสองค์รองคือองค์ชายกึมยุน หากแต่เป็น....โอรสขององค์ชายใหญ่ ทงยุน....หรือก็คือพระนัดดาองค์โต องค์ชายแผ่กจองเป็นพระราชาองค์ต่อไป”

“องค์ชายแผ่กจอง คือพระราชาของเรา” โนลิพู กล่าว

“ฝ่าบาท....ๆ....ๆ....ๆ....”

“หึ.....”

เหล่าขุนนางปรึกษากันเพื่อที่จะช่วยให้มี ซิลได้เป็นพระมเหสี แต่ก็ยังมีบางคนที่ห่วงวันที่พระเจ้าจินฮึงสวรรคต

“ท่านได้ยินข่าวลือบางอย่างหรือเปล่า”

“เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริงไม่ใช่หรือท่าน” โนลิพู กล่าว

“เฮ่ย....แม้จะเป็นข่าวไม่สู้ดีนัก แต่ก็เป็น ความจริง แต่ว่าจะให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายนอก มาทำให้เราเสียจุดยืนก็ไม่ถูกเหมือนกัน เพราะที่นางต้องการ ก็คือตำแหน่งมเหสีเท่านั้น หากนางได้เป็นจริง คงมีความจงรักภักดี และถวายการรับใช้ฝ่าบาทอย่างซื่อสัตย์ที่สุด เฮ่ย....เพราะฉะนั้น ก่อนที่นาง....จะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการจริง ๆ ขอให้พวกท่านช่วยนางหน่อย”

“ฮึ่ม....”

“ถือซะว่า....เห็นแก่ความอยู่รอดของบ้านเมืองเถอะนะ”

ด้วยความที่มีซิลหลงใหลในอำนาจที่เหนือกว่า จึงคิดที่จะกำจัดมายา เพื่อให้ได้อภิเษกกับพระเจ้าแผ่กจอง และตั้งตัวเองเป็นมเหสี แต่มายากลับ ไม่ตาย ทำให้มีซิลรู้สึก ผิดหวัง

“พระชายา....ไม่ใช่....ในเมื่อพระมเหสีเสด็จกลับมา แล้วเราจะทำไงต่อดี เท่ากับว่าท่าน....ไม่มีวาสนาได้ครองในตำแหน่งนี้”

“ท่านพูดราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดา” มีซิล กล่าว

“แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดายก็จริง แต่ท่านเซจู....ก็ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยรับสั่งของพระเจ้าจินฮึง ไม่ใช่เพราะ....เห็นแก่ตำแหน่งพระมเหสีจึงได้ก่อการไม่ใช่หรือ”

“เพราะฉะนั้น จึงต้องตัดใจจากตำแหน่งนี้ และทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไป ท่านจะพูดแบบนี้ใช่ไหม”

“ใช่ ตามหลักเราน่าจะเปิดเผยประวัติ ชิลลาที่ถูกพระเจ้าจินจิทำลายไป เพื่อเผยแพร่เจตนารมณ์ของพระเจ้าจินฮึงมากกว่า”

“เผยแพร่เจตนารมณ์หรือ”

“ท่านเซจู มีปัญหาอะไรหรือ” พวกขุนนางไม่เข้าใจ

“สิ่งที่พระเจ้าจินฮึงต้องการให้ทายาทรุ่นหลังได้รับรู้ก็คือ การส่งเสริมให้เชื้อพระวงศ์มีอำนาจมากขึ้น แล้วทำไมเราต้องทำอย่างงั้นด้วย”

“ท่านเซจู”

“สงครามก็เป็นการสร้างอำนาจอยู่แล้ว ขุนนางจะถูกมองข้ามความสำคัญ เพราะฉะนั้นแล้วทำไม....เราต้องไปทำตามอีก”

“นี่แปลว่าข้ามองผิด อุดมการณ์ของเราไม่ได้ตรงกันหรอกหรือ ถ้างั้นเพราะอะไร ท่านต้องถอดถอนพระเจ้าจินจิด้วย”

“ถ้าข้าเป็นมเหสี การสร้างอำนาจก็เท่ากับส่งเสริมตัวเอง ถ้าข้าเป็นมเหสี ไม่ว่ามีพระบัญชาอะไร ข้าก็จะทำตามหมด แต่ว่า ตอนนี้ข้าไม่ได้เป็นมเหสีซักหน่อย”

“หา....”

“ท่านชุยบู ถ้าพระราชามีอำนาจมากขึ้น ขุนนางก็จะหมดความหมายโดยนัย และสุดท้าย ....ก็จะไม่มีการลงมติ ทุกอย่างจะเป็นไปตามความ ประสงค์ของพระราชาไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ท่านต้องการอย่างงั้นหรือ ช่วยบอกหน่อยซิ”

“ฮึ่ม....แม้ท่านจะไม่ยอมช่วยทำงานอีก แต่ข้าจะยึดตามรับสั่งของพระเจ้าจินฮึง เปิด เผยเรื่องประวัติชิลลา ให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน” ขุนนาง กล่าว

“ข้าก็ไม่ได้ว่าจะเผาประวัติชิลลาทิ้งไปซักหน่อย....เพียงแต่อยากจะขอแก้นิดหน่อยเท่านั้น....ชื่อแคว้นชิลลาอันประกอบด้วยความหมาย 3 อย่างนั้น ให้เผยแพร่เพียงแค่สองอย่างก็พอ”

“ท่านเซจู ข้าจะขอเตือนท่านไว้ก่อน ห้ามทำแบบนี้เด็ดขาด....นั่นเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์”

“งั้นหรอกหรือ งั้นก็เข้าใจแล้ว เอาเป็นว่าข้าเข้าใจความหมายของท่านอย่างถ่องแท้”

“วันที่พระเจ้าจินฮึงสวรรคต ข้าอยากรู้ว่าท่าน....ไปทำอะไรในตำหนักหรือเปล่า....แม้ว่าคำให้การของหมอหลวงจะใช้อ้างอิงไม่ได้ก็จริง แต่ในวันที่พระเจ้าจินฮึงสวรรคตนั้น กระถางต้นไม้ที่อยู่ข้างพระแท่น อยู่ดี ๆ ก็เฉาตาย”

“พระเมตตาที่ทรงประทาน หม่อมฉันจะไม่มีวันลืมเพคะ ที่สำคัญฝ่าบาท แม้จะถึงบั้นปลายของพระชนม์....ก็ไม่ต้องให้หม่อมฉันตอบแทนน้ำพระทัยอันประเสริฐ หม่อมฉัน....จะไม่มีวันลืมพระองค์อย่างแน่นอน” มีซิล กล่าว

“อีกอย่าง ในคืนนั้นทหารที่เฝ้าตำหนักใหญ่ จู่ ๆ ก็ถูกโยกย้ายออกไป เรื่องนี้ท่านจะอธิบายยังไง”

“คำตอบของข้าคือเก็บความสงสัยของท่านไว้ อย่าพูดให้มากนัก”

มีซิลอดถามมุนโนไม่ได้ว่าทำไมเขาถึง ตั้งคำถามที่เปราะบางแบบนี้ มีเหตุอะไรแอบแฝงหรือเปล่า

“สมัยก่อนพระเจ้า “จีจึง” เคยตรัสว่าชื่อแคว้นชิลลามีความหมาย 3 อย่าง”

“ใช่ แต่ที่รู้กันมีเพียงสองข้อ ข้อสามไม่เป็นที่เปิดเผยมานาน”

“แต่สมัยก่อนใต้เท้าชุยบูเคยรับบัญชาจากพระเจ้าจินฮึงให้เรียบเรียงประวัติชิลลาขึ้นใหม่ ในนั้นมีเขียนว่าความหมายที่สามคืออะไรไม่ใช่หรือ” มุนโน กล่าว

“เขาอาจจะลืมเลยไม่ได้บันทึกไว้ก็ได้”

“ตำราทั้งหมด 48 เล่ม เปิดมาเล่มแรกว่าด้วยเรื่องของพระเจ้า “จีจึง” ก็ได้ถูก บันทึกไว้แล้ว แต่ได้สูญหายไป หลังพระเจ้าจินจิถูกถอดถอนไม่นาน”

“แล้วยังไง....ท่านจะบอกว่า ข้าแก้ไขดัดแปลงงั้นหรือ” มีซิล กล่าว
“หลังจากนั้นใต้เท้าชุยบูก็เสียชีวิต อย่างมีเงื่อนงำ” มุนโน ยังคิดถึงอดีต

โพจองไปค้นหาประวัติศาสตร์เก่า ๆ เพื่อหาความหมายในข้อที่สาม แต่จู่ ๆ ซอวอนก็มาลากตัวเขากับซกพุงออกไป บอก ว่าชนะรอบแรกแล้ว รอบนี้ไม่ต้องสนใจ เพราะเป็นคำสั่งของมีซิล

ไอชองกับยูซินก็ไปค้นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองไม่พบอะไรที่ต้องการ แต่มีข้อสงสัยว่าหนังสือที่ถูกส่งมา มีตราประทับไม่เหมือนกันจึงรีบไปบอกให้ ต๊อกมานรู้ เมื่อต๊อกมานทราบ จึงรีบไปสอบถามจากพระเจ้าจินพยอง

“อาจเพราะเล่มแรกถูกทำลายและมีการเขียนใหม่ จึงทำให้ตราของเจ้ากรมพิธีการดูเปลี่ยนไปก็ได้”

“ถูกทำลายหรือเพคะ”

“หลังจากแม่เจ้ากลับมา แล้วไม่นานเจ้ากับชอนมยองก็เกิด ใต้เท้าชุยบูได้มอบจดหมายให้ข้าฉบับหนึ่ง จากนั้นไม่นาน เขาก็ล่วงลับจากโลกนี้ไป และเหล่าขุนนางก็มีมติให้ท่านเซจองเป็นเสนาบดีแทน”

“ท่านเซจองหรือเพคะ”

“ไม่รู้เพราะบังเอิญหรืออะไร ในช่วงคาบเกี่ยวนั้น จู่ ๆ ประวัติเล่มแรกก็หายไป หึ...และคนที่รับหน้าที่ในการเขียนใหม่ คือท่านเซจอง จึงได้เขียนอีกเล่มขึ้นมา” พระเจ้าจิน พยอง กล่าว

“ถ้าอย่างงั้น...เกี่ยวกับที่มาของชื่อ แคว้น....”

“มีเพียงคำร่ำลือว่าพระเจ้าจีจึงรวมเอาความหมาย 3 อย่างในการขนานนามชื่อแคว้นของเราใหม่เท่านั้น แต่ว่า ความหมายที่แท้จริงกลับไม่มีใครรู้”

“หมายความว่า ไม่มีอยู่ในบันทึกหรือเพคะ” ต๊อกมาน กล่าว

“ประวัติที่ท่านเซจองเขียนใหม่ จารึก ความหมายแค่สองอย่างเท่านั้น หึ....ว่าแต่.... ทำไมท่านมุนโนถึงตั้งโจทย์แบบนี้ได้นะ”

“ถ้างั้น จดหมายของใต้เท้าชุยบู ให้หม่อมฉันดูหน่อยได้ไหมเพคะ”

“เอากล่องใส่จดหมายมาซิ”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เอาไหน เป็นห่วงเสถียรภาพของบ้านเมือง และความอยู่รอดของราชสำนัก จึงได้ถวายงานด้วยความภักดี ขอฝ่าบาททรงตระหนัก....ปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นด้วยเถอะ” ต๊อกมาน อ่านข้อความในจดหมาย

“เขาแค่บอกว่าเป็นห่วงข้า และห่วงบ้านเมืองของเราเท่านั้น ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้”

“เพคะ”

ต๊อกมานรีบกลับมาบอกยูซินและไอชอง ว่า อาจเป็นไปได้ว่ามีซิลเขียนประวัติใหม่ขึ้นมา

“ก่อนอื่น เราต้องสืบเรื่องท่านชุยบูให้แน่ชัดอีกที เพราะไม่ว่าประวัติเล่มแรกที่หายไป หรือแม้แต่....การเสียชีวิตกะทันหันของท่านชุยบู ก็ล้วนแต่น่าสงสัยทั้งนั้น ข้าอยากให้พวกท่านไปสืบดู ข้าก็จะสืบอีกทางเหมือนกัน”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านชุยบูคนนี้ สมัยก่อนถือเป็นเสนา บดีคนโปรดของพระเจ้าจินฮึงเคยช่วยงานพระองค์ หลายอย่าง รวมถึงเรื่องศาสนาด้วย” ยองชุน

“ได้ยินว่าเป็นแม่ทัพฝีมือดีด้วย ตอนยึดครองเนิน “เมาอุน” เขาเป็นแม่ทัพคู่พระทัยที่ไปรบด้วยกัน” ยิมจง กล่าว

“ใช่ สุดท้าย ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึง “ยีชังกา” ไม่ว่าพระเจ้าจินฮึงจะเสด็จไปไหน เขามักอยู่เคียงข้างตลอด”

“ไม่เพียงรู้เรื่องประว้ติศาสตร์ ซ้ำยังเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ที่สำคัญ เขียนบทความได้อย่างน่าทึ่ง เป็นทั้งนักรบและนักวิชาการ”

“จึงรับหน้าที่ในการเรียบเรียงประวัติแคว้น ชิลลา” ยูซิน กล่าว

“ใช่ ตอนเรียบเรียงประวัติชุดนี้ ได้ยินว่าเขาพานักวิชาการ 20 คน ไปอยู่ในวัด “ฮึงยุน” เพื่อทำงานนี้โดยเฉพาะ”

“ไปอยู่วัดฮึงยุน? หมายความว่าใต้เท้า คนนี้....”

“ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ก็คล้ายกับท่านมีเซ็ง นั่นแหละเพคะ”

“ท่านมีเซ็งหรือ”

“เท่าที่หม่อมฉันจำได้ในวัยเด็ก เขามีความรอบรู้ในวิชาหลายแขนง ไม่เพียงแต่วรรณศิลป์ แม้แต่โหราศาสตร์ คัดลายมือและดนตรี...อ้อ...เขายังเป็นนักประดิษฐ์ที่เก่งอีกต่างหากเพคะ”

“หลายคนรู้แต่ว่า ท่านชุยบูคนนี้เป็น นักรบกับนักวิชาการเท่านั้น”

“ใช่แล้วเพคะ และที่ต่างจากเปลือก นอกก็คือ เขาเป็นคนมีอารมณ์ขันและชอบแกล้งคนเล่น การละเล่นในวงสุรา บางอย่างเขาก็เป็นคนคิดขึ้นเหมือนกัน”

“อย่างงั้นหรอกหรือ”

“ไม่เพียงแต่แค่นี้เขาเป็นคนละเอียด อ่อนแม้แต่เรื่องลายมือ บางครั้งถ้วยสุราก็จะสลักชื่อตัวเองไว้เป็นอนุสรณ์....ไม่แค่ของใช้ที่เป็นไม้ แม้แต่ก้อนหินก็สามารถเขียนตัวอักษรได้ อ้อ....เขาชอบเขียนตัวอักษรจิ๋วด้วยเพคะ” เมียคิม กล่าว

“ตัวอักษรจิ๋วหรือ”

“ใช่ จำได้ตอนหม่อมฉันยังเด็ก เขา เคยให้ตุ๊กตาแกะสลักพร้อมตัวอักษรเล็ก ๆ เขียนไว้ ตอนเด็กสายตาดีเลยพอมองเห็นบ้าง แต่เดี๋ยวนี้อายุมากแล้ว กลับไปอ่านอีกทีก็มองไม่เห็นแล้วเพคะ”

“อ้อ....”

“ว่าแต่องค์หญิง หม่อมฉันเห็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง”

“เรื่องอะไร”

“วันก่อนเราไปที่หอตำราหลวง เจอท่านโพจองกับซกพุงกำลังค้นหาประวัติชิลลา อยู่ จากนั้นท่านซอวอนก็เข้ามา บอกให้หม่อมฉันไปอ่านให้พอ ส่วนสองคนนั้นก็ให้ออกจากห้องนั้นไป”

“หึ....งั้นหรือ”

“และหลังจากวันนั้น ท่านโพจองก็ไม่เคยไปที่ห้องเก็บตำราอีกเลย”

“ถ้ามีซิลรู้คำตอบจริง นางก็ต้องบอก ให้โพจองรู้อยู่แล้ว” ยูซินกล่าว

“แต่ว่า คำตอบที่มีซิลรู้ก่อน ท่านมุนโนจะถามได้ยังไง อีกอย่างพฤติกรรมของท่านซอวอนกับโพจอง....”

“หรือว่า....มีซิลรู้คำตอบนี้ก็จริง แต่ไม่กล้าพูดออกมา”

“ข้าว่าอาจเพราะมีซิล....มีส่วนเกี่ยวพันกับคำถามนี้มากกว่า....ถ้าไง ข้าจะไปวัด “ฮึงยุน” ซักครั้ง” ต๊อกมานบอกทุกคน

พีดัมรู้สึกสับสนกับสิ่งที่ได้ยิน จึงรีบถามมุนโนว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองเป็นใคร เล่นเอามุนโนประหลาดใจ

“ทำไมจู่ ๆ สนใจอยากรู้ขึ้นมา”

“เพราะว่า...ข้าอยากเป็นองครักษ์น่ะครับ”

“อะไรนะ องครักษ์หรือ”

“ในเมื่อตั้งใจจะทำงานให้องค์หญิง ข้าก็อยากเป็นองครักษ์เหมือนคนอื่น แต่ว่า....ถ้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าก็เป็นองครักษ์ไม่ได้ จริงมั้ยครับ เลยอยากรู้ว่า พ่อแม่ข้าเป็นใครกันแน่” พีดัมให้เหตุผล

ต๊อกมานรีบไปที่วัดฮึงยุน เพื่อค้นหาความหมายที่สามของคำว่า “ชิลลา”

“ห้องนี้แหละพ่ะย่ะค่ะ ที่สมัยก่อนท่านชุยบู มาทำการเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชิลลาในห้องนี้ ซึ่งเรายังรักษาสภาพคงเดิมอยู่ และให้เป็นห้องค้นคว้าหาความรู้สำหรับเด็กรุ่นหลัง”

“แล้วนั่นคืออะไรหรือคะ”

“ไม่ว่าจะอ่านทางตรงหรืออ่านทางขวาง ความหมายก็เหมือนกัน” ไอชอง กล่าว

“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ “หมิงยึกวาง” แปลว่าแสงอาทิตย์สาดส่อง “ยึเทียนหมิง” อาทิตย์ส่องกระจ่างทั่วฟ้า “กวางหมิงเหยิน” ส่องสว่างถึงชาวโลกด้วย อ่านทางขวางก็ความหมายเดียวกัน”

“เป็นวิธีเล่นอักษรไขว้ของคนโบราณ”

“เล่นอักษรไขว้หรือคะ”

“เหมือนที่ทุกคนเห็น ไม่ว่าอ่านตรงหรืออ่านขวางก็ความหมายเดียวกัน เมื่อก่อนตอนท่านชุยบูทำงานหนังสือจนรู้สึกเหนื่อยล้าทีไร ก็จะใช้วิธีเล่นอักษรไขว้ เพื่อเป็นการคลายเครียดให้ตัวเอง ซึ่งไม่เพียงเล่นอักษร เขายังเป็นคนช่างประดิดประดอย ทำโน่นทำนี่ให้เป็นของใช้ขึ้นมา บางครั้งถ้าว่างก็จะนั่งเขียนรูปเป็นการผ่อนคลายอีกทางหนึ่ง”

“แล้วระหว่างที่ท่านชุยบูหาข้อมูลเพื่อจะเรียบเรียงประวัติศาสตร์ ข้อมูลพวกนั้นยังอยู่หรือเปล่าคะ”

“ข้อมูลส่วนใหญ่ ส่งกลับไปราชสำนักให้ทางการเก็บเหมือนเดิม เหลือเพียงบางส่วน ให้เด็กรุ่นหลังที่อยากรู้ ไว้เป็นแหล่งศึกษาหาข้อมูลอ้างอิง” ไต้ซือ กล่าว

“งั้นขอเราดูหน่อยได้ไหมคะ”

“เชิญตามสบาย”

พระเจ้าจินพยองไม่เข้าใจว่าทำไม มุนโนถึงตั้งโจทย์แบบนี้

“หรือว่า ท่านไม่รู้ความหมายที่สาม ของชื่อแคว้นหรือไง”

“หม่อมฉันไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”

“ในเมื่อไม่รู้ แล้วทำไมต้องตั้งโจทย์แบบนี้อีก....แต่ไหนแต่ไรมา ข้าพยายามจะหาความหมายนี้ เที่ยวไปสืบเสาะทุกทาง และไม่รู้ว่า มันจะเกี่ยวกับรับสั่งของพระเจ้าจินฮึงที่ให้ ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือเปล่า....ถ้ามันเกี่ยวจริง สิ่งที่เสด็จปู่เคยรับสั่งไว้ คืออะไรกันแน่..เฮ่ย....ข้านึกยังไงก็นึกไม่ออก เฮ่ย....ข้าไม่รู้ว่าตัวเอง ควรทำอะไรเพื่อเสด็จปู่ได้บ้าง”

“หม่อมฉันก็อยากรู้คำตอบนี้ จึงได้ตั้งโจทย์แบบนี้ออกมา....เพราะเชื่อว่าความหมายที่สาม มีแต่มีซิลคนเดียวเท่านั้นที่รู้”

“นางรู้คำตอบคนเดียวหรือ....ถ้างั้นท่านหมายความว่านางจงใจปกปิดความหมายที่สามไว้ บิดเบือนประวัติศาสตร์งั้นหรือ” พระเจ้า จินพยอง กล่าว

มีซิลบอกให้ทุกคนรู้ว่า ผู้ที่รู้คำตอบมีเพียงนางและท่านเซจองเท่านั้น

“ไม่มีใครรู้คำตอบนี้แน่นอน แผ่นดินนี้คนที่รู้คำตอบ มีเพียงท่านเซจองกับข้ามีซิลเท่านั้น....อีกหน่อยเมื่อข้ากับท่านเซจองไปแล้ว คำตอบนี้ ก็จะถูกฝังไปกับร่างของเราสองคนด้วย”

“เพราะอย่างงี้ แม้แต่ข้าก็ไม่ยอมบอกให้รู้หรือครับ” ฮาจอง กล่าว

“ขอเพียงเราปิดปากเงียบไว้ ต่อให้องค์หญิงต๊อกมานไปถึงวัดฮึงยุน หรือแม้แต่อ่าน ประวัติศาสตร์ทุกเล่มก็ไม่มีทางรู้คำตอบ”

“เพื่อความสงบของบ้านเมือง จะให้นางรู้เรื่องนี้ไม่ได้”

“แน่นอนอยู่แล้ว”

ต๊อกมาน ยูซิน และไอชองหาอยู่นานแต่ก็ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เมื่อยูซินกลับไปบ้าน แม่ของเขาก็เอารูปแกะสลักที่มีอักษรจิ๋วของท่านชุยบูมาให้ ยูซินเห็นแล้วตื่นเต้นจึงรีบไปพบต๊อกมานทันที

“มันคืออักษรไขว้”

“อักษรจิ๋วด้วย” ยูซิน กล่าว

“เท่าที่รู้คือท่านชุยบูเป็นผู้เชี่ยวชาญการเล่นอักษรไขว้”

“หมายความว่า...”

“จดหมายฉบับสุดท้ายที่เขาถวายให้เสด็จพ่อก่อนจะตาย นั่นอาจจะ....ไม่ใช่จดหมายธรรมดาก็ได้ ประโยคตรงกลาง ท่านเห็นหรือเปล่า เป็นห่วงเสถียรภาพของบ้านเมือง” ต๊อกมาน กล่าว

“แสดงว่า คำว่าเป็นห่วง....”

“ความอยู่รอดของราชสำนัก”

“คำว่า “อยู่รอด”

“จึงได้ถวายงานด้วยความภักดี”

“ด้วยความภักดี”

“ขอให้ฝ่าบาทจงตระหนัก”

“จงตระหนัก”

“อ่านว่า “ซู ย็อค ตู ซอง”....ถึงจะออกเสียงไม่เหมือน แต่หมายถึงมีดโซยับแน่.... มีดโซยับ....จงตระหนัก หรือ....เอ่อ....มีดเล่มนี้จะเขียนอะไรบ้าง”

“อักษรจิ๋ว ตรงนี้มีอักษรจิ๋ว” ยูซิน ชี้ให้ต๊อกมานดู ซึ่งนางมองด้วยความตื่นตะลึง




..............จบตอนที่ 32...........



วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 31



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 31
Cr. : Dailynews Online


ต๊อกมานย้อนกลับมาที่ลานพิธีอีกครั้งจนได้พบกับโซวา โซวาเรียกชื่อต๊อกมานออกมา จนจุปังนึกสงสัยว่าทำไมโซวาถึงพูดได้ ซึ่ง โกโตก็สันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะโซวาได้เจอ กับองค์หญิงต๊อกมานก็เป็นได้ โซวาแปลกใจที่ต๊อกมานกลับมาเป็นองค์หญิงได้

“เฮ่อ...หึ...คือ...คนคนนั้น...ช่วยชีวิตแม่ไว้”

“อะ...อะไรนะ ชิซูน่ะหรือ”

“อึม...หลังจากถูกทรายกลบจนมิดท่วมตัว เขาจับเชือกที่ผูกตัวแม่ไว้ได้”

“หึ...งั้นหรือ แปลว่าถึงตอนนั้น เขายังคิดจับท่านอีกหรือ”

“หึ...ไม่รู้สิ อาจเพราะไม่ตั้งใจจับก็ได้”

“แล้วไงอีกคะ เป็นไงต่ออีก”

“ต๊อกมาน”

“ว่าไง”

“แม่น่ะ รู้สึกปลื้มใจเหลือเกิน ดีใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนอยู่ในความฝันก็ไม่ปาน”

“หึ....ท่านแม่”

“เรื่องอื่นไว้คุยวันหลังเถอะนะ หือ... ไม่ต้องรีบหรอก หึ...”

“งั้นก็ได้...แล้วแต่ท่าน”

ต๊อกมานพาโซวามาเข้าเฝ้าพระเจ้าจิน พยอง พระเจ้าจินพยองสงสัยว่า ทำไมโซวาถึงพูดได้อีกครั้ง และสมัยก่อนหนีจากเงื้อมมือ มีซิลได้ยังไง

“เรื่องในอดีตของหม่อมฉัน องค์หญิงไม่ทรงทราบใช่ไหมเพคะ...และที่...หม่อมฉันกลับมาอีกครั้ง...และถูกมีซิลจับไปอีก นางก็ไม่ทราบใช่ไหม”

“ใช่ นางไม่รู้” มเหสีมายา กล่าว

“ถ้าอย่างงั้น อย่าให้ทรงทราบได้ไหม เพคะ”

“ไม่อยากให้นางเป็นห่วงใช่ไหม...เจ้าไม่เพียงถูกเราจับมา ยังถูกใต้เท้าอึยเจจับไปอีก ตอนหลังยังไปอยู่กับมีซิล ถ้าให้ต๊อกมานรู้เข้าคงเป็นเรื่องใหญ่”

“เพราะตอนนี้ นางกลับมาเป็นองค์หญิงเหมือนเดิม ฮือ...หม่อมฉันเป็นเพียงนางในต่ำต้อย ไม่ควรให้องค์หญิงมาทรงเป็นห่วงอีก...สมัยที่เลี้ยงดูองค์หญิง เพื่อไม่ให้หม่อมฉันเป็นห่วง ฮือ...นางจึงปลอมตัว...ท่าทาง ทะโมนราวกับเด็กผู้ชาย ฮือ...แม้ว่าฝ่าบาทจะทรงมอบองค์หญิงให้หม่อมฉันเลี้ยงดู แต่จริง ๆ แล้ว เพราะองค์หญิง...เป็นฝ่ายดูแลหม่อมฉันมากกว่า” โซวา กล่าว

“ไม่ใช่หรอก เพราะเจ้าเลี้ยงนางมาดีถึงเป็นเด็กฉลาดนัก ทั้งเป็นเด็กดี ทั้งใจกล้า เจ้าเลี้ยงให้นางสมเป็นองค์หญิงแท้ ๆ”

“ฮือ...” โซวา ร้องไห้ตื้นตัน

“เฮ่ย...โซวา ข้าอยากจะบอกว่า...ขอบใจ เจ้าเหลือเกิน ต่อให้ตอบแทนเจ้าชั่วชีวิต ยังไม่ พอแก่บุญคุณที่เจ้ามีต่อเรา ขอบใจมากนะ โซวา ฮือ...ขอบใจเจ้าจริง ๆ” พระเจ้าจินพยอง กล่าว

ต๊อกมานอยากให้โซวามานอนด้วยกันเหมือนเมื่อตอนอยู่ด้วยกันที่ทะเลทราย แต่โซวา ไม่ยอม เนื่องจากตอนนี้ฐานะแตกต่างไปแล้ว พร้อมกับถามถึงมุนโน

พีดัมเล่าให้มุนโนฟังว่า ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นฝีมือของต๊อกมาน ทำให้นางได้รับการยอมรับ และแม้แต่ มีซิลก็ยังไม่สงสัยอะไร

“นึกแล้วท่านต้องแปลกใจแน่ หึ ๆ นางเป็นคนฉลาด ทั้งความคิดและอุดมการณ์ไม่เหมือนคนอื่นเลย ที่สำคัญ นางบอกว่าจะครองราชย์ด้วย”

“อะไรนะ นางจะครองราชย์หรือ”

“ใช่ครับ”

“นางเป็นผู้หญิง เมื่อได้เป็นองค์หญิง คงอยากให้สวามีได้เป็นพระราชากระมัง”

“ไม่ใช่นะครับ นางจะครองเอง บอกว่า เป้าหมายคือประมุขแห่งชิลลา” พีดัม กล่าว

ซอวอนบอกกับมีซิลว่า เขาสงสัยในวิชาของพีดัม รู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเป็นวิชาของ มุนโน เลยให้ชิซูดูความเคลื่อนไหว เชื่อว่าไม่นานมุนโนคงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเป็นแน่

“ถ้างั้น ก็แปลว่ามุนโนไม่ได้ไปไหน, แต่ กลับคอยปกป้องต๊อกมานอยู่ตลอด”

“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้รายละเอียด” ซอวอน กล่าว

“ปัญหานี้ไม่ใช่เล็กน้อยซะแล้ว ถ้ามุนโน จะกลับมาเป็นองครักษ์เพื่อจะช่วยต๊อกมานอีกแรง ละก็ มันจะต่างกับการสร้างหอดูดาวชนิดฟ้ากับดิน เลยล่ะ”

“ใช่ เพราะหอดูดาวแม้จะเริ่มสร้าง กว่าจะเสร็จก็อีกนาน แต่ว่า ถ้ามุนโนกลับมาคือเรื่องใหญ่ทันที”

“พวกองครักษ์...ถ้ามุนโนจะกลับมาปก ครององครักษ์อีก...” มีซิล กล่าว

“คงต้องเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำองครักษ์ใหม่ โฮแจก็ใกล้จะครบวาระแล้ว” ซอวอน กล่าว

“ข้าก็คิดอย่างงั้นเหมือนกัน โพจองเป็นรองหัวหน้ามานาน ตามหลักน่าจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการองครักษ์ได้”

“ใช่ อีกอย่าง ข้าอยากให้ชิซู กลับมาดูแล องครักษ์อีกต่อ”

“ชิซูน่ะหรือ”

“ใช่ เพราะข้าต้องคุมทหาร จึงไม่มีเวลาไปจัดการเกี่ยวกับเรื่ององครักษ์”

“ให้ชิซูเป็นครูฝึก จะได้ทำให้องครักษ์เก่งขึ้นและปรองดองมากขึ้น” มีซิล กล่าว

“ใช่ ที่สำคัญ ชิซูเหมือนไม่กินเส้นกับ มุนโนมาแต่ไหนแต่ไรด้วย...อีกอย่างเราทำตามที่ท่านบอก ไม่ให้ชิซูรู้ว่าโซวาเคยอยู่ในกำมือเรามาพักใหญ่”

“ดีมาก งั้นตามชิซูมาพบข้า”

มีซิลให้คนไปเชิญชิซูมาพบ เพราะต้องการให้เขาเป็น “วอนซังฮา” หรือตำแหน่งครูฝึกองครักษ์ เนื่องจากตอนนี้ต๊อกมานได้คืนฐานะเป็น องค์หญิงแล้ว ฝ่าบาทคงไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าโซวาเพื่อปิดปากอีก และเขากับโซวาคงไม่มีวาสนา ต่อกันอีกต่อไป แต่ชิซูขอคิดดูก่อน

“อีกอย่าง เจ้าไม่รู้สึกว่ามุนโนยังมีอิทธิพล ต่อองครักษ์รุ่นหลังจนทุกวันนี้บ้างหรือ...เจ้าสู้เขาไม่ได้ตรงไหนบ้าง...ถึงจะไม่รู้ว่ามุนโนจะกลับมาอีก ครั้งหรือเปล่า แต่ด้วยความเคารพที่ทุกคนมีต่อเขา ข้าอยากให้เจ้าได้อย่างงั้นบ้าง” มีซิล กล่าว

“ขอเวลาข้าคิดดู”

ชิซูมาพบโซวาที่ตำหนักของต๊อกมาน ชิซู ถามด้วยความเป็นห่วงว่านางสามารถพูดได้แล้วใช่ หรือไม่ แต่โซวาไม่ตอบพร้อมกับเดินหนีไป

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากอยู่กับข้า แต่ถึงอย่างงั้น เราไปใช้ชีวิตในป่า อยู่อย่างสันโดษจนตายเถอะนะ ...ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงได้ช่วยชีวิตเจ้าไว้ และ ให้เจ้าเดินทางมาด้วย” ชิซู กล่าว

ชิซูกลับไปพบมีซิลอีกครั้ง เพื่อตกลงยอมรับตำแหน่ง “วอนซังฮา” หรือตำแหน่งครูฝึกองครักษ์ ซึ่งมีซิลดีใจ และเตรียมที่จะจัดงานต้อนรับให้เขา แต่ชิซูกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขา คิดว่าสุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาเป็นทาสของมีซิล อีกครั้ง

ชิซูมาดักพบโซวาอีกครั้ง เพื่อย้ำถามว่านางสามารถพูดได้แล้วจริงใช่หรือไม่ ซึ่งโซวาก็ยอมรับว่าใช่ พร้อมกับขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตนางไว้ที่ทะเลทราย แถมยังเป็นคนพานางกลับมายังเมืองหลวงจนได้เจอกับต๊อกมานอีกครั้ง

“ตอนนี้ เรากลับมาทั้งคู่ และต่างก็อยู่ในฐานะเดิมของตัว”

“ใช่ ข้า...เป็นนางใน...ของฝ่าบาทและองค์หญิง”

“ส่วนข้า...ก็เป็นองครักษ์ของท่านมีซิล”

ในงานต้อนรับตำแหน่งใหม่ของชิซูที่กำลัง จะเริ่มขึ้นมีตาแก่คนหนึ่งพยายามที่จะเข้าไปในงาน ให้ได้ แต่ถูกขัดขวางจากเหล่าองครักษ์

ด้านมีซิล เมื่อได้เจอกับต๊อกมาน จึงอดถามนางไม่ได้ว่ารู้จักกับชิซูหรือไม่ ซึ่งต๊อกมานก็บอกว่ารู้จัก แถมถูกชะตาเป็นพิเศษด้วย

“ถ้าสมัยก่อนฝ่าบาทรับสั่งให้รู้เกี่ยวกับเรื่ององค์หญิงแฝด เรื่องไม่ดีก็คงไม่เกิด หม่อมฉันกับชิซู ล้วนทำเพื่อประโยชน์ต่อบ้านเมืองทั้งสิ้น หม่อมฉันจึงอยากให้เขาเป็น “วอนซังฮา” เป็นครู ฝึกให้แก่เหล่าองครักษ์”

“ข้าได้ยินมาแล้ว หวังว่าท่านชิซูจะเปลี่ยน จาก...ความมุ่งมั่นในการตามล่าข้า เป็นความตั้งใจที่ จะสอนองครักษ์ของเราให้เก่งขึ้น...แล้วอีกไม่นาน องครักษ์ทุกคนก็จะเก่งเหมือนท่าน” ต๊อกมาน กล่าว

“หึ...ดูเหมือนข้างนอกจะเตรียมพร้อมแล้ว เชิญเสด็จเถอะ”

ยังไม่ทันที่จะได้เข้าไปในงาน โพจองก็ เข้ามารายงานให้ทราบว่า มีคนเข้ามาก่อกวนภาย ในงาน ซึ่งตอนนี้กำลังจัดการอยู่ แล้วทั้งหมด ก็รีบมุ่งหน้าไปที่งาน จนได้รู้ว่า คนที่เข้ามาก่อกวนภายในงานก็คือ “มุนโน”

“ไม่เจอกันหลายปีทีเดียว...นึกว่าจะไม่ได้เห็นท่านอีกแล้ว ท่านมุนโน” มีซิล กล่าว

“ใช่ ไม่เจอกันนานมาก, ท่านมีซิล”

“ว่าแต่ วันนี้นึกยังไง ถึงกลับมาที่นี่อีก”

“ข้าเผอิญผ่านมาทางนี้ ได้ยินว่าจะมีการ แต่งตั้งวอนซังฮาคนใหม่...โดยเฉพาะที่นั่งของข้า ยังว่างอยู่ไม่ใช่หรือ”

“ใช่ แน่นอนอยู่แล้ว เราเผื่อที่นั่งให้ ท่านมาหลายปี ท่านจะกลับเมื่อไหร่ก็ได้”

“พริบตาก็ไม่ได้เจอกันเกือบ 20 ปี” มุนโน กล่าว

“เพราะอะไรกัน...เป็นเพราะอะไรถึงต้อง กลับมาอีก คำถามที่ข้าจะถามท่านก็มีเพียงข้อนี้ แต่ว่า คำตอบที่ท่านต้องตอบข้า ดูเหมือนจะ มีมากกว่า...นึกถึงสมัยก่อน เราเคยร่วมวางแผนและทำงานใหญ่ด้วยกันมานับไม่ถ้วน.....ท่านอารักขาพระเจ้าจินฮึง ในขณะที่ข้าดูแลองครักษ์ ...ตอนปลดพระเจ้าจินจิ เรายังมีความคิดตรงกันอยู่...หรือแม้แต่ตอนหลังให้ท่านแต่งงานกับญาติผู้น้องของข้าจนมีบรรดาศักดิ์เป็นชนชั้นปกครอง”

“ท่านพูดมาก็ถูก ข้าเป็นลูกองค์หญิงเผ่าคาย่า มียศศักดิ์ขึ้นมาก็เพราะท่านมอบให้”

“เมื่อรู้แล้ว ทำไมต้องทำอย่างงั้นอีก... เพราะอะไรถึงพาองค์หญิงแฝดอีกคนหนีไป, อัน เป็นการช่วยฝ่าบาท ที่สำคัญ พอรู้ว่าองค์หญิงแฝด กลับมาวังหลวงไม่ทันไร ท่านก็ตามกลับมาด้วย มันหมายความว่าไง” มีซิล กล่าว

“ภรรยาข้าที่ท่านเป็นแม่สื่อให้ และพ่อของนาง หรือก็คือพ่อตาข้าซึ่งเป็นเสนาบดีใต้เท้า “ชุยบู” นั้น ไม่เพียงเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ สมัย ก่อนยังเคยชี้แนะให้ข้าหลายอย่าง...จำได้ว่าท่าน ชุยบู เคยพูดกับข้าสมัยที่พระเจ้าจินจิถูกถอด ถอนโดยมีท่านเป็นตัวตั้งตัวตี บอกให้ข้าสวามิ ภักดิ์ต่อท่าน”

“ก็ควรเป็นอย่างงั้น เพราะท่านชุยบูกับข้ามักมีความคิดที่ตรงกันเสมอ” มีซิล กล่าว

“ใช่ ตอนนั้นพระเจ้าจินจิไม่ทรงห่วงใยบ้านเมืองเท่าที่ควร จึงต้องถูกถอดถอน จากนั้น ไม่นาน มเหสีมายาก็กลับมา ทำให้ท่านผิดหวังที่ไม่ได้ตำแหน่งมเหสีแทน”

“แล้วตอนนี้ ท่านจะพูดอะไรกับข้ากันแน่”

“ในวันประสูติขององค์หญิงฝาแฝดบังเอิญพ่อตาข้าก็เสียชีวิตในวันนั้น” มุนโน กล่าว

“แล้วยังไง หมายความว่า ท่านสงสัยว่าข้าฆ่าเขาหรือ”

“ไม่ใช่อย่างงั้น ข้าแค่จะบอกว่าทั้งสองเรื่องล้วนทำให้สับสน เหมือนจู่ ๆ ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก สุดท้ายเลยออกจากวังเงียบ ๆ เพื่อ ไปทำใจซักพัก”

“งั้นตอนนี้ทำใจได้แล้ว เลยจะกลับมาอีกครั้ง อย่างงั้นใช่ไหม”

“ไม่ใช่ ที่ข้ากลับมาเพื่อจะช่วยไม่ให้คน อื่นสับสนด้วย”

“ช่วยคนอื่น...ไม่ให้สับสนหรือ” มีซิล ถามด้วยความสงสัย

“ตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์ ข้าจะ เป็นคนคัดเลือกเอง”

โซวาเล่าให้องคหญิงต๊อกมานฟังว่า ที่นางหนีไปคราวนั้น เพราะไม่อยากจะเจอกับมุนโน อีกอย่าง มุนโนก็เป็นคนบอกนางพาต๊อกมานไป รอที่หางโจวก่อน แล้วเขาจะมารับ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่มา จนนางต้องพาต๊อกมานหนีไปอยู่ที่ทะเลทรายเอง

“เพราะอะไร”

“เพราะไม่อยากให้องค์หญิง...กลับมาอยู่ในชิลลาที่มีมีซิลเป็นผู้ครองอำนาจอีก ที่สำคัญฝ่าบาทรับสั่งว่าให้เลี้ยงองค์หญิง...ให้มีชีวิต รอดก็พอแล้ว...อีกอย่าง ไหน ๆ ก็เลี้ยงมาแล้ว หม่อมฉันเลยเห็นองค์หญิงไม่ต่างกับลูกในไส้... แต่ว่า...เมื่อกี้ มีหนุ่มคนหนึ่งบอกว่าเป็นศิษย์ท่าน มุนโนหรือเพคะ” โซวา กล่าว

“หึ...ใช่”

“แล้ว...ชื่อของเขา...คือพีดัม...ใช่หรือเปล่า”

“ใช่”

“หา...” โซวา ตกใจ

“ทำไมหรือ มีอะไร”

“เอ่อ...หึ...ไม่มีอะไรเพคะ เพียงแต่... เหมือนจะเคยได้ยินมาก่อน”

“แล้ว...คนที่ชื่อพีดัมนั่น เป็นคนยังไงคะ”

“ท่าน...จะรู้ไปทำไม” ต๊อกมานสงสัย

“อ้อ...เปล่าหรอกเพคะ เอ่อ...เพียงแต่มีความรู้สึกว่า...ท่าทีของเขา มีอะไรแปลก ๆ อยู่ เอ่อ...ตอนรู้จักทีแรกเขาไม่รู้ว่าองค์หญิง...เป็นใคร หรือเพคะ”

“หึ...ใช่ ถึงรู้ว่าข้าเป็นองค์หญิง เขาก็ทำตัวเหมือนปกติ”

โซวากังวลใจ เพราะจำได้ว่ามุนโนเคยพูดกับพีดัมตอนเป็นเด็กว่า ต่อไปต๊อกมานจะเป็นเนื้อคู่ของเขา ซึ่งคงเป็นสวรรค์ลิขิต เด็กที่เป็นศัตรูกับมีซิล และลูกชายของนาง มาอยู่กับเขาหมด อีกหน่อยองค์หญิงอาจได้เป็นพระมเหสี ส่วนพีดัมซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าจินจิ ก็จะได้ เป็นราชบุตรเขย และเขาจะให้เด็กสองคนนี้ได้ ทำงานเพื่อบ้านเมือง หรือมันอาจจะเป็น...ชะตา ของพวกเขาสองคนก็ได้

เมื่อซอวอนรู้ว่า มุนโนจะเป็นคนเลือกผู้บัญชาการองครักษ์ด้วยตัวเอง ก็เห็นดีด้วย เพราะเสียงนกเสียงกาจะได้เบาลง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คงไม่มีใครกล้าคัดค้าน

“ข้าเห็นด้วยกับท่าน ที่จะให้จัดงานคัดเลือก และให้ท่านรับผิดชอบงานนี้เอง”

“ดี ข้าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”

“ข้อนี้ข้าไม่สงสัยอยู่แล้ว...เดี๋ยวก่อนท่านมุนโน” มีซิล กล่าว

“ครับ ท่านเซจู”

“ไม่มีอะไร เชิญท่านออกไปได้”

“ครับ ข้าขอตัว” มุนโน กล่าว

เมื่อถึงวันประลองฝีมือ มีซิลประกาศให้ทุกคนรู้ว่าตามกฎขององครักษ์ จะมีการคัดเลือกผู้บัญชาการรุ่นที่ 15 และการประลองในคราวนี้ ท่านมุนโนเป็นประธานการตัดสินและดูแลทั้งหมด ส่วนการแข่งขันจะแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทที่หนึ่งนั้น อีก 3 วันจะจัดที่ห้องประชุม โดยขอให้องครักษ์ทุกคนร่วมเป็นกำลังใจและเป็นสักขีพยาน

ในงานประลองนี้เองที่มุนโนได้เจอกับต๊อกมานเป็นครั้งแรก มุนโนรู้ว่าต๊อกมานต้องการเป็นประมุขแคว้นชิลลา จึงได้ตักเตือนนาง

“ได้ยินว่าองค์หญิงกลับมาก็เพราะหม่อม ฉัน”

“หึ...ใช่ เมื่อก่อนนึกว่าท่าน...เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของข้า”

“อย่างงั้นหรอกหรือ”

“ใช่ แม้ตอนนี้จะรู้ว่าไม่ใช่ แต่ความรู้สึก ยังคงมีอยู่ เหมือนได้เจอญาติผู้ใหญ่ที่จากไปนาน ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นใจขึ้น” ต๊อกมาน กล่าว

“องค์หญิง...ได้ยินว่าทรงชิงอำนาจจากมีซิล ทำให้ได้รับการยอมรับในวันนี้”

“ใช่”

“ป้ายหินนั่นก็เป็นการทำขึ้น”

“หึ...ใช่”

“แน่นอนว่า หม่อมฉันรู้ว่าองค์หญิงจะมอบอำนาจให้ราษฎร เพราะวันก่อนได้ไปดูการ ก่อสร้างหอดูดาว...ทรงคิดว่าอะไรคือผู้ครองเมือง ...หน้าที่ของผู้ครองแคว้นชิลลาต้องทำอะไรบ้าง ...จริงอยู่ที่องค์หญิงชอนมยองประสบเหตุร้ายทำ ให้หม่อมฉันเสียใจต่อเหตุที่เกิดขึ้น ซ้ำยังโกรธ แค้นมีซิลอีกต่างหาก แต่ว่าความแค้นอาจกลายเป็นพลังให้เราเดินหน้าก็จริง แต่ไม่อาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายง่าย ๆ ไม่ใช่ มันอาจกลายเป็นคุณสมบัติที่เลวร้าย สำหรับการเป็นนักปกครองด้วยซ้ำ...เพราะจะทำให้เกิดความอาฆาต” มุนโน กล่าว

“ท่านจะพูดอะไรกับข้ากันแน่”

“หม่อมฉันไม่เห็นด้วยที่องค์หญิงคิดจะ ปกครองแคว้นชิลลา เหตุผลมีอยู่หลายประการ ที่ทูลไปเมื่อกี้ คือเหตุผลข้อที่หนึ่ง...ฉะนั้น หม่อม ฉันจะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่องค์หญิง แต่ถ้าจะทรงเดินหน้าต่อไป องค์หญิงก็ต้องพิสูจน์ให้หม่อมฉันดูว่าทรงมีอะไรเหนือกว่ามีซิลบ้าง... ถ้าอยากใช้หม่อมฉันก็ต้องมีผลงานเหมือนกัน” มุนโนพูดให้ต๊อกมานกลับไปคิด

โซวาได้เจอกับมุนโน จึงถามว่าเขาคิดอย่างไรถึงจะให้พีดัมแต่งงานกับต๊อกมาน

“สมัยก่อนทำไมทำอย่างงั้น...ทำไมต้อง หนีข้า ไม่ทำตามที่สั่ง รู้มั้ยว่าเจ้าทำให้ข้าเสียงาน แค่ไหนน่ะ”

“หมายถึงเรื่องคู่ครอง...ขององค์หญิงต๊อกมานหรือคะ...หึ...ไม่ได้เด็ดขาด ท่านก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นลูกใคร...แล้วทำไม ยังจะพยายาม ให้องค์หญิงต๊อกมานอภิเษกกับเขาอีกล่ะคะ แม้ ว่าข้าจะโง่เขลาเบาปัญญา แต่ยังไงก็ไม่เห็นด้วย กับความคิดแบบนี้ หึ...เหมือนที่ฝ่าบาทรับสั่งให้ข้า ออกจากวัง พาองค์หญิงไปเลี้ยงอย่างคนธรรมดา ก็พอแล้วนี่คะ หึ...เป็นตายร้ายดี ข้าก็ไม่ให้องค์หญิงกับพีดัม...ได้แต่งงานกันอย่างแน่นอน ท่าน ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจอีกหรือ” โซวา กล่าว โดยไม่รู้ว่าพีดัมแอบฟังอยู่

“เรื่องนี้ สมัยก่อนข้าคิดว่าเป็นชะตาของพวกเขา ส่วนตัวเองก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี แต่ เพราะเจ้าเป็นต้นเหตุ ทำให้ข้าไม่ได้เลี้ยงองค์หญิง เอง ส่วนพีดัม...นิสัยเขาก็ไม่เป็นอย่างที่คิด”

พีดัมซึ่งได้ยินเรื่องที่มุนโนและโซวาคุย กัน ก็กลับมาคิดว่าหากเขาได้แต่งงานกับองค์หญิง ต๊อกมาน เขาก็จะได้กลายเป็นพระราชา แต่อดีต ของเขาน่าเจ็บปวดนัก เขาจึงรู้สึกสับสน

มเหสีมายามาหาต๊อกมาน จึงเห็นว่าต๊อกมานนั่งเงียบเหมือนคิดอะไรอยู่ ขนาดนางเดินเข้ามาต๊อกมานยังไม่รู้สึกตัว

“เมื่อไหร่ชุนชู...จะกลับมาซะทีล่ะเพคะ เราส่งคนไปรับ นี่ก็ผ่านไปพักใหญ่แล้ว”

“คงใกล้จะมาถึงแล้ว ทำไมจ๊ะ เจ้าเป็น ห่วงเขาหรือไง”

“หึ...หม่อมฉันก็อยากพบเขา ใจหนึ่งรู้สึกยินดี อีกใจก็รู้สึกกลัวเพคะ”

“เจ้าน่ะหรือกลัว เพราะอะไรน่ะ”

“เพราะว่า หม่อมฉันต้องขอให้เขาอโหสิกรรมบางอย่าง”

“ให้เขาอโหสิอะไรกัน”

“หม่อมฉันเป็นต้นเหตุ ทำให้เขาต้องกำพร้าแม่”

“ต๊อกมาน พูดอะไรน่ะลูก ทำไมคิดอย่างงั้นล่ะจ๊ะ” มเหสีมายาปลอบ

ในการคัดเลือกผู้บัญชาการองครักษ์คนใหม่ในครั้งนี้ มุนโน ได้เป็นประธานในการคัดเลือก โดยมี โพจอง และ คิมยูซิน เป็นตัวเต็ง

“การประลองคราวนี้ ตามที่ตกลงไว้ว่าจะให้ท่านมุนโนเป็นคนวางกติกาและผู้ตัดสิน เป้าหมายก็คือคัดเลือกผู้บัญชาการองครักษ์คนใหม่ จึงขอให้ทุกคนทำตามกฎระเบียบ...ต่อไปขอเชิญท่านมุนโนบอกเล่าถึงกติกาในการแข่งรอบที่หนึ่ง” โฮแจ กล่าว

“ก่อนมาถึงห้องประชุม ทุกคนคงเห็นยามเฝ้าประตูแต่ละด่านใช่ไหม”

“ครับ ข้าได้เห็นแล้ว”

“ก็แสดงว่า ทุกคนน่าจะเห็นหมด ก่อน จะมาถึงห้องประชุม เห็นคนกี่คนที่แต่งชุดองค รักษ์ไม่เรียบร้อย

“จำได้ว่า ทั้งหมดมี 6 คนครับ...ในจำนวนนี้ มี 2 คน ที่คาดผมไม่เหมือนคนอื่น ส่วนอีก 3 คน ใส่เสื้อไม่เหมือนองครักษ์ทั่วไป และมีอีกคนหนึ่ง ถือกระบี่ที่องครักษ์เราไม่เคยใช้น่ะครับ” โพจอง กล่าว

“เป็นคำตอบที่ถูก...และนี่ก็คือ...ข้อสอบข้อที่หนึ่งในการคัดเลือกผู้นำองครักษ์” มุนโน กล่าว





..............จบตอนที่ 31..........



เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 30



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 30
Cr. : Dailynews Online


คิมซอยอน และยองชุนปรึกษาเรื่องที่องค์หญิงต๊อกมานต้องการทำ

“เฮ่อ....ให้เปิดเผยเรื่องปฏิทิน แม้แต่วันเพาะปลูกก็ให้กรมวังประกาศ ไม่ต้องให้ฝ่าบาททรงออกหน้าอีก แค่นี้ก็ส่งผลถึงอำนาจของราชสำนักเป็นอย่างมากแล้ว” ยองชุน กล่าว

“แน่นอน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เรื่องเหล่านี้ อยู่ในความรับผิดชอบของมีซิลทั้งนั้น”

“ใช่ แต่เดิมทีเป็นหน้าที่ของเชื้อพระวงศ์มากกว่า กว่า 700 ปีที่สถาปนาราชวงศ์ มา กลับถูกผู้หญิงคนนี้ ยึดอำนาจภายใน 20 ปีเท่านั้น พอมาวันนี้เราจะคืนอำนาจบางส่วนให้ราษฎร”

“แม้องค์หญิงจะมีเหตุผลที่ทำแบบนี้ แต่ก็น่าเป็นห่วงไม่น้อยเหมือนกัน”

“ยิมจง เจ้ามีความเห็นยังไงบ้าง” ยองชุน ถาม

“ข้าเป็นเพียงองครักษ์ ไม่กล้าแสดงความเห็นต่อเรื่องของบ้านเมืองหรอกครับ แต่ว่า ถ้าในหมู่องครักษ์ด้วยกัน คงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้าง”

พระเจ้าจินพยอง ไม่เห็นด้วยกับความต้องการขององค์หญิงต๊อกมานที่จะให้กรมวังเป็นคนประกาศวันเพาะปลูก

“แม้ว่าจนวันนี้งานเหล่านี้ยังเป็นหน้าที่มีซิลก็ตาม แต่เพราะคราวก่อนที่เกิดสุริยคราสทำให้องค์หญิงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เราน่าจะเห็นชอบกับนางนะเพคะ” ฮูหยินคิม กล่าวทูล

“เฮ่อ....ต่อให้สร้างหอดูดาวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ชาวบ้านจะเข้าใจความหมายนี้หรือเปล่า”

“ต๊อกมานอาจจะมองการณ์ไกลแถมเป็นเด็กฉลาดอีก แต่เรื่องคราวนี้ก็ทำให้หม่อมฉันเป็นห่วงนัก” พระมเหสีมายา ทูล

“เฮ่อ....เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้หรือ ขุนนางส่วนใหญ่ต้องคัดค้านแน่ เพราะบางคนก็เป็นพวกหัวโบราณ ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ หรอก”

ไอชอง ไม่เห็นด้วยกับความคิดขององค์หญิงต๊อกมาน จึงบอกกับคิมยูซิน

“ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ เจ้าไม่เข้าใจเจตนาขององค์หญิงหรือไง”

“เราได้อำนาจมาอย่างยากเย็น หลังจากพระเจ้าจินฮึงสวรรคต มีซิลก็ครองอำนาจเป็นยิ่งกว่าเทพแห่งสวรรค์ จนตอนนี้กลับมาเป็นของเรา เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องใช้ในการบริหารบ้านเมืองให้เกิดประโยชน์มากกว่า” ไอชอง กล่าว

“แต่ถ้าใช้เรื่องพวกนี้ไปหลอกชาวบ้านอีก องค์หญิงก็ไม่ต่างจากท่านมีซิลตรงไหนน่ะสิ”

“หึ....บนเส้นทางการเมือง ใช้คุณธรรม อย่างเดียวจะไปรอดหรือ”

“เฮ่ย....แล้วเจ้าเห็นว่าไงบ้าง คัดค้านหรือเปล่า” คิมยูซิน ถามพีดัม

“หือ....โธ่เอ๊ย....จุ๊ ๆ องค์หญิงทรงเป็นอัจฉริยะ ท่านรู้หรือเปล่า ไม่รู้อะไรซะบ้าง เฮ่ย ....ข้ายังฉลาดซะกว่า กินอะไรเข้าไปน้า ถึงได้เป็นคนหัวใสขนาดนี้” พีดัม กล่าวแล้วคิดในใจ นางไม่ได้ต้องการชิงอำนาจ แต่จะทำลายอำนาจต่างหาก

ไอชอง และคิมยูซินมาเข้าเฝ้าองค์หญิงต๊อกมานเพื่อทูลให้นางถืออำนาจไว้

“ที่แล้วมามีซิลกุมอำนาจจนสร้างแนวทางที่ผิดเพี้ยน เดิมเป็นของราชสำนักอยู่แล้ว ทำไมถึงทรงคิดว่าผิดต่อหลักธรรม องค์หญิงไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์หรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ถ้าข้ามีอำนาจในมือ ซักวันก็จะมีคนอื่นมาแย่งชิงอีก แต่ถ้าสูญเสียไป ข้าก็จะหาวิธีเอากลับคืนมา เพราะคิดว่าไม่มีอำนาจ ข้าจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงคิดกระจายอำนาจออกไป ไม่ให้ผูกติดกับใครอีก”

“นี่คือข้อตกลงระหว่างองค์หญิงกับ ไต้ซือวาชอนใช่ไหม” คิมยูซิน ทูลถาม

“ใช่ ไต้ซือเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสรรพสิ่ง แต่ต้องอยู่ใต้อำนาจการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย”

“เพราะฉะนั้น องค์หญิงจึงไม่ต้องการรวบอำนาจไว้เอง แต่จะกระจายออกไปมากกว่า”

“แต่ว่า นั่นเป็นสิทธิของราชสำนักอยู่แล้ว ทำไมถึงได้....” ไอชอง สงสัย

“เดิมทีนั้น แผ่นดินไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง” องค์หญิงต๊อกมาน ตรัส

“ทรงมีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่.... ทรงคิดมานานหรือฟังจากใครมา”

“หึ....พอท่านมาถามแบบนี้ ข้าก็รู้สึกละอายใจ จริง ๆ แล้ว ทีแรกเพื่อจะให้คำตอบแก่ไต้ซือ ทำให้ข้านึกถึงเรื่องพวกนี้....ความรู้เรื่องดาราศาสตร์ไม่ควรเป็นสมบัติส่วนตัวของ ใคร เพื่อจะหาทางออกในเรื่องนี้ ทำให้ข้าแตกความคิดออกไปหลายทาง”

“ไม่ว่าจะทรงคิดได้เพราะอะไรก็ตาม หม่อมฉันเห็นว่าองค์หญิงทรงมีความคิดที่ล้ำหน้าไปไกล”

“พูดแบบนี้หมายความว่าไง”

“พอได้ฟังแนวคิดขององค์หญิง ทำให้หม่อมฉันนึกถึงเรื่องความศรัทธา”

“เรื่องความศรัทธาหรือ”

“ท่านพ่อเคยบอกว่า สมัยก่อนชนชั้นปกครองของเรา เลื่อมใสในตำหนักเทพมาก ถึงขนาดไม่ยอมให้ศาสนาอื่นเข้ามาเผยแผ่คำสั่งสอน....แต่ว่า เรื่องความเชื่อเป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนง่าย ๆ ทำให้มาถึงวันนี้ ตำหนักเทพยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชิลลาอยู่ และเป็นเหตุให้....มีซิลใช้ตรงนี้สร้างอำนาจขึ้นมา”

“หึ....ใช่ ข้ายังต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง และอยากให้ท่านชี้แนะด้วย”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“แต่ว่า เมื่อกี้หลังจากคุยกับมีซิลอยู่พักใหญ่ ทำให้ข้ารู้สึกกลัว”

“นางทำอะไรที่น่ากลัว เป็นการข่มขู่ องค์หญิงหรือ”

“เปล่าหรอก นางตั้งคำถามชวนคิดมากมาย แต่แล้ว....พอข้าตอบไปทีละข้อ กลับรู้สึกตกใจกับตัวเองมากกว่า”

“หึ....หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง” คิมยูซิน ทูล

“ข้าสงสัยว่า นั่นเป็นคำพูดจากปากข้าจริงหรือเปล่า ที่แล้วมาข้าเคยคิด....คิดเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ ข้ารู้สึกว่าตัวเองเหมือนเคยทบทวนเรื่องพวกนี้มาก่อนในอดีต และพร้อมจะตอบคำถามอยู่แล้ว หึ....ท่านว่าน่าแปลกมั้ยล่ะ” องค์หญิงต๊อกมานถามคิมยูซิน แล้วกล่าวต่อ

“ข้ารู้สึกว่า ท่านมีซิล....เป็นผู้หญิงที่เก่งมาก ตอนข้ายังเด็ก เคยอ่านประวัติผู้ยิ่งใหญ่หลายคน และนางก็เหมือนผู้ยิ่งใหญ่ ที่โดดออกมาจากหนังสือ”

“หึ....ถ้าไง หม่อมฉันขอทูลว่า องค์หญิงยังต้องเรียนรู้อีกมากนัก โดยเฉพาะการรับมือศัตรู ต้องมองให้ชัดและเข้าถึง....ความรู้สึกของอีกฝ่ายจึงจะบรรลุผล”

“หึ....ท่านคิดอย่างงั้นหรือ”

มีซิลบอกกับซอวอนว่าองค์หญิงต๊อกมานมีความคิดที่โง่ วาดวิมานซะสวยหรูแต่จริง ๆ ทำไม่ได้ซักอย่าง

“ใช่ แนวคิดกับการปฏิบัติจริง บ่อยครั้งมักจะสวนทางกัน” ซอวอน กล่าว

“แน่นอนอยู่แล้ว นางช่างมองโลกในแง่ดีซะจริง”

“สมัยก่อนพระเจ้า “พอบฮึง” พยายามจะนำคำสอนของพุทธองค์มายังแคว้นชิลลา แต่จนวันนี้พวกชาวบ้านยังคงกราบไหว้ฟ้าดินและบรรพชนของตัวเอง โดยไม่ศรัทธาในคำสอนอื่น”

“ข้าก็ว่าอย่างงั้น มนุษย์ถ้าไม่มีที่พึ่งทางใจ เขาจะใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ จะว่าข้าหลอกใช้สวรรค์ก็ถูก แต่จริง ๆ แล้ว ชาวบ้านก็ใช้ข้าอีกต่อเหมือนกัน”

“ใช่ สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ ทำให้ความเชื่อของพวกเขาเป็นความจริงที่จับต้องได้” ซอวอน กล่าว

“แต่แล้ว จะให้พวกเขาปฏิเสธข้า บอก ว่าข้าไม่มีอำนาจ ไม่อาจรู้ถึงอนาคต ซึ่งไม่ต่างกับคนธรรมดา นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านไม่มีวันยอมรับว่าเป็นความจริง....เหตุผลแค่นี้ยังไม่เข้าใจ ยังกล้ามาสู้กับข้าอีก” มีซิล กล่าว

“ท่านเซจู ท่านพูดถูกทุกอย่าง แล้วทำไม...จู่ ๆ กลับนิ่งเงียบซะล่ะ...ท่านเซจู”

“แต่ว่า ข้ารู้สึกอิจฉานาง” มีซิล กล่าว

“อะไรนะ ท่านเซจู นางมีอะไรให้อิจฉาหรือ”

“อันดับแรกคือ ข้าชื่นชมแนวคิดของนาง นั่นเป็นสิ่งที่คนอยู่ในวังมานานอย่างข้า ไม่กล้าแม้แต่จะคิดเปลี่ยนแปลง...ข้อที่สอง นางยังเด็กกว่าข้ามากนัก ถ้าอยู่ไปนาน ๆ...ซักวันจะแยกการปกครองออกจากความเชื่อของราษฎรและทำให้คนหายงมงาย รู้จักแยกแยะด้วยเหตุผล ถึงตอนนั้นข้าก็แก่ซะแล้ว”

“แล้วไงอีก”

“ยังมีอีกข้อ...ข้อที่สามคือ...”

“คืออะไรหรือท่าน”

“เพราะอะไร ทำไมข้าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์เหมือนนาง ถ้าข้าได้ครองตำแหน่งพระมเหสีจริง ไม่แน่อาจทำงานได้มากกว่านี้อีก”

“ท่านเซจู” ซอวอน กล่าว

“ข้ามีซิล...ไม่มีโอกาสจะสร้างฝัน...ให้เป็นจริงได้อีก”

องค์หญิงต๊อกมานบอกกับคิมยูซิน ว่าหลังจากที่ได้คุยกับมีซิลแล้วตนเองได้เกิด ความคิดที่อยากจะคุยกับนางต่อ เพื่อแลกเปลี่ยน ความเห็นกันให้มากกว่านี้ และได้บอกกับมีซิล ว่าอยากให้นางมีอายุยืนถึงร้อยปี ด้านมีซิลก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ซอวอนฟัง

“อะไรนะ ให้ท่านอายุยืนหรือ เฮ่อ ๆ ๆ”

“แย่งอำนาจจากข้าไปชัด ๆ ลดความน่าเชื่อถือของข้าลงไป แต่พอคุยกับนางแล้ว ข้าแทบอยากกอดนางมากกว่า...ถ้าสมัยก่อนไม่ถูกมุนโนช่วยไป อีกทั้งไม่ใช่องค์หญิงแฝดละก็ เด็กคนนี้ข้าอาจจะเอามาเลี้ยงเอง” มีซิล กล่าว

มุนโนเดินทางมาหาคิมโดนก เพื่อจะพบกับโซวา และธิดาของพระเจ้าจินพยอง หลังจากที่แยกกันเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้นำทั้งสองมาฝากไว้ที่นี่ แต่เมื่อมาถึงก็ได้ทราบความจริงว่าทั้งสองไม่อยู่ที่นี่แล้ว โดยโซวาได้ทิ้งจดหมายเอาไว้

“เรียนท่านมุนโน โปรดอภัยที่ข้าไปโดยไม่บอกกล่าว ข้ารู้ว่าท่าน อนาคตคงมีแผนอื่น อยู่ในใจ แต่ว่า ที่ข้ารับพระบัญชาจากฝ่าบาท ก็คือให้องค์หญิงน้อยได้อยู่รอดปลอดภัยก็พอแล้ว ส่วนที่ท่านบอกว่า โตขึ้นใครจะต่อกรกับท่านมีซิล ไม่ว่าข้าหรือองค์หญิง ชาตินี้ไม่ขอยุ่งเกี่ยวจะดีกว่า เพราะข้าคิดแล้วว่า ไม่อยากให้เด็กคนนี้ไปยุ่งกับการเมือง เพราะฉะนั้น โปรดอภัยให้ข้าด้วย” เมื่อมุนโนได้อ่านจดหมายแล้วก็คิด

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ โซวาทำอะไรกับเด็กคนนั้น ถึงให้องค์หญิงแฝดกลับมาอีกครั้ง ซ้ำยังวางแผนได้ขนาดนี้อีก”

เมื่อพีดัมกลับมาหามุนโนก็สอบถามว่าอาจารย์ได้เห็นสุริยคราสหรือเปล่า

“เห็นแล้วทำไม”

“เพราะองค์หญิงแฝดได้คืนตำแหน่ง และจะเปิดเผยเรื่องปฏิทิน ให้ชาวบ้านมีความรู้มากขึ้นน่ะครับ”

“เจ้ากินยาผิดหรือไงถึงสนใจเรื่องคนอื่นขนาดนี้”

“อาจารย์ครับ ถึงเวลาที่เราควรจะทำอะไรบ้าง”

“อะไรนะ”

“ข้าอยากทำงานให้องค์หญิงน่ะครับ”

“เจ้าอยากทำงานให้องค์หญิงแล้วทำไม นางจะยอมรับเจ้าง่าย ๆ หรือ”

“อาจารย์ครับ องครักษ์ที่เราเจอที่หมู่บ้านยางจี คนที่เป็นลูกน้องก็คือองค์หญิงต๊อกมาน ข้าทำงานให้นางอยู่”

“อะไรนะ เจ้าพูดอีกทีซิ องครักษ์นั่น น่ะหรือ”

“อึม....ใช่ครับอาจารย์”

“เด็กคนนั้น....เจ้าบอกว่าอยากทำงานให้องครักษ์นั่น หรือก็คือหนึ่งในองค์หญิงแฝดหรือ”

“ครับ ข้าคิดอย่างงั้น”

“เมื่อก่อนบอกว่าที่ช่วยนางเพราะความสงสาร ตอนนี้ก็เพราะสงสารนางอีกหรือ”

“ตอนนี้ไม่ใช่อย่างงั้นแล้ว” พีดัมกล่าว

“เพราะรู้ว่านางเป็นองค์หญิงหรือไง”

“ไม่ใช่อีก ต้องบอกว่าองค์หญิงคือนางมากกว่า...ถ้าองค์หญิงชิลลาคือนาง ข้าก็พร้อมจะร่วมทางกับนางได้ เพราะความคิดของข้ากับนาง มีส่วนที่ตรงกันหลายอย่าง ความรู้หลายอย่างที่รู้เฉพาะชนชั้นปกครอง เช่นเมื่อไหร่ควรจะเพาะปลูก ปลูกยังไงถึงจะได้ผลดี เมื่อไหร่ควรจะเก็บเกี่ยว เป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่เคยรู้ เรื่องของดินฟ้าอากาศ ฤดูกาลฝนตกฟ้าร้อง นางบอกว่าจะเปิดเผยให้หมดน่ะครับ ที่สำคัญ ตอนนี้นางกำลังสร้างหอดูดาวอยู่”

“หอดูดาวหรือ” มุนโน ถาม

“ใช่ครับ เป็นการเปิดเผยปรากฏการณ์บนท้องฟ้า โดยไม่ต้องปกปิด แต่ให้รู้วันเวลาไปเลยครับ”

เซจองเรียกขุนนางมาประชุมเพื่อลงมติเรื่องการสร้างหอดูดาว

“เมื่อทุกคนมาพร้อม เราก็จะเริ่มการประชุมเดี๋ยวนี้....ประเด็นในวันนี้ จะถกเกี่ยวกับการสร้างหอดูดาว ทุกท่านมีความเห็นยังไงก็ว่ามา งั้นตอนนี้ ขอให้ทุกท่าน ลงมติว่าสนับสนุนหรือคัดค้านเรื่องนี้ เอาล่ะ เกี่ยวกับประเด็นที่จะสร้างหอดูดาวนั้น ขุนนางทั้งสิบได้ลงมติ แสดงความ เห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ข้าในฐานะเสนาบดีขอประกาศให้รู้ว่า...”

“ที่ท่านเรียกประชุมวันนี้ ทำให้ข้าเดาใจไม่ถูก ไม่ทราบว่า มีจุดประสงค์อะไรกันแน่” องค์หญิงต๊อกมานเข้ามา

“ก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรหรอก” มีซิล กล่าวทูล

“แต่ท่านก็ไม่มีท่าทีว่า จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้”

“ใช่ หม่อมฉันไม่จำเป็นต้องบอกว่าเห็นชอบด้วย แต่ก็ไม่อยากคัดค้านให้ยุ่งยาก” มีซิล กล่าวทูล

มีซิล บอกกับลูกน้องว่า การที่ตนเองไม่คัดค้านการสร้างหอดูดาว เพราะงานนี้จะทำให้นางถูกบั่นทอนความน่าเชื่อถือ พอหอดูดาวสร้างเสร็จและงานที่จะดำเนินต่อจากนั้น นางจะเผชิญกับความขัดแย้งอย่างหนักหน่วง ต้องคอยดูว่าองค์หญิงจะแก้ปัญหายังไง

พีดัมกลับมาหาองค์หญิงต๊อกมานทูลถามว่าจะสามารถเอาชนะมีซิลได้ไหม

“เป็นอะไร....จู่ ๆ มาถามเรื่องนี้กับข้า”

“หม่อมฉันถามองค์หญิงก่อน ยังไงก็ตอบก่อนได้ไหม ทรงคิดว่า....จะเอาชนะมีซิล ได้ไหม”

“มีซิลหรือ ข้าก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่ จะชนะนางได้ไหม ชนะแล้วจะทำไงต่อไป เพราะว่านาง...เป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวมาก แต่ว่ามีของ อย่างหนึ่ง ที่ข้ามี แต่นางไม่มีแน่นอน”

“คืออะไร”

“คู่ต่อสู้ที่ชื่อ...มีซิลไง ข้าน่ะ มีคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างนาง แต่นาง...หลังจากพระเจ้า จินฮึง สวรรคต ตลอด 20 กว่าปีนี้ไม่เคยมีคู่ต่อสู้ซักคน...ถ้าข้าชนะนางได้ จะเป็นคนเก่งยิ่งกว่านางอีก ที่สำคัญ จากการพูดคุยกับนาง ทำให้ข้ารู้ว่า แม้ว่านาง...จะไม่กลัวสวรรค์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับกลัวเสียงของราษฎร ฉะนั้น แม้จะฟังเสียงของชาวบ้านหน่อย นางก็ยังไม่กล้าทำ แต่ว่า ข้าไม่เคยกลัวที่จะฟังการวิจารณ์ของใคร มีคนมาระบายความทุกข์กับข้าก็ยิ่งดี ให้ช่วยแก้ปัญหา นั่นแสดงว่ายอมรับข้า”

“แสดงว่าที่เกลี้ยกล่อมใต้ซือวาชอนได้...”

“ใช่ ทีแรกข้าก็จับทางไม่ถูก ไม่รู้จะตอบเขายังไงดี แต่ว่า เพื่อจะให้เขามาช่วยทำงาน เพื่อให้เข้าใจในตัวเขา ข้าจึงฟังปัญหาของเขาหลายอย่าง จนสุดท้ายก็พบคำตอบ ต่อไปไม่ว่าขุนนาง หรือแม้แต่ราษฎร คงจะตั้งคำถามกับข้ามากมาย และข้าก็จะไม่มีความกลัว ยินดีรับฟังทุกคำถาม จากนั้นก็พยายาม...หาคำตอบให้พวกเขา นี่คือทางเดียว ที่จะเอาชนะมีซิลได้ ทีนี้ตาเจ้าพูดบ้าง ทำไมจู่ ๆ มาถามเรื่องนี้”

“เหตุผลมีอยู่สองข้อคือหนึ่ง...หม่อมฉันเห็นความตั้งใจขององค์หญิงแล้ว รู้สึกว่ายิ่งใหญ่มาก เลยไม่กล้าเสียมรรยาทอีก”

“หึ...แล้วยังไง”

“เหตุผลข้อสองก็คือ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป หม่อมฉันจะถือว่าองค์หญิงเป็นนาย”

“เพราะอะไร”

“อาจเพราะคราวก่อนองค์หญิงทรงหลอกหม่อมฉันจนตายใจนึกว่าจริง เลยไม่อยากเป็นศัตรูกับองค์หญิงมั้ง”

“หึ...ข้าก็เหมือนกัน ไม่อยากเห็นเจ้าเป็นศัตรูเลย”

“หม่อมฉันพีดัม ขอคำนับ องค์หญิงต๊อกมานผู้เป็นนาย” พีดัม กล่าวทูล

ซอวอนอยากรู้ว่าฝีมือของพีดัมเหมือนใครจึงให้ชิซูมาประลองวิชา จนรู้ว่าเป็นวิชาของมุนโน จึงสั่งให้จับตาพีดัมไว้ ด้านองค์หญิงต๊อกมานนั่งทำงานเรื่องจัดระเบียบกรมคลังใหม่ จนไม่ได้บรรทม จากนั้นก็ให้ไอชอง และ คิมยูซิน เข้าเฝ้า

“ต้องมีพิธีเซ่นไหว้ก่อนจะเริ่มก่อสร้าง ช่วยไปบอกไต้ซือวาชอนให้หาฤกษ์เพื่อจะได้ลงมือ อีกอย่าง เราต้องคอยประสานงานกับไต้ซือตลอด เกี่ยวกับรูปแบบก่อสร้างหอดูดาว อย่าให้ผิดจากที่วาดไว้”

“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันทราบแล้ว”

“ท่านยูซิน ชาวคาย่าที่อยู่เมือง “อัมยางจู” เราจะฝึกให้เป็นกองกำลังที่เข้มแข็ง”

“หม่อมฉันดูให้อยู่แล้ว”

“อย่าลืมว่าเรื่องนี้ เป็นโครงการระยะ ยาวที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง...แต่ตอนนี้ กำลังทหารอยู่ในมือท่านซอวอนคนเดียว แม้ว่าใต้เท้าคิมจะมีทหารที่ดูแลเมืองหลวงบางส่วน แต่ก็ไม่พออยู่ดี อีกอย่าง พวกเขาจะยอมช่วยเราทำงานหรือเปล่า เราก็ไม่รู้แน่”

“หม่อมฉันจะฝึกทหารชุดใหม่ ที่พร้อมจะทำงานให้องค์หญิงทุกเมื่อ”

“ดีมาก ท่านไปเชิญท่านแวยากับซอแจ ให้กลับมาพบข้าด้วย”

“องค์หญิง ทำไมจะให้พวกเขา....” ไอชอง ทูลถาม

“ถ้าจะให้กำลังของเผ่าคาย่า ขึ้นกับท่านยูซินโดยตรง ทางที่ดี คืออย่าให้พวกเขาอยู่ไกล อีกอย่าง แวยากับซอแจมีพื้นเพเป็นนักรบ ถ้าให้อยู่เมือง “อัมยางจู” ด้วยกำลังที่พวกเขามี อาจถูกมองว่าซ่องสุมทหารเพื่อก่อกบฏก็ได้...ฉะนั้นจึงอยากให้ท่าน...หาที่อยู่ให้พวกเขามาอยู่เมืองหลวงซะ จะได้อุ่นใจ”

โพจองมารายงานมีซิลเรื่องที่องค์หญิงต๊อกมานอยู่ในห้องทรงงาน ไม่ได้กลับไปบรรทมที่ตำหนัก

“งั้นหรือ ถ้าตอนนี้เรามีองค์หญิงแบบนี้ซัก 10 องค์คงจะดีไม่น้อยน่ะนะ”

“ดูเหมือนนางจะตั้งความหวังกับการสร้างหอดูดาวไว้มาก” ซอวอน กล่าว

“รู้หรือยังว่าเมื่อไหร่จะลงมือก่อสร้าง” มีซิล ถาม

“เห็นว่ายังไม่ได้ฤกษ์ดี แต่สถานที่ กำหนดไว้ที่เขต “พันวา” ด้านตะวันออก” โพจอง รายงาน

“เอาเถอะ รู้แล้ว เจ้าออกไปก่อน”

“แต่ว่า ต๊อกชอนให้มาถามว่า เราจะทำไงดี กับคนที่ชื่อโซวาน่ะครับ”

“อาการของนางดีขึ้นบ้างหรือยัง” ซอวอน ถาม

“แผลบาดเจ็บทุเลาหมดแล้ว แต่ว่า อาการสติฟั่นเฟือนยังไม่ดีน่ะครับ” โพจอง กล่าว

“ไม่สำคัญอีกแล้ว นางจะมีประโยชน์อะไรกับเราอีก”

“แต่ว่า...”

“ข้าไม่ใช่คนที่ชอบกักตัวประกันไว้ต่อรองผลประโยชน์ นางไม่สำคัญอีกแล้ว”

“หมายความว่า...ครับ ข้าจะจัดการให้” โพจอง กล่าว

โพจองเดินทางมาเพื่อจัดการกับโซวาเมื่อมาถึงบ้านที่ขังโซวาก็สั่งให้องครักษ์สังหารนาง โซวาได้ยินองครักษ์บอกว่าต๊อกมานเป็นองค์หญิงจึงหาทางวิ่งหนีออกไปจากห้อง ด้านกุกซอน และแทพุง ที่แอบมาเฝ้าดู ได้ยินจากองครักษ์ว่าผู้หญิงที่แต่งชุดนางในแล้วหนีออกไปคือโซวา จึงรีบตามไปช่วย

องค์หญิงต๊อกมานจะเสด็จมาทำพีธีเริ่มงานก่อสร้างหอดูดาว แต่พวกชาวบ้านสงสัยไม่รู้ว่าหอดูดาว คืออะไร

“คนในวังไม่มีใครมาเลยหรือ” คิมยูซิน ถาม

“เฮ่ย...ก็ถึงว่าน่ะสิ”

“แหะ...ข้าพาอาจารย์มาดูด้วย แหะ...เอ๊ะ... โธ่เอ๊ย...เขาไปไหนนะนี่ เมื่อกี้ยังตามอยู่ข้างหลังเลย” พีดัม กล่าว

“หา...ทำไมคนหร็อมแหร็มขนาดนี้” จุปัง กล่าว

“นั่นสิ นึกว่าคนจะมากันล้านเจ็ด” โกโต กล่าว

“พวกขุนนางกับเชื้อพระวงศ์ก็เหลือเกินไม่มีใครโผล่มาสักคน”

“ทุกคนคุกเข่าลง ถวายการต้อนรับองค์หญิง” คิมยูซิน กล่าว

“คือว่า...องค์หญิงต๊อกมาน โบราณว่า การเซ่นไหว้ต้องทำในบรรยากาศที่เงียบสงบ ห้ามจ้อกแจ้กจอแจ วันนี้สิ่งแวดล้อมเป็นใจ คนก็ไม่เยอะจริงมั้ย พูดสิ” จุปัง กล่าว

“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ คนเยอะก็ยิ่งวุ่นวาย ดูแลไม่ทั่วถึง เดี๋ยวมีเรื่องอีก” โกโต กล่าว

“ก็ถึงว่า ขอแค่ทำเลดีก็พอ คนน้อยคนมากไม่สำคัญหรอก จริงมั้ย”

“จริง ๆ ท้องฟ้าแจ่มใสด้วย”

“นั่นสิ อากาศก็เป็นใจ”

เมื่อต๊อกมานทำพิธีเสร็จก็จะเดินทาง กลับวังก็มีพวกชาวบ้านมาขอร้องให้ช่วย จึงสั่งให้ขบวนหยุด

“ธิดาแห่งสวรรค์ ให้ข้ามีลูกชายสักคน ได้ไหมเจ้าคะ ข้าอยากมีลูกมานานช่วยขอสวรรค์ให้ที แล้วข้าจะมากราบไหว้ทุกวันนะคะ ฮือ ๆ ๆ” หญิงคนหนึ่ง กล่าว

“ช่วยรักษาแม่ข้าหน่อยเถอะ นางป่วยหนักมาก ฮือ...”

“ธิดาแห่งสวรรค์ ช่วยดูตาให้ลูกข้าหน่อยได้ไหม แล้วต่อไปข้าจะมาที่นี่ทุกวัน เพื่อถวายของเซ่นไหว้นะคะ”

“ท่านป้า ที่นี่ ไม่ใช่วัดที่จะมาขออะไรก็ได้ เราจะสร้างหอดูดาวเพื่อดูปรากฏการณ์เกี่ยวกับท้องฟ้าต่างหาก มาขอโน่นขอนี่ไม่ได้หรอกนะ ถอยไปเร็ว” จุปัง กล่าว

“ไม่รู้ล่ะ...เราไม่สนใจเรื่องท้องฟ้า... สนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่า...ช่วยหน่อยเถอะนะ...” พวกชาวบ้าน กล่าว

“ยังไม่ถอยไปอีก” คิมยูซิน สั่ง

“ธิดาแห่งสวรรค์...เมตตาเราที...ได้โปรดเถอะ...”

“เชิญขึ้นเสลี่ยงจะดีกว่า” คิมยูซิน ทูลระหว่างนั้นโซวา ก็วิ่งเรียกชื่อต๊อกมานเข้ามา ด้านชิซูเห็นจะตามไปสังหารแต่ไม่ทัน

“หยุดขบวนเดี๋ยวนี้” องค์หญิงต๊อกมาน สั่ง

“ต๊อกมาน หึ...” โซวา กล่าวเรียก แต่เมื่อชิซูตะโกนเรียกชื่อโซวา ทำให้นางตกใจกลัววิ่งหนีไปอีก จนถูกองครักษ์ของโพจองจับตัวได้และกำลังจะสังหาร แต่มุนโน ก็ได้เข้ามาช่วยเอาไว้ได้ หลังจากนั้นก็ถูกชิซูเข้าขัดขวาง เมื่อองค์หญิงต๊อกมานได้ยินเสียงโซวาเรียกอีก ก็สั่งให้ขบวนย้อนกลับไปที่ลานพิธีอีกครั้ง




..............จบตอนที่ 30........



วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 29



Queen Seon Deok ( 善德女王/ 선덕여왕)
เรื่องย่อละคร : ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน - ตอนที่ 29
Cr. : Dailynews Online


ต๊อกมานออกมาปรากฏตัวบนตำหนักต่อหน้าทุกคนในวังหลวง ทำให้มีซิลถึงกับตระหนก ส่วนพระมเหสีมายาและพระเจ้าจิน พยองดีพระทัย ด้านคิมยูซิน ได้ประกาศให้ทุกคนรู้ว่าต๊อกมาน คือผู้ทำนายการเกิดสุริยคราสครั้งนี้ และเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นชิลลา ทำให้ชาวบ้านต่างดีใจกล่าวสรรเสริญองค์หญิงทรงพระเจริญ

มีซิลเจ็บปวดที่ถูกต๊อกมานหลอก ทั้งที่รู้วันเกิดสุริยคราสแน่นอนแล้ว ด้านจุปัง และโกโตช่วยกันทูลถามพระเจ้าจินพยอง

“ในปีที่ดาวแคยางแยกออกเป็นสอง ดวง องค์หญิงแฝดได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นความจริงมั้ยพ่ะย่ะค่ะ”

“และคนนั้น คือองค์หญิงที่ประสูติพร้อม กับ....องค์หญิงชอนมยองใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” กุกซอน ทูลถาม

“ใช่หรือไม่ ก็เชิญรับสั่งมาได้” โกโต ทูล

“พวกเราอยากรู้ความจริง ฝ่าบาท” แทพุง ทูล

“ทรงตรัสความจริงมาเถอะ ฝ่าบาท”

“รับสั่งความจริงมาเถอะ....ฝ่าบาท.... พวกเราอยากรู้....อย่าปิดบังอีกเลย....เราอยากรู้ความจริง....พูดมาเร็วเข้า...” พวกชาวบ้าน ทูลถาม

“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน เฮ่อ ๆ ๆ พูดความจริงมาเร็วเข้า” พีดัม กล่าวทูล

พระมเหสีมายา เสด็จไปที่ต๊อกมาน พานางเดินออกมายืนต่อหน้าทุกคนแล้วประกาศให้ทุกคนรู้

“วันที่ดาวลูกไก่....จาก 7 กลายเป็น 8....ดาวแคยางจากหนึ่งแยกตัวเป็นสองนั้น ข้าได้ให้กำเนิดองค์หญิงชอนมยองเป็นคนแรก จากนั้นอีกไม่นานนัก ข้าก็มีอาการเจ็บท้องอีก และมีลูกหญิงคนที่สองตามมา....เนื่องจากสมัยนั้นไม่มีคำทำนายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีเพียงข่าวลือที่ว่า ยามใดมีแฝดกำเนิด,ทายาทชายจะสูญสิ้นเท่านั้น ฮือ....จึงทำให้ข้าเกิดความกลัว กลัวที่ต้องสูญเสียลูกสาวทั้งสองไป ยิ่งกลัวที่ต้องถูก ปลดจากตำแหน่งพระมเหสี และกลัวว่า ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมาจริง จะมีผลกระทบถึงฝ่าบาท ฮือ....ด้วยเหตุนี้ ลูกที่เกิดจากดาวแคยาง อีกดวงหนึ่ง หรือก็คือแฝดผู้น้อง จึงต้องให้นางในอุ้มหนีออกจากวังไป ฮือ....ทั้งหมดเป็นความใจร้ายและเห็นแก่ตัวของข้าทั้งสิ้น ฮือ.... เพราะไม่รู้คำทำนายที่แท้จริง จึงได้ทำเรื่องที่ผิดต่อความเชื่อของเรา จนสุดท้ายสูญเสียลูกชายอีกสามคน ฮือ....หรือแม้แต่....ฮือ....องค์หญิงชอนมยองก็พลอยอายุสั้นไปด้วย ฮือ ๆ ๆ”

“โถ....แย่จัง....น่าสงสารพระมเหสี....”

“พระมเหสีคงจะเสียพระทัยมากน่ะนะ”

“นั่นสิ ฮือ ๆ ๆ เป็นใครก็ต้องเสียใจทั้งนั้น”

“เวรกรรม....น่าสงสาร....ฮือ ๆ ๆ” พวกชาวบ้านพากันเห็นใจพระมเหสีมายา ด้านฮาจอง บอกให้เซจอง และมีเซ็งหาทางแก้ปัญหา หากปล่อยไว้จะถูกปั่นหัวจนทำอะไรไม่ได้ แต่ทุกคนก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเหมือนทุกคนรู้เห็นเป็นใจให้ต๊อกมานปรากฏตัวในสภาพที่สวยงาม

“ฮือ....ในฐานะที่หม่อมฉันเป็นพระมเหสี ฮือ....ขอให้ฝ่าบาท ลงพระอาญา ฐาน ปิดบัง หลอกลวงผู้คนและทำผิดจารีต เพื่อให้บ้านเมืองได้เดินสู่ทางที่ถูกต้องด้วยเถอะเพคะ ฮือ....จากนั้น ก็ทำตามคำทำนาย ให้ผู้ที่เกิดจากดาวแคยาง มาอยู่แผ่นดินของเราซะ ให้ต๊อกมานของเรา คืนสู่ฐานะที่นางควรจะได้ด้วยเถอะเพคะ” พระมเหสีมายา ตรัสต่อ

“ให้นางคืนสู่ฐานะเดิม ๆ ๆ” พวกชาวบ้านกล่าว

“ต้องขออภัย....ราษฎรทั้งหลาย อภัยให้กับความผิดของข้าและพระมเหสี เรื่องของเรื่องเพราะความอ่อนแอของข้า จึงต้องขอขมาทุกคน....โดยเฉพาะ....ลูกสาวที่ชื่อต๊อกมาน ยิ่งต้องขอให้นางยกโทษ บัดนี้ข้าขอประกาศต่อหน้าราษฎรและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นางคือลูกของข้า เป็นองค์หญิงแห่งแคว้นชิลลา นามว่าองค์หญิงต๊อกมาน” พระเจ้าจินพยอง ตรัส

“องค์หญิงจงเจริญ....ทรงพระเจริญ.... องค์หญิงทรงพระเจริญ....” พวกชาวบ้านตะโกน

“ทรงพระเจริญ องค์หญิงต๊อกมาน ทรงพระเจริญ” พีดัม กล่าว

“องค์หญิงต๊อกมานจงเจริญ....” คิมยู ซิน กล่าว

“องค์หญิงต๊อกมานจงเจริญ ๆ”

เมื่อพระเจ้าจินพยองประกาศคืนฐานะให้ต๊อกมาน ทำให้พวกองครักษ์ที่กักขังโซวาอยู่ รู้สึกลำบากใจ เพราะโซวาได้กลายเป็นแม่นมของต๊อกมาน ซกพุงจึงสั่งให้พวกองครักษ์กลับไปก่อนหากมีคำสั่งของมีซิลใหม่ จะบอกอีกที

เมื่อพีดัมรู้ว่าตนเองถูกต๊อกมานหลอกก็พูดกับไอชองและคิมยูซิน

“นี่ ๆ ไม่ใช่ล้อเล่นนะ ข้าเกือบตายจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ ตอนนางออกมา ข้าเห็นใบ หน้ามีรัศมีเปล่งปลั่งเลยล่ะ แต่พูดก็พูด นางไม่น่าหลอกข้าด้วยเลย ฮ่า ๆ ๆ”

“บังอาจ นั่นเป็นองค์หญิงเชียวนะ ถ้ายังลามปามอีกละก็....” ไอชอง กล่าว

“เอาน่า รู้แล้ว ๆ แหม....ไว้เจอวันหลัง ข้าจะให้ความเคารพละกัน ยอมแล้วล่ะ ข้ายอมซูฮกนาง” พีดัม กล่าว

“ว่าแต่องค์หญิง ก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดความจริงกับเจ้าหรือ” คิมยูซิน ถาม

“ไม่ได้พูดเลย พวกท่านก็ไม่รู้หรือ”

“นางบอกว่าเคยหลงกลท่านมีซิลมาก่อน เพราะฉะนั้น เลยต้องปิดบังเราด้วย จะได้หลอกให้นางหลงเชื่อสนิท” คิมยูซิน กล่าว

“หึ....เป็นแผนที่เยี่ยมยอดจริง ๆ” ไอชอง กล่าว

“แม้ว่ามีซิล....จะเดาใจข้ากับพีดัมออก แต่ไม่สามารถรู้ใจองค์หญิงต๊อกมานที่อยู่เบื้อง หลังได้”

“ถึงบอกไงว่า เป็นแผนที่ร้ายกาจนัก เฮ่อ ๆ ๆ” พีดัม กล่าว

ต๊อกมาน ได้กลับมาอยู่ในฐานะองค์หญิง พระมเหสีมายาเห็นแล้วออกปากชม

“ฮือ...ไม่นึกว่าจะสวยขนาดนี้ ช่างเป็น องค์หญิงที่งามนัก กลับมาเป็นผู้หญิง เจ้าก็ไม่แพ้ใครเลย ฮือ....ฮือ....ถ้าได้โตมาพร้อมกับชอนมยอง คงเป็นพี่น้องที่ผูกพันกันมาก ฮือ....เจ้ามาแทนที่ชอนมยอง สิ่งที่เป็นของนาง ข้าจะให้เจ้าได้เสพสุขอย่างเต็มที่”

“พระมเหสี หม่อมฉัน....ไม่ได้หวังจะกลับมาเสพสุข ใช้ชีวิตเป็นองค์หญิงอยู่ในวัง ที่สำคัญ หม่อมฉันไม่ได้หวังตำแหน่งนี้ จึงดิ้นรนเพื่อจะกลับมา....ความคิดนี้ถูกทิ้งไปนานแล้ว หม่อมฉัน....เคยสาบานต่อหน้าพี่หญิงไว้ ให้นางได้รับรู้” ต๊อกมาน กล่าว

ต๊อกมาน มาเข้าเฝ้าพระเจ้าจินพยอง

“นั่งลงก่อน....ได้พบเจ้าอีกครั้ง ข้าควรจะพูดอะไรดี คิดแล้วคิดอีกก็พูดไม่ออก....ขอโทษด้วยนะ....เจ้ายังโกรธข้าอยู่ใช่ไหม”

“เพคะ ฝ่าบาท”

“เฮ่อ....มันก็ไม่แปลก สมควรอยู่แล้ว แต่ว่า เจ้าก็ควรเข้าใจ”

“เข้าใจเพคะ หม่อมฉันเพิ่งจะเข้าใจ เพราะทรงเป็นพระราชา ตำแหน่งอันสูงส่ง ทำให้ไม่มีทางเลือก ต้องเห็นแก่ราชสมบัติ แม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขก็ทรงตัดได้ หม่อมฉันเข้าใจดี.... แต่ว่าที่ทำให้หม่อมฉันยิ่งโกรธกว่านั้น คือในเมื่อยอมทิ้งลูกเพื่อจะรักษาบัลลังก์ไว้แล้ว ทำไมไม่ทรงมีอำนาจซะที ที่สำคัญ ก่อนหม่อมฉันจะกลับมา ฝ่าบาทก็ยิ่งไม่ควร....จะสูญเสียพี่หญิงไป น่าจะทรงปกป้องนางไว้”

“ข้ารู้ เจ้ามีเรื่องไม่พอใจหลายอย่าง เป็นใครก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา เพราะข้าสั่งให้ฆ่าเจ้าด้วย”

“ฝ่าบาท เดิมทีหม่อมฉันจะไปอยู่แล้ว แต่ที่กลับมาอีกครั้ง เหตุผลมีอยู่ข้อเดียว....ก็คือ....จะแทนที่พี่หญิงชอนมยอง จะช่วยนาง... ทำลายอิทธิพลของมีซิล” ต๊อกมาน กล่าวทูล

มีซิล รู้ว่าตนเองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบต๊อกมาน แต่ก็ได้คิดแผนการรับมือ โดยสั่งให้คนของนางไม่ต้องไปเข้าเฝ้าพระเจ้าจินพยอง และให้ยอมรับต๊อกมานในฐานะองค์หญิงใหม่

“ข้าอยากให้เกิดภาพที่ว่า ภายใต้การนำของท่าน เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างให้ อภัยกับความผิดพลาดของฝ่าบาท....ที่สำคัญ พยายามต่อรองผลประโยชน์ที่จะได้จากราชสำนักมากขึ้น เอาภาษีที่นาที่ขุนนางต้องจ่ายให้ทางการในอัตราส่วน 6 ต่อ 4 เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นครึ่งต่อครึ่งซะ เมื่อได้สิ่งตอบแทนที่มากขึ้น ขุนนางก็จะไม่หนีจากเราไปไหน ที่เคยเป็นพวกเดียวกับเรา เมื่อกินอิ่มก็จะไม่แปรพักตร์ เข้าใจหรือเปล่า” มีซิล กล่าว

“หึ....ได้” เซจอง กล่าว

“อีกอย่าง ท่านซอวอนก็เหมือนกัน พยายามผูกมิตรกับทหารระดับแม่ทัพขึ้นไป ให้พวกเขามาอยู่กับเราให้มาก”

“ได้ เรื่องพวกนี้ข้าได้เตรียมการไว้ อยู่แล้ว”

“โพจอง เจ้าเอง....ก็ไปสังสรรค์กับเหล่าองครักษ์ ถ้าเห็นคนไหนฐานะง่อนแง่นเลี้ยงลูกน้องไม่ไหว ก็สนับสนุนเรื่องเงินให้เขา ไม่ต้องหวงล่ะ” มีซิล สั่ง

“ครับ ข้าทราบแล้ว”

ยองชุน นำฎีกาขึ้นถวายพระเจ้าจินพยอง

“นี่คือฎีกา....แสดงความเห็นด้วยที่จะให้ต๊อกมานเป็นองค์หญิงงั้นหรือ” พระเจ้าจิน พยอง ตรัสถาม

“พ่ะย่ะค่ะ เสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันหมด”

“แต่ว่า ตามหลักฝ่ายของมีซิลน่าจะคัดค้านอย่างหนักมากกว่า” คิมซอยอน ทูล

“สมัยก่อนข้ายอมเสียลูกสาวไปครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าตอนนี้เหล่าขุนนางยังไม่เห็นด้วยอีก ข้าก็ขอแลกกับตำแหน่งปกป้องนางให้ถึงที่สุด”

“ฝ่าบาท ท่านเสนาบดีมาขอเฝ้า” มหาดเล็กเข้ามาทูล

“เชิญเข้ามา”

“ฝ่าบาท ที่พวกเรามาเฝ้า เพื่อจะทูลเรื่ององค์หญิงต๊อกมานพ่ะย่ะค่ะ....ขุนนางระดับสูง มีมติเห็นพ้องให้มาทูลว่า ถ้าสมัยก่อนที่องค์หญิงแฝดมีประสูติกาล แล้วฝ่าบาททรงเปิดเผยเรื่องนี้ เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์อาจให้การยอมรับ แล้วค่อยหาวิธีแก้ไขใหม่ แต่นี่ ฝ่าบาทและพระมเหสีกลับทรงปกปิดเรื่องนี้ ถึงขนาดให้พระธิดาองค์รองไปใช้ชีวิตอยู่นอกวังจนเติบใหญ่” เซจอง กล่าวทูล

“ใช่ ด้วยเหตุนี้ เหล่าขุนนางที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงเกิดความสับสน และสุดท้าย ยังเกิดเหตุการณ์สูญเสียองค์หญิงชอนมยอง เป็นที่เสียใจของทุกฝ่ายด้วย” ฮาจอง กล่าวทูล

“พอทีเถอะ ไหน ๆ ฝ่าบาทกับพระมเหสีก็ทรงยอมรับผิดต่อหน้าราษฎรทั้งหลาย พวกท่านก็อย่ารื้อฟื้นอีกเลย” มีเซ็ง กล่าว

“แต่ว่า ความไม่พอใจของขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ ยิ่งทวีความรุนแรง” เซจอง กล่าวทูล

“เพราะฉะนั้น.....ท่านจะมาบอกว่าไม่อาจยอมรับต๊อกมานเป็นองค์หญิงได้ใช่ไหม” พระเจ้าจินพยอง ตรัสถาม

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ ในวันที่ 5 นี้ จะมี พิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งหม่อมฉันได้กำชับให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมงานนี้โดยพร้อมเพรียง” เซจอง กล่าวทูล

“นี่แปลว่า ยังมีเงื่อนไขอื่นมาต่อรองใช่ไหม” ยองชุน ถาม

“เพื่อปกปิดความผิดที่พระมเหสีทรงก่อไว้ หม่อมฉันต้องใช้ทั้งวิธีเกลี้ยกล่อมและข่มขู่ แต่จนวันนี้ หลายคนยังฮึดฮัดแสดงความไม่พอใจอยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ” เซจอง กล่าวทูล

“เพราะฉะนั้น ในวันที่มีการแต่งตั้ง ถ้าฝ่าบาท ทรงเมตตายอมให้เหล่าขุนนางได้ลดภาษีจากการให้เช่า ที่นา เชื่อว่าพวกเขาน่าจะพอใจ และถวายความภักดี ต่อฝ่าบาทและองค์หญิงมากขึ้น” มีเซ็ง ทูลเสนอ

“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ ไหน ๆ ทุกครั้งที่มีเรื่องมงคล ก็ต้องมีคำสั่งอภัยโทษหรือไม่ก็ลดโน่นลดนี่อยู่แล้วจริง มั้ยพ่ะย่ะค่ะ” ฮาจอง กล่าวทูล

ซอวอน เข้ามารายงานมีซิลว่าพรุ่งนี้จะมีพิธี แต่งตั้งองค์หญิงอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากเพิ่งสิ้นองค์หญิงชอนมยองไม่นาน พิธีแต่งตั้งจึงให้จัดอย่าง เรียบง่าย

“ท่านเซจู ข้าต้องขอโทษด้วย”

“อยู่ดี ๆ มาขอโทษข้าเรื่องอะไร...ทำไมทำหน้าทำตาอย่างงั้นล่ะ...ข้า...คือมีซิลนะ เรื่องแค่นี้ไม่มีผลต่อข้าหรอก”

พระมเหสีมายาเสด็จมาบอกต๊อกมานว่าพรุ่งนี้จะมีพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ต๊อกมานขอร้องว่าให้รีบจัดไม่ต้องมีพิธีวุ่นวายนัก พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้นคิมยูซินมาเชิญต๊อกมานให้เดินทางไปในงานพิธี เมื่อเห็นต๊อกมานยื่นตัวสั่น ก็พูดให้กำลังใจ ว่า นางสามารถเอาชนะมีซิล จนมาถึงตำแหน่งนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรอีก

ภายในงานพิธี มีซิลได้เข้ามากล่าวยินดีกับองค์หญิงต๊อกมานที่ได้คืนสู่ราชสำนัก

“คงต้องขอบคุณความช่วยเหลือจากท่านด้วย” ต๊อกมาน กล่าว

“หม่อมฉันน่ะหรือ”

“ระหว่างที่ข้าวางแผนนี้ ในสมองจะนึกถึงคำพูดท่านทุกประโยค จากนั้นก็แปรให้เป็นเลือดกับ น้ำตา เพื่อจะทำงานต่อไป สุดท้ายข้าก็ทำอย่างท่านได้ และคนก็ยกย่อง ให้ข้าเป็นองค์หญิง”

“แล้วตอนนี้เป็นไงบ้าง...จนป่านนี้แล้วยังเอา ชนะความกลัวในใจไม่ได้อีกหรือ” มีซิล กล่าวเย้ย

“บังอาจนัก ท่านกล้าดียังไง...มาถูกตัวข้าโดยไม่ขออนุญาต...ไปได้” ต๊อกมาน กล่าว

“พ่ะย่ะค่ะ” คิมยูซิน และไอชอง กล่าว

เมื่อมีการประกาศว่าต๊อกมาน คือองค์หญิง ของแคว้นซิลลา นางก็กล่าวกับพวกองครักษ์

“องค์หญิงต๊อกมาน ในฐานะนายคนใหม่ ขอให้สัญญาว่าจะทำให้หน่วยองครักษ์ยิ่งเกรียงไกร... ต่อไปองครักษ์ทุกหน่วย ไม่เพียงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม หากใครมีความสามารถโดดเด่น เมื่อ ผ่านการประลองยุทธ์ก็จะได้เลื่อนขั้น เพราะฉะนั้นขอ ให้ทุกคนยึดมั่นในกฎปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง”

“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”

“ท่านไอชอง ท่านเดินมาข้างหน้า...ข้าขอสั่งให้ท่าน...เป็นองครักษ์ประจำตัวข้า ส่วนหน่วยบีชอน ของท่าน ก็ดูแลความปลอดภัยให้ข้า”

“หม่อมฉันองครักษ์ไอชอง ขอถวายความภักดีแด่องค์หญิง”

มีซิล สงสัยว่าใต้ซือวาชอนจะร่วมมือกับต๊อกมาน จึงสั่งให้ซอวอนไปจับตัวใต้ซือวาชอนมา

“ใต้ซือวาชอนหรือ” ซอวอน แปลกใจ

“ถ้าเป็นเรื่องตาแก่นี่ ต้องให้คิมยูซินกับ ไอชองไปคุมด้วยตัวเอง ท่านไปสะกดรอยพวกเขาและ จับตัวมาให้ได้”

“ไม่ต้องห่วง ข้าไปเดี๋ยวนี้ แต่ว่าข้าจะพันแผลให้ท่านก่อน” ซอวอน กล่าว

“หึ...ถ้าไม่สามารถเอาตัวเขากลับมาได้...ก็ฆ่า ทิ้งซะ เพราะคนที่ไปอยู่กับต๊อกมานจะไม่มีประโยชน์ต่อเราอีก”

องค์หญิงต๊อกมานเรียกองครักษ์มาประชุม พีดัมรู้ก็เข้ามา

“โห...ว้าว...นี่เป็นห้องประชุมหรือนี่ แหม... ใหญ่โตซะจริง ๆ 1 2 3 4 5 6 7 8 ทั้งหมด 10 ที่นั่งก็เท่ากับสิบหน่วย แหะ ๆ...อ้าว...แหม...ว้าว... แต่งแบบนี้ค่อยน่าดูหน่อย แหม...”

“เจ้าคนป่าเถื่อนนี่กล้าเสียมารยาทหรือ” ไอชอง กล่าว

“ฮึ...ข้าน่ะโดนต้มซะเปื่อยเชียว เจ้านี่ร้าย กาจจริง ๆ แหะ ๆ”

“ยังจะพูดอีก”

“ท่านไอชอง...เพื่อจะให้มีซิลหลงเชื่อ ข้าเลยต้องทำอย่างงั้น” องค์หญิงต๊อกมาน ตรัส

“อึม...ช่างเถอะ ข้ายอมรับก็ได้ หึ...ทีแรกก็ แพ้มีซิล แล้วยังถูกเจ้า...”

“หน็อย...”

“แหะ...ถูกองค์หญิงหลอกซ้ำอีกทีหนึ่งแหะ ๆ เอาเป็นว่า ฉลาดลึกทั้งสองคน” พีดัม กล่าว

“หึ...ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้ ยังไงก็ขอขอบใจ และขอโทษด้วย” ต๊อกมาน กล่าว

“ขอโทษหรือ แหะ...เอ่อ...ว่าแต่ทำไมองค์หญิงถึงเกลี้ยกล่อมใต้ซือวาชอนได้น่ะ”

“หม่อมฉันก็อยากถาม เพราะเขาเคยบอกว่า ไม่ต้องการและไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แล้วทำไมยังเกลี้ย กล่อมได้” คิมยูซิน ทูลถาม

“นั่นสิ หม่อมฉันก็สงสัยเหมือนกัน”

“เฮ่อใช่ ตอนนี้ เราคงต้องจัดการเรื่องนี้ก่อน ท่านทั้งสอง ไปพาใต้ซือวาชอนมาพบข้า เขาน่า จะทำงานบางอย่าง ตามที่ข้าสั่งไว้แล้ว”

“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”

“อีกอย่าง ส่งข่าวให้กลุ่มโพยารู้ด้วย”

“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“หม่อมฉันจะไปสั่งให้ลูกน้องเตรียมตัว” ไอชอง กล่าว

องค์หญิงต๊อกมาน ได้ให้คิมยูซินและไอชองไปหาใต้ซือวาชอน แต่ระหว่างทางถูกโพจอง และลูกน้องสะกดรอยตาม และชิงจับตัวใต้ซือไปก่อน แต่ใต้ซือได้ทิ้งจดหมายไว้ คิมยูซิน จึงตามมาช่วยได้ทัน

“ทิ้งกระบี่เดี๋ยวนี้” คิมยูซิน กล่าว

“ก็เอาซี่....ตาแก่นี่จะตายเหมือนกัน” ซกพุง กล่าว

“นี่เป็นคำสั่งท่านเซจู” โพจอง กล่าว

“ข้ารับบัญชาจากองค์หญิง ถ้าไม่รีบถอยไป ข้าจะถือว่าพวกเจ้าเป็นศัตรูกับองค์หญิงอย่างเปิดเผย....พวกเจ้าเป็นองครักษ์ กล้าขัดคำสั่งองค์หญิงเชียวหรือ” คิมยูซิน กล่าว

“นึกว่าเมื่อก่อนเคยชนะข้าแล้ว จะมาทำยโสได้หรือ....เรามาประลองอีกครั้งเอามั้ยล่ะ” โพจอง กล่าว

“หยุดเดี๋ยวนี้....พวกเจ้าทำอะไร” ไอชอง เข้ามา

“หึ....ที่เรามานี่ เพื่อทำตามพระบัญชาขององค์หญิง ถ้าอยากประลองฝีมือกับข้า วันหลังมีโอกาสอีกเยอะ”

“อีกหน่อยพวกเจ้า....จะพาใต้ซือวาชอนไปที่ไหน ข้าไม่รับรู้ แต่ยังไงจะหาให้พบ และฆ่าเขาให้ได้” โพจอง กล่าว

เมื่อองค์หญิงต๊อกมานได้ผลการคำนวณจากใต้ซือ ก็เรียกประชุมเหล่าขุนนาง

“องค์หญิงทรงเรียกประชุมด้วยเรื่องอะไรเพคะ” มีซิล ถาม

“วันนี้ที่เรียกประชุมเหล่าขุนนาง เพื่อจะทำหน้าที่....ในฐานะที่ข้าเป็นองค์หญิงครั้งแรก ....ข้าในฐานะธิดาแห่งสวรรค์คนใหม่ของชิลลา นับแต่วันนี้ จะสั่งยุบตำหนักเทพ และข้อมูลในทางดาราศาสตร์ทุกอย่าง จะเปิดเผยให้ราษฎรได้รู้ทั่วกัน เชิญใต้ซือเข้ามาได้”

“พ่ะย่ะค่ะ เชิญใต้ซือเข้ามา”

“ต่อไปบ้านเมืองเรา จะมีที่สำหรับดูปรากฏการณ์ การเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าและเดือนดาวทั้งหลาย โดยข้ามีความคิดว่าจะทำเป็นสิ่งปลูกสร้างขึ้นมา ส่วนชื่อนั้น ข้าจะให้ชื่อว่าหอดูดาว ผู้ที่รับผิดชอบในการนี้ ข้าจะมอบหน้าที่....ให้ใต้ซือวาชอนเป็นผู้ดูแล”

“ที่ฐานนั้น เราจะใช้หินก้อนใหญ่ 12 ก้อน อันสื่อถึงว่าใน 1 ปี จะมี 12 เดือน จากนั้นก็ เรียงด้วยหินสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เป็นทรงกลม ทั้งหมด 365 ก้อน ด้านบนสุด,ตั้งเป็นรูปสี่เหลี่ยมปากกว้าง ลักษณะคล้ายบ่อน้ำ อันหมายถึง 1 ใน 4 ฤดูกาลของปี ฉะนั้น มันจะหมายถึง 365 วันแล้วคูณด้วย 4 อีกครั้ง จากฐานถึงกึ่งกลาง จะมีช่องว่าง 12 ช่อง และจากกึ่งกลางถึงด้านบนสุด ก็จะมีช่องว่างอีก 12 ช่อง ทั้งหมดจึงรวมเป็น 24 ชั้น อันหมายถึง 24 ฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน และจากบนสุดลงไปจะมี 28 ชั้น สื่อถึงดาวบนฟ้า 28 ดวง” ใต้ซือวาชอน กล่าว

“ต่อไปเมื่อมีหอดูดาวแล้ว ไม่ว่าใครก็จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าได้ และนับแต่นี้ จะไม่ให้ตำหนักเทพที่ศึกษาเรื่องนี้ หรือแม้แต่ใครคนใดคนหนึ่ง....อาศัยความไม่รู้ของราษฎรแต่งเรื่องยังไงก็ได้เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเอง”

“แปลว่าองค์หญิงจะยอมสละอำนาจของตัวเองด้วยหรือ” มีซิล ทูล

“ข้ามีความคิดอย่างงั้นอยู่”

“องค์หญิง โลกนี้ นอกจากทางสายตรงแล้ว เราอาจมองเป็นทางขวางได้อีก”

“ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด”

“ถ้ามองทางตรงก็จะแบ่งได้ดังนี้คือ.... ชาวแพ่กเจ โกคูรยอ และชิลลา และในแคว้นชิลลา ยังมีแบ่งคนที่ภักดีต่อองค์หญิง ภักดีต่อหม่อมฉัน มีซิล แต่ถ้ามองในอีกแง่ ลักษณะของทางขวาง มนุษย์จะแบ่งเป็นสองประเภทเท่านั้น คือผู้ปกครอง กับผู้อยู่ใต้ปกครอง....ถ้าเรามองในทางขวาง องค์หญิงกับหม่อมฉันก็คือพวกเดียวกัน เราต่างมีหน้าที่ในการปกครองบ้านเมือง ในเมื่อชิงอำนาจจากหม่อมฉันไป องค์หญิงก็ควรรักษาให้ดี” มีซิล กล่าวทูล

“ถ้าอย่างงั้น วันหนึ่งก็จะมีคนแย่งไปจากข้าอีก”

“เพราะกลัวถูกแย่งเลยยอมทิ้งก่อนหรือ”

“นี่ไม่ใช่การทิ้ง แต่เป็นการคืนอำนาจให้แก่ราษฎร”

“ความหมายก็คือทิ้งนั่นแหละ ไม่มีอำนาจแล้วเราจะปกครองได้ยังไง”

“นางพูดจริงหรือ นั่นคือการทิ้งอำนาจ แล้วข้ายังจะปกครองบ้านเมืองได้หรือเปล่า” องค์ หญิงต๊อกมาน คิด

“จริงอยู่ องค์หญิง ตอนนี้เราเหมือนกำลังชิงอำนาจอยู่ แต่การช่วงชิงก็ควรมีกฎเกณฑ์บ้าง ทรงทำแบบนี้ ก็เท่ากับผิดกติกาชัด ๆ....ไม่งั้นองค์หญิงจะสร้างอำนาจให้เป็นที่ยำเกรงของผู้คนได้ยังไง”

“สร้างอำนาจ....ให้เป็นที่ยำเกรงหรือ” องค์หญิงต๊อกมาน คิด

“องค์หญิงจะใช้อะไรปกครองชาวชิลลาของเรา”

“ใช้อะไรปกครอง ?” องค์หญิงต๊อกมาน คิด

“ไหนลองรับสั่งหน่อยซิ....องค์หญิงจะปกครองด้วยอะไร”

“ข้าจะใช้ความจริงใจ”

“ความจริงใจ อะไรคือจริงใจขององค์หญิงไม่ทราบ ในขณะที่ราษฎรร้องตะโกนต้อนรับธิดาแห่งสวรรค์คนใหม่ องค์หญิงจะมอบอะไรให้พวกเขา” “ข้าไม่รู้อะไรเลย ข้าไม่มีพลังวิเศษในตัวหรอก”

“นี่คือความจริงใจงั้นหรือ”

“การค้นคว้านั้น ไม่เพียงให้รู้ที่มาของสรรพสิ่งในโลก ยังจะคลี่คลายสัจธรรมบางอย่างด้วย”

“แล้วยังไง”

“ในขณะที่ท่าน....อ้างว่าต้องการหาความรู้ในสรรพสิ่ง แต่กลับนำสิ่งที่ได้มาสร้างภาพลวง ให้ตัวเองดูราวกับเป็นเทพจุติลงมา” องค์หญิงต๊อกมาน ตรัส

“ชาวบ้านก็ต้องการภาพลวงอยู่แล้ว ฝน แล้งก็อยากให้มีฝนตก ต้องการใครก็ได้ที่สามารถบันดาลในสิ่งที่พวกเขารอคอย ผู้นำคนไหนที่สนองตอบในจุดนี้ได้ก็จะเป็นผู้ปกครองที่ยั่งยืน”

“ผิดแล้ว แท้ที่จริง พวกเขาต้องการความหวังต่างหาก”

“ต้องการความหวังหรือ....องค์หญิง คำว่าราษฎร หรือแม้แต่มวลชนนั้น มีความน่ากลัวแค่ไหน ทรงรู้หรือเปล่า”

“น่า....น่ากลัวหรือ นางก็รู้จักกลัวเป็นด้วยหรือ” องค์หญิงต๊อกมาน คิด

“ความหวังของราษฎร ก็คือความโลภ องค์หญิงไม่รู้หรอกว่าความโลภเป็นสิ่งน่ากลัวแค่ไหน”

“ใช่ เพราะข้าไม่เคยกลัวพวกเขา อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่พวกเขาต้องการก็แค่กินอิ่มนอนหลับในแต่ละวัน มีความเป็นอยู่ดีขึ้นเท่านั้น ไม่ได้หวังอะไรมากกว่านี้เลย”

“ชาวบ้านน่ะ ไม่อยากรู้หรอกว่าทำไมฝนถึงตกหรือไม่ตก พวกเขา....ไม่อยากรู้ว่าสุริยคราสเกิดเพราะอะไรและทำไมถึงเกิด ขอแค่มีคนทำให้ฝนตก มีคนช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดอาเพศที่มากับสุริยคราส แค่นี้ก็พอแล้ว นี่แหละคือความโง่ของราษฎร”

“นั่นเพราะว่า พวกเขาไม่มีความรู้”

“ใช่ ไม่มีความรู้ ไม่คิดจะศึกษา หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรด้วย”

“แต่ถ้าชาวบ้านมีปฏิทิน พวกเขาจะรู้เรื่องฤดูกาล รู้ว่าเมื่อไหร่เหมาะแก่การเพาะปลูก ถึงตอนนั้น แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงเกิดฝนตก แต่อย่างน้อย เมื่อมีประสบการณ์ก็จะรู้ว่า ไม่ควรใช้น้ำจนหมด ให้เผื่อไว้ตอนหน้าแล้งบ้าง หลังจากนั้น พวกเขาจะ ค่อย ๆ ปรับตัวและเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ นี่แหละคือราษฎร”

“คนที่รู้มาก ยิ่งฉลาดหลักแหลม แท้จริงมันเป็นความทุกข์มากกว่า การสอนให้พวกเขารู้เยอะ ๆ มันเป็นงานที่เหนื่อยและหนักมาก” มีซิล กล่าว

“แต่ความหวัง....จะทำให้คนยอมอดทน รับความเจ็บปวดทุกอย่าง ราษฎรที่มีความหวัง จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้บ้านเมืองเจริญขึ้น ข้าต้องการคนที่มีความมุ่งมั่นเหมือนกัน เพื่อจะสร้างชิลลา ให้เป็นเมืองใหม่”

“หรือว่า สิ่งที่เด็กคนนี้ต้องการก็คือ....” มีซิล คิด

“คำพูดเหล่านี้ ทำไมออกจากปากข้าได้ นี่ข้าพูดเองหรือ” ต๊อกมาน คิด

“องค์หญิง สิ่งที่หม่อมฉันพูดคือภาพลวงตาของชาวบ้าน ในขณะที่องค์หญิง รับสั่งถึงความหวังของราษฎร แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นภาพลวงตา หรือความฝันอันสวยงาม....สุดท้ายก็สู้ความจริงอันโหดร้ายไม่ได้อยู่ดี....จริง ๆ แล้วองค์หญิงเจ้าเล่ห์กว่าหม่อมฉันซะอีก”

“ใช่ ไม่แน่อาจเป็นอย่างงั้นก็ได้ แต่ว่า....” ต๊อกมาน คิด





..............จบตอนที่ 29.........